เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 753 ความโรแมนติกที่หาได้ยาก
บทที่ 753 ความโรแมนติกที่หาได้ยาก
เมื่อเฉินหย่าจือและเดวิดเข้าไปในบ้าน เวิงอิ่งก็รีบลุกขึ้นจากโซฟา
เมื่อมองไปทางเดวิดที่กำลังเดินเข้ามา มือทั้งสองที่ห้อยตกอยู่ข้างตัวก็สั่นเทาด้วยความประหม่า
ดวงตาของเธอจ้องมองอีกฝ่ายซึ่งค่อย ๆ ก้าวเดินมาหาโดยไม่กะพริบ
“ซุนเฉิง เสี่ยวอิ่ง พวกเธอก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือ?” สายตาที่เดวิดใช้มองพวกเขายังคงเหมือนเดิม
รอยยิ้มบนใบหน้า ทำให้ยากจะเข้าใจว่าตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่
พอไม่มีสีหน้าท่าทางของความโกรธแบบที่แสดงออกตอนอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลซุนในวันนั้น เขายังคงสุภาพและอ่อนโยนเหมือนปกติ
“คุณเดวิดคะ” เวิงอิ่งก้าวไปยืนอยู่หน้าเดวิด รวบรวมความกล้า ก่อนที่จะพูดตรง ๆ ออกมาว่า “ฉันขอโทษค่ะ”
หลังจากพูดจบ เธอก็โค้งคำนับเดวิด
เดวิดมองเธอพร้อมกับขมวดคิ้วเล็กน้อย “เสี่ยวอิ่ง ขอโทษเรื่องอะไรกัน?”
“ฉันมาขอโทษเรื่องแม่ของฉันค่ะ”
เวิงอิ่งเงยหน้าขึ้นมองเขา แล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “แม้ว่าฉันจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเธอไปแล้ว แต่ถึงยังไงเธอก็เป็นผู้ให้กำเนิดฉัน ตอนนั้นเธอคงทำให้คุณเจ็บปวดมาก ฉันเลยมาขอโทษคุณแทนเธอค่ะ”
“ฉันรู้ค่ะ การที่ฉันมาที่นี่อย่างกะทันหัน แล้วพูดถึงเรื่องที่โหดร้ายพวกนี้ อาจจะทำให้ทุกคนรู้สึกอึดอัด แต่ตัวฉันเองก็ทุกข์ใจไม่แพ้กัน พอคิดทบทวนดูแล้ว ฉันคิดว่าตัวเองไม่ควรหนีปัญหา หรือทำเหมือนทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น ฉันกลัวเหลือเกินว่าพวกคุณจะเหินห่างออกไปเพราะเรื่องแม่ ชีวิตฉันไม่มีเพื่อนมากนัก แต่หนานหน่านคือคนที่ช่วยชีวิตฉันไว้ เธอจึงมีความสำคัญสำหรับฉันมาก ยิ่งป้าเฉินกรุณาจะรับฉันเป็นลูกบุญธรรมด้วย ฉันยิ่งหวงแหนความสัมพันธ์ที่มีกับพวกคุณมากจริง ๆ”
นั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่เธอตัดสินใจมาที่ปักกิ่ง
ถึงอย่างไรลู่ฮ่าวและกู้หนานก็เป็นลูกชายและลูกสะใภ้ของเดวิดกับเฉินหย่าจือ หากปมนี้ไม่ได้รับการแก้ แล้วต่างฝ่ายต่างอยู่ห่างไกลกัน อาจทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหินและอ่อนแอลง
มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าเธอจะได้รับความอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์นี้ เธอไม่ต้องการตกอยู่ในความมืดมิดเพราะมีแม่ตัวเองเป็นสาเหตุอีกแล้ว
ถึงแม้จะมีคำกล่าวว่าความแค้นของผู้ใหญ่ไม่ควรถูกส่งต่อมายังคนหนุ่มสาว แต่วันข้างหน้าถ้าเธออยากมาเยี่ยมหนานหน่าน ก็คงไม่พ้นต้องเจอเดวิดอยู่ดี
ถ้าไม่รีบคลี่คลายปมเสียตั้งแต่ตอนนี้ ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ช่องว่างก็จะยิ่งกว้างขึ้นไปอีก
เดวิดมองดูหญิงสาวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดตรงหน้า ภายในใจยังคงมีคลื่นอารมณ์ซัดสาด “เด็กน้อย เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเธอเลย”
คนที่ควรจะขอโทษจริง ๆ จนป่านนี้แล้วยังไม่ตระหนักถึงความผิดของตัวเองด้วยซ้ำ แถมยังคิดอยากสูบเลือดสูบเนื้อลูกสาวตัวเอง
เมื่อเขาเห็นว่าทัศนคติของเวิงอิ่งแตกต่างกับพฤติกรรมของแม่เธอในวันนั้นอย่างมาก เดวิดก็ยิ่งเห็นภาพเปรียบเทียบที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
“แล้ว…”
เวิงอิ่งอยากถามว่าในอนาคตเดวิดจะยินดีรับเธอเป็นหลานสาวไหม?
แต่เธอกลับไม่กล้า
ความปรารถนาของเธอคือต่อให้เขาจะไม่ยอมรับตัวเองเป็นหลานสาวก็ไม่เป็นไร แต่เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขามากน้อยแค่ไหน?
เธอไม่เคยได้รับความรักจากญาติ ๆ มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เมื่อเฉินหย่าจือออกปากบอกว่าจะยอมรับเธอเป็นลูกบุญธรรม เธอก็ตั้งตารอวันนั้นมาก ๆ
ไหนจะยังความสัมพันธ์ของเธอกับกู้หนานอีก มันไม่ง่ายเลยที่เธอจะมีเพื่อนสาวที่แสนดีซึ่งปฏิบัติต่อกันอย่างจริงใจแบบนี้ เธอยังกลัวว่ากู้หนานจะตีตัวออกห่างจากเธอ เพราะคำนึงถึงความรู้สึกของครอบครัวเป็นหลัก
เพราะไม่มั่นใจ จึงเป็นธรรมดาที่จะคิดมาก ฟุ้งซ่าน และกลัวสูญเสีย
เธอไม่ได้รู้สึกเศร้าอะไรมากเมื่อตัดสินใจตัดขาดกับครอบครัว แต่เมื่อคิดว่าหลังจากนี้ตัวเองอาจจะสูญเสียกัลยาณมิตรที่ดีไปอีกหลายคน มันทำให้เธอกลัดกลุ้มจนนอนไม่หลับ
นั่นคือเหตุผลที่ซุนเฉิงเสนอเธอให้แวะมาหาพวกเขาที่ปักกิ่ง และพูดความในใจต่อหน้าเดวิดโดยตรง
เฉินหย่าจือมองการแสดงออกที่ลังเลของเวิงอิ่ง ก็ลูบไหล่เธอเบา ๆ พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วอ่อนโยนว่า “เสี่ยวอิ่ง เดวิดเขาก็บอกแล้วว่าความแค้นของคนรุ่นก่อนไม่เกี่ยวข้องกับเธอ อย่าเก็บมาคิดมากเลยจ้ะ กลับไปใช้ชีวิตวัยสาวให้คุ้มค่าเถอะ”
“ป้าเฉินคะ ฉันแค่ไม่อยากให้พวกคุณทำตัวห่างเหินแปลกแยกจากฉันเพราะเรื่องแม่”
เวิงอิ่งมองหน้าพวกเขา แล้วอธิบายว่า “เธอกับฉันแตกต่างกันมากจริง ๆ ฉันไม่เคยทำร้ายญาติเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แม้แต่ตอนนี้ ฉันก็ไม่ได้มาขอโทษเพียงเพราะเห็นคุณเดวิดเป็นนักธุรกิจใหญ่ที่ประสบความสำเร็จ ฉันแค่ชื่นชมว่าพวกคุณทุกคนเก่งมาก และเป็นคนดี ยิ่งได้รู้จักยิ่งอยากอยู่ใกล้ โดยเฉพาะการที่พวกคุณเป็นครอบครัวของหนานหน่าน ในอนาคตฉันต้องมารบกวนพวกคุณอีกแน่นอน เลยไม่อยากให้คุณคิดเล็กคิดน้อยกับฉัน”
ถึงเธอจะรู้ความจริงว่าเดวิดเป็นลุง หรือเป็นเพียงคนแปลกหน้าและไม่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องมากมาย หรือต่อให้แม่ตัวเองติดหนี้เขา เธอก็คงไม่ถือวิสาสะมาที่นี่เพื่อขอโทษ หรือเพื่อแสดงตัวในฐานะญาติ
แต่เดวิดเป็นพ่อสามีของกู้หนาน…
“พวกเรารู้จักเธอดี เธอไม่ใช่คนแบบนั้น”
เฉินหย่าจือพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย ส่งยิ้มให้ “ไม่ต้องกังวลนะ จะไม่มีใครคิดเล็กคิดน้อยอะไรกับเธอทั้งนั้น สำหรับเรา เธอเป็นเด็กดีมาก เราทุกคนชอบเธอทั้งนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเราจะดียิ่งขึ้น และความสนิทสนมของเธอกับหนานหน่านก็จะไม่เปลี่ยนแปลง”
“ใช่แล้ว เสี่ยวอิ่ง ไม่ต้องกังวล เราสองคนจะยังเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม” กู้หนานนั่งบนโซฟาแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
แม้ว่าทุกคนจะผลัดกันแสดงความคิดเห็น แต่เดวิดกลับไม่มีท่าทีใด ๆ เลย เวิงอิ่งจึงยังรู้สึกไม่สบายใจ
ได้แต่สังเกตการแสดงออกของเดวิดอย่างเงียบ ๆ
เฉินหย่าจือดึงแขนของเดวิด พูดกับเขาว่า “เดวิด ไม่เห็นหรือว่าเด็กกังวลจะแย่อยู่แล้ว รีบพูดอะไรสักอย่างเร็วเข้า”
“คำพูดของหย่าจือถ่ายทอดความคิดของฉันไปหมดแล้ว”
ดูเหมือนเดวิดจะโล่งใจขึ้นกว่าเดิมมากโข และยิ่งชื่นชมและเอ็นดูเวิงอิ่งจากใจจริง เขามองดูเธอพลางเผยรอยยิ้มจาง ๆ “ถ้าอยากเรียกฉันว่าลุง ฉันก็ไม่ว่าอะไรหรอก”
เวิงอิ่งอ้าปากด้วยความตื่นเต้นเมื่อได้ยินแบบนั้น “พูดจริงหรือเปล่าคะ?”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันขอเตือนไว้ก่อนว่าอย่าเอ่ยถึงคนที่ไม่ควรเอ่ยถึงต่อหน้าฉัน ไม่งั้นเรื่องนี้จะถือเป็นโมฆะทันที”
แม้ว่าใบหน้าของเดวิดจะยังมีรอยยิ้ม แต่เมื่อเขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ดวงตาของเขาก็ฉายแววเฉียบคม
คำพูดของเขาอธิบายความคิดที่มีได้อย่างครบถ้วน
เขายอมรับแค่เวิงอิ่งเท่านั้น
เวิงอิ่งพยักหน้าอย่างรวดเร็ว “เข้าใจแล้วค่ะ”
“เรียกว่าคุณลุงสิ” กู้หนานเตือนจากข้างหลัง
“คุณลุง”
ซุนเฉิงก็ตะโกนเรียกออกมาเหมือนกัน “ขอบคุณครับคุณลุง”
เดวิดมองดูหนุ่มสาวไฟแรงทั้งสองคนตรงหน้า เมื่อได้ยินพวกเขาเรียกตัวเองว่าคุณลุงด้วยเสียงดังชัดเจน ก็ตอบด้วยความโล่งใจ “อืม”
ขณะตอบ เขายิ้มพลางพูดว่า “พวกเธอนั่งรอก่อน ฉันขอเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าสักเดี๋ยว”
ทันทีที่เขาหันกลับมา ดวงตาของเขาก็เปียกชื้น
เมื่อเดวิดขึ้นไปชั้นบน เฉินหย่าจือก็กำชับกับพวกเขาสองสามคำก่อนจะเดินตามขึ้นไปชั้นบน
ทันทีที่พวกเขาขึ้นไปแล้ว เวิงอิ่งก็โผเข้ากอดซุนเฉิงอย่างตื่นเต้น “คุณลุงยอมรับฉันแล้ว!”
จากนี้ไปพวกเขาจะกลายเป็นญาติกัน
ซุนเฉิงลูบหลังเธอ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเน้นหนักว่า “ผมบอกแล้วว่าให้คุณเชื่อมั่น คุณเดวิดต้องยอมรับคุณแน่”
เวิงอิ่งพูดเตือน “อย่าเรียกเขาว่าคุณเดวิดสิ ต้องเรียกว่าคุณลุง”
ซุนเฉิงหัวเราะเบา ๆ “ครับ คุณลุง ๆ”
กู้หนานนั่งอยู่ที่นั่น ทำหน้าที่เป็นหลอดไฟให้ทั้งสองอย่างเงียบ ๆ
สายตาของเธอดูอ่อนโยน เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนรักกันมากขนาดนี้ ภายในใจก็เต็มไปด้วยความผ่อนคลายราวกับผู้ใหญ่เห็นลูกหลานเป็นฝั่งเป็นฝา
หลังจากที่เวิงอิ่งคลายความตื่นเต้นลงแล้ว เธอก็ตระหนักว่ากู้หนานยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น จึงรีบผลักซุนเฉิงออกห่าง และกระแอมไอเบา ๆ “หนานหน่าน ขอโทษนะ ฉันตื่นเต้นไปหน่อย อย่าถือสากิริยาของพวกเราเลย”
กู้หนานพูดยิ้ม ๆ “ทำไมฉันต้องถือสาด้วย นาน ๆ ทีจะเห็นพวกเธอแสดงความโรแมนติกต่อกัน”
ตอนที่พวกเขาอยู่ในหลันเฉิง แม้ว่าเธอจะรู้ว่าทั้งสองเป็นแฟนกัน แต่ซุนเฉิงเป็นสุภาพบุรุษมากเกินไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก เขาไม่เคยแสดงพฤติกรรมใกล้ชิดกับเวิงอิ่งเลย
ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังดูแลเธออย่างดีที่สุด
ก่อนหน้านี้สุขภาพของเวิงอิ่งย่ำแย่กว่านี้มาก ทำให้เธอไม่ค่อยมีความมั่นใจในความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาสักเท่าไหร่ ไม่กล้าทำอะไรเลย แต่ตอนนี้ หลังจากตัดขาดพ่อแม่ตัวเองได้อย่างเด็ดเดี่ยว เธอก็เริ่มกล้าแสดงออกมากขึ้น
เมื่อกู้หนานพูดแบบนี้ ทำให้ทั้งคู่รู้สึกเขินอายเล็กน้อย รีบนั่งลงด้วยความเก้อเขิน
กู้หนานเลื่อนจานผลไม้บนโต๊ะไปข้างหน้า “มา กินผลไม้กันก่อนสิ คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง ไม่ต้องเกรงใจ”
ซุนเฉิงถามเธอว่า “เมื่อไหร่พี่ฮ่าวจะเลิกงานครับ?”
“ประมาณห้าโมงเย็นค่ะ”
กู้หนานมองพวกเขาและแนะนำโดยตรงว่า “ไหน ๆ พวกเธอก็มาถึงที่นี่แล้ว พักอยู่ที่บ้านของเราเถอะ ที่นี่กว้างขวางมาก มีห้องเหลือเฟือ”
คฤหาสน์มีทั้งหมดสามชั้น บนชั้นสามมีห้องนอนอีกสองห้อง ซึ่งว่างทั้งสองห้อง
หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หนาน เวิงอิ่งก็ลังเล “นี่… จะเป็นการรบกวนหรือเปล่า?”
“ไม่รบกวนเลย” กู้หนานยิ้มให้เวิงอิ่งและพูดต่อ “แบบนี้เธอจะได้อยู่คุยกับลุงได้มากขึ้นยังไงล่ะ”