เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 751 ชีวิตประสบพบเจอแต่คนเลว
บทที่ 751 ชีวิตประสบพบเจอแต่คนเลว
เมื่อลู่ฮ่าวพากู้หนานกลับบ้าน ด้านเฉินหย่าจือไม่ได้เจอลูกสะใภ้มาสองสามวัน ทันทีที่เห็นหน้าเธอตอนนี้ ก็รีบเข้าไปทักทายอย่างอบอุ่น พร้อมกับนำของว่างและอาหารต่าง ๆ ที่ซื้อจากกั่งเฉิงออกมาวางเรียง
กู้หนานเห็นว่าแม่สามีซื้อของฝากมาให้เธอมากมาย ก็พูดด้วยรอยยิ้ม “พ่อ แม่ ขอบคุณมากนะคะ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก อยากลองกินเลยไหม? เผื่อชอบอันไหนแม่จะได้จำไว้ คราวหน้าจะได้ซื้อมาให้อีก”
หลังจากที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า กู้หนานก็ถามเดวิด “พ่อคะ ได้ยินจากลู่ฮ่าวว่าการเจรจาเรื่องงานเป็นไปด้วยดีใช่ไหมคะ”
เดวิดพยักหน้า “ใช่ ทุกอย่างราบรื่น โรงพยาบาลเหรินอ้ายรู้จักผลิตภัณฑ์ของเราอยู่ก่อนแล้ว ครั้งนี้เราเลยเซ็นสัญญาได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก”
“หนานหน่าน อย่าเพิ่งพูดเรื่องงานตอนนี้เลย” ลู่ฮ่าวพูดหลังจากเก็บสัมภาระเข้าที่แล้ว
“พ่อ แม่ ไว้เราค่อยคุยรายละเอียดกันทีหลัง แยกย้ายไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนดีกว่าครับ”
“อืม สามีภรรยาไม่ได้เจอกันหลายวัน ปล่อยให้คุยกันหน่อยก็ดี”
ลู่ฮ่าวหอบถุงอาหารแสนอร่อยทั้งหลายของกู้หนานเข้าไปในห้อง และวางทั้งหมดลงบนโต๊ะให้เธอ
จากนั้นก็หันกลับมากอดเธอไว้แน่น
“ไอหยา กอดห่าง ๆ จากตัวฉันหน่อยสิ คุณกำลังกดท้องฉันอยู่นะ”
ตั้งแต่ตั้งท้อง ทารกในท้องก็กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของเธอที่ต้องคอยปกป้องและระวังยิ่งชีวิต
ส่วนลู่ฮ่าวกลายเป็นบุคคลสำคัญอันดับสองรองลงมา
“ได้ งั้นฉันไม่กอดแล้ว” ลู่ฮ่าวดึงเธอให้นั่งลง ลูบท้องของภรรยา พร้อมกับมองแก้มกลม ๆ ที่ดูมีน้ำมีนวลขึ้นในช่วงไม่นานมานี้ อดไม่ได้ที่จะกัดเนื้อนุ่มเบา ๆ
“ถ้าหิวก็กินขนมปังสิ มากัดฉันทำไมคะ?”
กู้หนานมองค้อนเขา แล้วรีบยัดขนมปังในมือตัวเองเข้าไปในปากอีกฝ่าย ปิดปากที่เริ่มอยู่ไม่สุขอย่างมิดชิด ช่วงเวลาแบบนี้ สามีภรรยาไม่ควรสนิทสนมใกล้ชิดกันมากเกินไป ไม่อย่างนั้นต่างฝ่ายก็ต้องทนทุกข์ทรมานกันไปอีกนาน
เธอถามลู่ฮ่าว “คุณไปกั่งเฉิงรอบนี้ได้เจอเสี่ยวอิ่งบ้างหรือเปล่า?”
ลู่ฮ่าวพยักหน้าขณะกินขนมปัง “เจอสิ”
เมื่อวานซืนตอนอยู่ในกั่งเฉิง ลู่ฮ่าวตั้งใจว่าจะโทรหากู้หนานเพื่อบอกเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น แต่เขาไม่มีเวลาเพราะต้องเตรียมเอกสารนำเสนอ ทั้งยังประสบปัญหาเมื่อวานนี้ด้วย
ดังนั้นกู้หนานจึงยังไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกั่งเฉิงบ้าง
สิ่งที่เธอกังวลที่สุดในตอนนี้ คือเรื่องเวิงอิ่ง “เกิดอะไรขึ้นกับเสี่ยวอิ่งและซุนเฉิง? วันก่อนคุณหญิงซุนโทรมาหาฉัน ถามอะไรแปลก ๆ เกี่ยวกับสภาพร่างกายของเสี่ยวอิ่ง ประมาณว่าในอนาคตเธอจะสามารถมีลูกได้หรือเปล่า คุณพอจะรู้สาเหตุเรื่องนี้ไหม? พวกเขารู้อาการป่วยของเสี่ยวอิ่งแล้วหรือ?”
เพราะกู้หนานอยู่ต่างเมือง ตั้งแต่รับโทรศัพท์สายนั้นเธอก็ไม่เข้าใจอะไรเท่าไหร่ จึงเป็นกังวลมาก
ลู่ฮ่าวพยักหน้า “ใช่ ตระกูลซุนรู้เรื่องนี้แล้ว แต่พวกเขาก็ยังยอมให้การแต่งงานระหว่างซุนเฉิงกับเวิงอิ่งเป็นไปตามเดิม”
“พวกเขาเห็นด้วยงั้นหรือ?” กู้หนานถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดูเหมือนว่าหลังจากที่คุณหญิงซุนได้คำยืนยันจากเธอว่าเวิงอิ่งไม่มีปัญหาเรื่องการคลอดบุตร เธอก็ไม่มีเรื่องต้องกังวลเกี่ยวกับอนาคตอีกต่อไป และเต็มใจที่จะรับเวิงอิ่งเป็นสะใภ้
“ถึงอย่างนั้น…” ลู่ฮ่าวป้อนช็อกโกแลตให้เธอ และพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “กลับมีอีกเรื่องเกิดขึ้นแทน เธอคงคาดไม่ถึงแน่ ๆ”
“รีบเล่ามาสิ เกิดอะไรขึ้น?” กู้หนานรอข่าวจนแทบกลายเป็นเห็ดงอกอยู่ในบ้าน อยากฟังอะไรใหม่ ๆ เต็มที
“พ่อไม่ได้ติดต่อกลับมาหาพวกเราถึงสองวัน แม่เลยกังวลว่าเขาอาจไปเจอคนจากครอบครัวเดิมเข้า และแม่ก็เดาถูก เขาไปเจอครอบครัวของตัวเองที่กั่งเฉิงจริง ๆ แต่ที่เลวร้ายคือเขาถูกคนพวกนั้นพาตัวไป”
สีหน้าของกู้หนานเปลี่ยนเป็นตึงเครียด พลางมองหน้าเขา “หืม? คุณบอกฉันว่าเขาสบายดีไม่ใช่หรือ?”
ลู่ฮ่าวอธิบาย “ฉันกลัวว่าเธอที่อยู่บ้านคนเดียวจะกังวล ก็เลยบอกแค่ข่าวดี ยังไม่บอกข่าวร้ายน่ะ”
“เรื่องเป็นมายังไงกันแน่? รีบเล่าให้ฉันฟังเร็วเข้า”
“ขอสรุปง่าย ๆ เลย พ่อเป็นพี่น้องกันกับแม่ของเวิงอิ่ง”
“ว่ายังไงนะ?” เมื่อได้ยินสิ่งที่ลู่ฮ่าวพูด กู้หนานแทบจะพ่นเศษขนมปังออกมา
ลู่ฮ่าวพูดซ้ำอีกครั้ง “ถ้าว่ากันตามความสัมพันธ์ทางสายเลือด เวิงอิ่งถือเป็นหลานสาวของพ่อ”
หลังจากนั้น ลู่ฮ่าวก็เล่าให้กู้หนานฟังถึงความวุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกั่งเฉิง
พอกู้หนานได้ฟังแล้ว เธอก็ถึงกับนั่งนิ่งตัวแข็งทื่อไปพร้อมกับถือขนมปังครึ่งก้อนไว้ในมือ สติหลุดไปเป็นเวลานาน
ลู่ฮ่าวลูบศีรษะเธอพลางหัวเราะเบา ๆ “คาดไม่ถึงละสิ? ดูไม่น่าเชื่อเลยใช่ไหมล่ะ?”
กู้หนานพึมพำ “เรื่องนี้น่าเหลือเชื่อเกินไป ฉันคิดว่านี่มันน้ำเน่ายิ่งกว่าโครงเรื่องในนิยายของเสี่ยวอิ่งซะอีก”
เวิงอิ่งกลายเป็นหลานสาวของเดวิดไปได้อย่างไรกัน?
โลกจะกลมอะไรขนาดนั้น
ที่เดวิดไปทำธุรกิจที่กั่งเฉิงคราวนี้ ยังได้ญาติกลับมาด้วยเนี่ยนะ?
ทำไมคนรอบข้างเธอถึงได้กลายมาเป็นญาติหรือคนรู้จักกันตลอดเลย?
อาจเป็นเพราะยุคสมัยของช่วงเปลี่ยนผ่าน ประกอบกับตัวแปรต่าง ๆ ทำให้ญาติ ๆ มีความจำเป็นต้องพรากจากกัน ไหนจะความไม่สะดวกในการติดต่อสื่อสาร หลายครอบครัวถึงขั้นต้องแยกทางกันตลอดชีวิต
หลายคนประสบความสำเร็จในการตามหาญาติของตน ต่างก็พากันร้องไห้อย่างขมขื่นหลังจากได้พบพวกเขา คงมีแค่เดวิดเท่านั้นที่พยายามหลีกเลี่ยงการเจอญาติตัวเองอย่างสุดหล้าฟ้าเขียว นี่คงเป็นโศกนาฏกรรมของกาลเวลา หรือโศกนาฏกรรมของมนุษย์กันแน่?
ลู่ฮ่าวถอนหายใจ “บางครั้งชีวิตความเป็นจริงก็ไร้สาระยิ่งกว่าในนิยายซะอีก”
เช่นเดียวกับฉากดราม่าที่เกิดขึ้นที่หน้าบ้านของซุนเฉิง ถ้าเขาไม่ได้เห็นเหตุการณ์นั้นกับตาของตัวเอง เขาก็อาจจะไม่เชื่อเหมือนกัน
“สภาพจิตใจของพ่อคงแย่มากใช่ไหมคะ?”
หัวใจของกู้หนานเริ่มหนักอึ้ง
ประสบการณ์วัยเด็กของเวิงอิ่งคล้ายกับเธอเหลือเกิน
ต่างตรงที่เธอได้รับการปฏิบัติอย่างโหดร้ายจากพ่อแม่บุญธรรม ในขณะที่เวิงอิ่งถูกกระทำจากพ่อแม่แท้ ๆ
พวกเขาโหดร้ายถึงขนาดทอดทิ้งเธอไปในตอนแรก แต่ยังอยากสูบเลือดสูบเนื้อจากเธออย่างไร้ยางอาย
ถูกต้อง เหมือนกับที่ลู่ฮ่าวพูดเมื่อกี้นี้ แม่ของเวิงอิ่งรวมถึงพี่น้องของเธอ รวมหัวกันทำร้ายพี่ชายคนรองของตัวเองเมื่อยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมา ทำให้ครอบครัวของเขาพังทลาย จนต้องหลบหนีออกจากบ้าน
ที่ผ่านมาคนพวกนั้นอยู่ได้โดยที่ไม่เคยตามหาพวกเขา แต่เมื่อเห็นว่าทั้งเดวิดและเวิงอิ่งมีชีวิตที่ดี ก็เลยอยากมาเรียกร้องผลประโยชน์เอาตอนนี้
คนพวกนั้นจดจำความผิดบาปของตัวเองไม่ได้หรือยังไงกัน?
เธอเคยคิดว่าตัวเองโชคร้ายยิ่งกว่าใคร ๆ แต่ใครจะไปคิดว่าคนรอบข้างจะประสบความยากลำบากมากกว่าไม่รู้กี่เท่า
ในโลกนี้ มันไม่ง่ายเลยกว่าจะได้เจอกับคนที่ปฏิบัติต่อตัวเองอย่างซื่อสัตย์และไม่แสวงหาผลประโยชน์
ลู่ฮ่าวจริงจังขึ้นมาเช่นกัน “สภาพจิตใจเขาย่ำแย่มาก แต่โชคดีที่มีแม่อยู่เคียงข้าง ดูเหมือนเย็นนี้พวกเขาก็จะออกไปกินข้าวข้างนอกกับเรา ดังนั้นเธออย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนี้ก็แล้วกัน”
“ค่ะ ฉันรู้แล้ว”
ขณะที่ลู่ฮ่าวกำลังคุยกับกู้หนาน เขาก็ได้รับโทรศัพท์จากซุนเฉิง ถามว่าพวกเขาถึงบ้านอย่างปลอดภัยแล้วหรือยัง ลู่ฮ่าวจึงรายงานว่าพวกเขาถึงปลายทางเรียบร้อยแล้ว และวางสายไม่พูดอะไรอีก
เมื่อทุกคนออกไปรับประทานอาหารตอนเย็น เดวิดก็ดูปกติดี ยังคงสุภาพอ่อนโยน และวางมาดสง่างาม บนใบหน้ามีรอยยิ้มจาง ๆ เช่นทุกครั้ง ถ้ากู้หนานไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เขาไปเจอเรื่องหนักหน่วงมา คงดูไม่ออกเป็นแน่
ทั้งครอบครัวพร้อมใจกันไม่พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในกั่งเฉิง เดวิดไม่ได้พูดถึงเวิงอิ่ง ส่วนเฉินหย่าจือไม่พูดถึงครอบครัวซุนด้วยซ้ำ
ลู่ฮ่าวกับกู้หนานต่างก็มีไหวพริบดีมาก พูดคุยแต่เรื่องที่มีความสุขเท่านั้น
แต่จู่ ๆ เฉินหย่าจือดูปฏิทินบนผนังแล้วพูดว่า “วันนี้เป็นวันที่ 23 แล้ว ลูกต้องเตรียมตัวเดินทางไปประเทศ Y ในอีกหนึ่งสัปดาห์ แม่จะรีบจัดการเรื่องงานให้เสร็จภายในไม่กี่วันนี้ จะได้มาอยู่บ้านเป็นเพื่อนหนานหน่าน”
ลู่ฮ่าวบอกว่า “พรุ่งนี้ผมจะพาหนานหน่านไปตรวจอัลตราซาวนด์ นี่ก็ผ่านมาแปดเดือนเต็มแล้ว ความจริงควรไปตรวจถี่กว่านี้ด้วยซ้ำ”
“ดี ๆ”
วันรุ่งขึ้น ลู่ฮ่าวพากู้หนานไปตรวจร่างกายก่อนคลอด ผลทุกอย่างเป็นปกติดี ตอนนี้เธอสามารถรอวันคลอดที่บ้านได้อย่างสบาย ๆ หลังจากตรวจร่างกายเสร็จ เฉินหย่าจือก็กลับไปส่งกู้หนานที่บ้าน ในขณะที่ลู่ฮ่าวออกไปทำงานที่โรงพยาบาลตามเดิม
เขาส่งมอบบันทึกผลการสังเกตการณ์ผ่าตัดในกั่งเฉิงให้กับผู้อำนวยการหวัง ผู้อำนวยการหวังก็ใช้เวลาศึกษาและเรียนรู้จากบันทึกดังกล่าว
เดวิดขอให้เฉินหย่าจืออยู่ดูแลกู้หนาน ส่วนเรื่องงานที่บริษัทปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเขา
ทำให้ตอนนี้ งานประจำวันของแม่สามีและลูกสะใภ้คือการออกไปเดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือไม่ก็ดูทีวีอยู่ที่บ้าน แต่พอผ่านไปสามวัน กู้หนานก็ได้รับโทรศัพท์
[หนานหน่าน พวกเราเพิ่งมาถึงปักกิ่ง บ้านพักของคุณอยู่แถวไหนหรือ? ช่วยบอกที่อยู่ให้เราหน่อยได้ไหม?]