เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 754 ลูกพี่ลูกน้องอีกคน
บทที่ 754 ลูกพี่ลูกน้องอีกคน
เมื่อลู่ฮ่าวกลับจากเลิกงานในช่วงบ่าย และเห็นแขกทั้งสองคนที่บ้านก็รู้สึกประหลาดใจ “พวกคุณมาที่นี่ได้ยังไง?”
ซุนเฉิงยิ้มแล้วตอบว่า “มาเยี่ยมหมอกู้น่ะสิ”
ลู่ฮ่าวเห็นว่ากู้หนานกำลังพูดคุยและหัวเราะอยู่กับเวิงอิ่งและเดวิด โดยที่เขาไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจใด ๆ แถมยังมีความสุขมาก บรรยากาศที่บ้านก็เต็มไปด้วยความสนิทกลมกลืน เขาจึงเดาได้ว่าเดวิดคงยอมรับเวิงอิ่งเป็นหลานสาวแล้ว
แต่ขณะที่กำลังคิดเรื่องนี้ เขาก็ได้ยินเสียงเรียกของเดวิด
“เสี่ยวฮ่าว มานั่งนี่สิ ฉันแนะนำเธออย่างเป็นทางการ”
เดวิดมองลู่ฮ่าวด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดว่า “นับจากนี้ไป เสี่ยวอิ่งถือเป็นลูกพี่ลูกน้องอีกคนหนึ่งของเธอนะ”
ลู่ฮ่าวมีรอยยิ้มบนใบหน้า เขามองไปที่เวิงอิ่งและกล่าวทักทาย “สวัสดี น้องสาว”
เฉินหย่าจือบอกว่า “ก่อนหน้านี้ที่แม่ออกปากยอมรับเสี่ยวอิ่งเป็นลูกบุญธรรม แม่เคยขอให้น้องเรียกลูกว่าพี่ชาย แต่ตอนนี้เกรงว่าคงไม่จำเป็นแล้ว จากนี้ไปแม่จะถือเป็นป้าสะใภ้ของน้อง ส่วนเสี่ยวฮ่าวจะกลายเป็นเปี่ยวเกอ”
เวิงอิ่งยืนขึ้น แล้วเรียกลู่ฮ่าวด้วยคำใหม่อย่างสุภาพ “เปี่ยวเกอ”
“เอาละ นั่งลงเถอะ”
“ต่อจากนี้เรากลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”
ลู่ฮ่าวก็มีความสุขมากเช่นกัน เมื่อจู่ ๆ ตัวเองก็มีลูกพี่ลูกน้องเพิ่มขึ้นมา
ตลอดการเดินทาง เขาได้เดินทางไปรู้จักกับญาติคนใหม่เพิ่ม รวมถึงญาติเดินทางมาหาเขาด้วยตัวเอง
ตอนนี้คนรู้จักของเขามีทั้งลูกพี่ลูกน้องหญิงฝ่ายแม่ ฝ่ายพ่อ และอีกหลายคน นี่ถ้าพามานั่งล้อมโต๊ะกันคงไม่มีที่ว่างซะแล้ว
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดล้วนเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แม้ว่าเขาไม่เก่งเรื่องเข้าสังคม แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเข้ากับพวกเขาไม่ได้
ลู่ฮ่าวนั่งลงแล้วพูดกับซุนเฉิงว่า “ในเมื่อคุณอยู่ที่นี่แล้ว งั้นก็อยู่ต่ออีกสองสามวันสิ”
ซุนเฉิงตอบว่า “ผมยังมีงานในหลันเฉิงที่ต้องกลับไปจัดการ คงไม่มีเวลาอยู่ที่นี่อีกนานนัก น่าจะกลับไปที่หลันเฉิงในวันมะรืนนี้”
“ซุนเฉิง ทำไมเธอไม่กลับไปก่อน แล้วให้เสี่ยวอิ่งอยู่ที่นี่กับเราอีกสักสองสามวันล่ะจ๊ะ”
เฉินหย่าจือยังอยากให้เวิงอิ่งอยู่ที่นี่นานกว่านี้ จึงออกปากขอให้เธออยู่ปักกิ่งต่อ “ลุงของเธอกับเสี่ยวฮ่าวมีธุระต้องเดินทางไปต่างประเทศในอีกสองวัน ฉันเองบางครั้งก็ยุ่งกับงาน อย่างน้อยให้เสี่ยวอิ่งอยู่ที่นี่จะได้คอยดูแลหนานหน่าน คนท้องอยู่บ้านลำพังน่าเบื่อจะตายไป เราเองก็ไม่สบายใจที่จะทิ้งเธอไว้คนเดียว”
เวิงอิ่งที่ได้ยินว่าเฉินหย่าจือขอให้เธออยู่ต่อ ก็ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด “ได้สิคะ”
ซุนเฉิง “…”
กู้หนานยิ้มเมื่อมองเห็นท่าทีของซุนเฉิง “ซุนเฉิง คุณคงไม่อยากอยู่ห่างจากแฟนตัวเองใช่ไหมล่ะ?”
ซุนเฉิงอยากบอกเหลือเกินว่าเขาไม่อยากห่าง
แต่แฟนสาวของเขาตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดแบบนี้ ต่อให้เขาบอกไปก็ไม่มีประโยชน์
“พี่เฉิง ฉันอยากอยู่กับหนานหน่านต่ออีกสักสองสามวันจริง ๆ อย่างน้อยก็จะได้ปรับตัวไง”
เวิงอิ่งมองไปที่ซุนเฉิงและอธิบายเหตุผลของตัวเอง “อีกอย่าง ฉันเพิ่งบอกครอบครัวว่าเลิกกับคุณแล้วไม่ใช่หรือคะ? ถ้าเกิดพวกเขาไม่เชื่อ แล้วบุกไปที่หลันเฉิง แต่ถ้าพวกเขาตามหาฉันไม่เจอ เดี๋ยวเขาก็ยอมแพ้ไปเอง”
เวิงอิ่งยังคงรู้สึกไม่สบายใจ เธอมักจะรู้สึกเสมอว่าแม่และบรรดาพี่น้องของตัวเองคงไม่วางมือเรื่องกองเงินกองทองไปง่าย ๆ
เมื่อเวิงอิ่งยืนกรานแบบนั้น อีกทั้งเฉินหย่าจือและคนอื่น ๆ ช่วยกันพยายามโน้มน้าวให้เธออยู่ต่อ ซุนเฉิงจึงจำต้องเห็นด้วย “ก็ได้ คุณอยู่ที่นี่สักสองสามวัน ไว้ผมจะมารับหลังจากที่ผมเคลียร์งานเสร็จแล้ว”
ซุนเฉิงอนุญาตให้เวิงอิ่งอยู่ต่อ กู้หนานจึงกอดแขนเวิงอิ่งอย่างตื่นเต้น “เยี่ยมเลย ในที่สุดฉันก็มีเพื่อนแล้ว ฉันอยู่ที่นี่คนเดียวจนเบื่อเต็มที”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอคิดว่าสองวันหลังจากนี้ลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ จะไม่อยู่ ส่วนแม่สามีก็ออกไปทำงาน แล้วเธอต้องอยู่คนเดียวในบ้านซึ่งไม่มีอะไรให้ทำจนต้องนับมดเล่น ก็หดหู่มากแล้ว
ระหว่างรับประทานอาหารมื้อเย็น ซุนเฉิงและเวิงอิ่งผลัดกันดื่มน้ำชาให้กับเดวิดและคนอื่น ๆ อย่างเป็นทางการ และเรียกเขาว่าคุณลุง
เดวิดคิดจะมอบซองอั่งเปาให้เวิงอิ่งเพื่อเป็นการต้อนรับ แต่เวิงอิ่งปฏิเสธไม่ยอมรับท่าเดียว บอกว่าตัวเองต้องการให้ผู้เป็นลุงยอมรับอย่างบริสุทธิ์ใจ ปณิธานของเธอแน่วแน่ แม้แต่ซองเล็ก ๆ ก็ไม่รับ
ในเมื่อเวิงอิ่งยืนกรานแบบนั้น เดวิดก็ไม่ขัดศรัทธา
วันนี้เขามีความสุขมาก จนดื่มไปถึงสองแก้ว
เพราะละทิ้งความเจ็บปวดในอดีต และได้หลานสาวเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง มันไม่แปลกเลยที่เขาจะรู้สึกยินดี
เมื่อมนุษย์เข้าสู่วัยกลางคน ไม่ว่าอาชีพการงานจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด พวกเขาก็ยังคงโหยหาความรักจากครอบครัว ตอนนี้เขามีทั้งลูกชาย ลูกสะใภ้ หลานสาว และหลานเขย
ยิ่งไปกว่านั้น คนหนุ่มสาวเหล่านี้ล้วนเป็นคนจิตใจดีและจริงใจ อีกทั้งทุกคนยังมีอาชีพสุจริตเป็นของตัวเอง เดวิดภูมิใจมากจริง ๆ ที่มีลูกหลานมากความสามารถแบบนี้อยู่ข้างตัว
เดวิดเป็นคนเข้ากับคนง่าย พอเขาเปิดใจ และเต็มใจที่จะยอมรับเวิงอิ่งเป็นหลานสาว ความคิดของเขาที่มีต่อทุกคนจึงเต็มไปด้วยความเอ็นดู
นอกจากนี้ พวกเขาทุกคนต่างก็รู้จักกันมาก่อน ดังนั้นบทสนทนาที่เกิดขึ้นจึงเป็นกันเองไร้ความอึดอัดใด ๆ
ก่อนหน้านี้กู้หนานขอให้ป้าหลิวทำความสะอาดห้องพัก แต่ป้าหลิวคิดว่าซุนเฉิงและเวิงอิ่งเป็นคู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันแล้ว จึงเตรียมห้องพักแขกไว้แค่ห้องเดียวเท่านั้น
กู้หนานที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองตกหล่นคำสั่งตรงไหนไป จึงไม่ได้ทักท้วงอะไรตั้งแต่แรก
เมื่อถึงเวลาเข้านอน ป้าหลิวบอกว่าเธอทำความสะอาดห้องไว้แค่ห้องเดียว เมื่อเห็นสีหน้าประดักประเดิดของซุนเฉิงและเวิงอิ่ง ป้าหลิวถึงได้รู้ว่าพวกเขาเป็นแค่แฟนกัน
“ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ค่ะคุณผู้หญิง ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาสองคนยังไม่ได้แต่งงานกัน” ป้าหลิวพูดอย่างเร่งรีบ “เดี๋ยวฉันจะขึ้นไปเตรียมอีกห้องไว้ให้นะคะ”
เวิงอิ่งมองไปที่ป้าหลิวที่กำลังจะขึ้นไปทำความสะอาดห้อง จู่ ๆ ก็พูดว่า “ไม่เป็นไรค่ะ ตอนนี้ดึกมากแล้ว เราสองคนนอนห้องเดียวกันได้”
พอมาเป็นแขกที่บ้านของคนอื่น ถ้าเป็นไปได้ก็ไม่อยากรบกวนพวกเขาเกินความจำเป็น
ทันทีที่เธอพูดออกมาแบบนี้ ทุกคนก็หันขวับ
โดยเฉพาะซุนเฉิงซึ่งดวงตาเปล่งประกายราวกับมีแสงดาวอยู่นับพัน
เวิงอิ่งหน้าแดง อธิบายอย่างเชื่องช้า “มันดึกแล้วนี่ อย่าวุ่นวายไปเลย”
เฉินหย่าจือยิ้มและพูดว่า “จริงด้วย พวกเธอพักอยู่ด้วยกันนะ อีกไม่นานก็จะแต่งงานกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใส่ใจธรรมเนียมปฏิบัติมากเกินไปหรอก”
“ห้องนี้อยู่บนชั้นสาม ห้องน้ำอยู่ด้านนอก เธอสองคนอยู่ด้วยกันก็ดีเหมือนกัน ถ้าเสี่ยวอิ่งสะดุ้งตื่นขึ้นตอนกลางคืน ซุนเฉิงจะได้ช่วยดูแล ไม่งั้นพวกเราคงเป็นกังวลกัน”
เพราะเป็นแบบนี้ ซุนเฉิงกับเวิงอิ่งจึงต้องพักอยู่ในห้องเดียวกัน
พูดตามตรง ทั้งสองอยู่ด้วยกันมานานมาก แต่ที่ผ่านมาพวกเขาแยกกันนอนตลอด นอกเหนือจากการเดินทางโดยรถยนต์ หรือตอนที่ต้องออกไปพักในโรงแรมแล้ว ซุนเฉิงไม่เคยกังวลกับการที่ต้องอยู่กับเธอตามลำพัง
ตอนที่พวกเขาเช่าอะพาร์ตเมนต์ในหลันเฉิง พวกเขาก็แยกห้องนอนกัน และนับตั้งแต่พวกเขาไปกั่งเฉิง ก็ไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันสองต่อสองเลย
เนื่องจากเมื่อก่อนเวิงอิ่งไม่สบาย ร่างกายของเธอจึงบวม อีกทั้งข้อต่อก็บวมจนผิดรูป แม้แต่ตัวเธอยังไม่อยากเห็นสารรูปของตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกลัวว่าซุนเฉิงจะเห็นเธอในสภาพดูไม่ได้ เธอจึงปฏิเสธซุนเฉิงไม่ให้อยู่ใกล้กับตัวเองมาตลอด
พูดตามตรง เธอแค่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
กลัวว่าซุนเฉิงจะรังเกียจเมื่อเห็นร่างกายเธอที่เป็นแบบนั้น
ตอนนี้ พอได้ยินว่าเวิงอิ่งเป็นฝ่ายเสนอว่าจะอยู่ร่วมห้อง ซุนเฉิงจึงมองดูเธอด้วยความประหลาดใจ ดวงตาเป็นประกาย
เฉินหย่าจือยิ้มแล้วพูดว่า “ไปพักผ่อนเถอะ”
ซุนเฉิงพาเวิงอิ่งขึ้นไปที่ชั้นสาม
ห้องพักกว้างขวาง ทั้งยังสะอาดสะอ้าน
ซุนเฉิงมีความสุขเป็นพิเศษเมื่อเวิงอิ่งออกปากว่าจะอยู่กับเขาต่อหน้าทุกคนในวันนี้
นี่แสดงให้เห็นว่าเวิงอิ่งยอมรับเขาแล้วจากก้นบึ้งของหัวใจ
เมื่อก่อนตอนที่อยู่ในหลันเฉิง แม้ว่าเธอจะไม่สบาย และต้องการใครสักคนมาคอยดูแล แต่เธอก็ยังไม่ให้เขาอยู่กับเธอตามลำพัง
ถึงแม้ว่าการแต่งตัวและการอาบน้ำด้วยตัวเองจะเป็นไปอย่างยากลำบากแค่ไหน
ซุนเฉิงก็เว้นระยะให้อย่างสุภาพบุรุษเสมอมา
ในขณะที่กำลังรู้สึกยินดีอยู่นั้น ซุนเฉิงช่วยเธอถอดเสื้อคลุมออก แล้วแขวนไว้บนไม้แขวนเสื้อ พลางพูดกับเธอว่า “หลังจากผมกลับไปที่หลันเฉิงแล้ว ผมจะทำเรื่องคืนอะพาร์ตเมนต์ที่เราเช่าไว้”
“ทำไมถึงตัดสินใจแบบนั้นล่ะคะ?” เวิงอิ่งถามพลางมองเขา
ซุนเฉิงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ผมอยากเปลี่ยนไปอยู่บ้านหลังที่ใหญ่กว่านี้ ผมคงอยู่บ้านหลังนั้นไม่ได้ ห้องนอนสองห้องนั้นมีขนาดเล็ก ค่อนข้างแออัดสำหรับเราสองคน”
หากเป็นเมื่อก่อน ถ้าอยู่คนเดียวห้องก็ไม่ได้แคบ แต่ตอนนี้มันกลับคับแคบเกินไปสำหรับเขาสองคน