เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 748 พี่รอง พี่รอง
บทที่ 748 พี่รอง พี่รอง
เมื่อได้ยินว่าเวิงอิ่งต้องการตัดความสัมพันธ์กับพวกเขา ทั้งพ่อ แม่ พี่ชาย น้องชาย และน้องสาวก็วิตกกังวลอย่างยิ่ง
พ่อของเวิงอิ่งกังวลยิ่งกว่าใคร ตะโกนบอกเวิงอิ่งไปว่า “เสี่ยวอิ่ง อย่าทำแบบนี้เลย พ่อรู้ว่าพวกเราเคยทำไม่ดีกับลูก แต่ลูกคงไม่รู้สถานการณ์ของบ้านเราในตอนนั้o ครอบครัวเราไม่มีเงินถุงเงินถังพอจะช่วยเหลือลูก จนทำผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย พอพวกเราได้เจอลูกอีกครั้งก็ดีใจมาก และยิ่งยินดีที่ลูกได้พบกับครอบครัวที่ดีอย่างตระกูลซุน ลูก…”
ซุนเฉิงขัดจังหวะพ่อของเวิงอิ่งอย่างเย็นชา “หยุดพูดพล่ามเถอะครับ ถ้าคุณหวังดีต่อเสี่ยวอิ่งจริง ๆ ก็ได้โปรดอย่ามารบกวนชีวิตเธออีกเลย”
เพียงติดต่อกันไม่กี่ครั้ง เขาสามารถบอกได้เลยว่าพ่อคนนี้กำลังเล่นละครตบตาเป็นคนดีอยู่
จิตใจภายในยังไงก็โลภมากอยู่วันยังค่ำ
“ซุนเฉิง เธอจะแต่งงานกับลูกสาวฉันฟรี ๆ ไม่ได้ เธอต้องปฏิบัติตามธรรมเนียม ก่อนแต่งเธอจะต้องส่งของหมั้นไปที่บ้าน และต้องจัดงานแต่งอย่างยิ่งใหญ่ พวกเรายังมีญาติและเพื่อนอีกมากมายนะ”
พวกเขาเที่ยวไปประกาศข่าวดีกับญาติและเพื่อน ๆ เรียบร้อยแล้วว่าเวิงอิ่งกำลังจะแต่งงานกับลูกชายตระกูลซุน ตอนนี้เรื่องจึงเริ่มเลยเถิดไปกันใหญ่ แล้วอย่างนั้นพวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?
ซุนเฉิงหัวเราะเยาะ “บอกตามตรง ที่จริงพ่อแม่ของผมไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของเราสองคนเลย ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องไปจากที่นี่เพื่อสร้างอาชีพใหม่ร่วมกับเวิงอิ่ง วันนี้ผมเลยใช้ความพยายามโน้มน้าวเป็นครั้งสุดท้าย แต่ครอบครัวของผมก็ยังทำใจยอมรับเธอไม่ได้ ทั้งหมดเป็นเพราะครอบครัวแย่ ๆ อย่างพวกคุณ”
ซุนเฉิงผู้อ่อนโยนเสมอมา กลับมีสีหน้าเย็นชาจนน่าขนลุก “พวกคุณออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้ อย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตของพวกเราอีก ไม่งั้นผมจะโทรแจ้งตำรวจจริง ๆ”
ครอบครัวเวิงยังคงยืนอยู่ที่นั่น มองเข้าไปข้างในบ้าน ไม่เต็มใจที่จะจากไปแบบนี้
แน่นอน พวกเขาไม่เชื่อว่าซุนเฉิงจะทำจริงอย่างที่พูดข่มขู่
คุณหญิงซุนกลัวว่าเดวิดและคนอื่น ๆ จะหัวเราะเยาะ จึงจับมือเฉินหย่าจือและจูงเธอเดินออกไปที่สวน พลางพูดคุยกันเพื่อชะลอเวลา หวังว่าเวิงอิ่งจะจัดการกับเรื่องยุ่งเหยิงเหล่านี้ได้เร็ว ๆ
ไม่ควรปล่อยให้ยืดเยื้อเกินไป
ตอนแรกคุณชายซุนต้องการรักษาใบหน้า และไม่ต้องการให้แขกเห็นเรื่องไร้สาระเหล่านี้ แต่หลังจากคิดดูอีกที เฉินหย่าจือเพิ่งจะยอมรับเวิงอิ่งเป็นลูกบุญธรรมของเธอไม่ใช่หรือ?
ถ้าผู้หญิงคนนี้เห็นพื้นเพครอบครัวเดิมของเวิงอิ่ง เธอจะกล้ายอมรับอีกฝ่ายเป็นลูกบุญธรรมอยู่ไหม?
ผีดูดเลือดพวกนั้น ใครบ้างจะอยากพาตัวเองเข้าไปพัวพัน
อย่าลืมว่าคุณชายซุนเป็นนักธุรกิจที่ฉลาด มีดวงตาแปดร้อยดวง
“แม่ลู่ฮ่าว ครั้งหน้าถ้าคุณมาที่กั่งเฉิงอีก ก็มาเยี่ยมบ้านเรานะคะ” คำเรียกของเฉินหย่าจือที่คุณหญิงซุนใช้เรียกกลับเปลี่ยนไป สองสาวใหญ่จับมือกันอย่างจริงใจพร้อมกับเดินออกไปข้างนอก
เฉินหย่าจือตอบด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณสำหรับน้ำใจของคุณค่ะ คราวหน้าถ้ามีโอกาส ฉันขอเป็นฝ่ายเลี้ยงอาหารมื้อค่ำพวกคุณนะคะ”
“ไปกันเถอะ แม่จะไปคุยกับเสี่ยวอิ่งสักสองสามคำ จากนั้นค่อยกลับ”
ซุนเฉิงและเวิงอิ่งยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตู
เนื่องจากซุนเฉิงขู่ว่าจะแจ้งตำรวจ ครอบครัวของเวิงอิ่งจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องถอยกลับและเดินไปแอบอยู่ข้างถนน
อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ไม่เต็มใจที่จะจากไปในทันที
ซุนเฉิงเคยบอกพวกเขาถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง เฉินหย่าจือจึงพอจะคาดเดาได้ว่าอะไรเป็นอะไร เธอเดินเข้าไปจับมือเวิงอิ่ง
ในวันที่อากาศร้อนแบบนี้ มือของเวิงอิ่งกลับเย็นเฉียบ ร่างกายของเธอสั่นเล็กน้อย
“เสี่ยวอิ่ง เธอโอเคไหม?” เฉินหย่าจือถามไถ่ด้วยความห่วงใย
“โอเคค่ะ”
“คนเมื่อกี้นี้ใช่ครอบครัวเดิมที่มาตามหาเธอหรือเปล่า?” เฉินหย่าจือมองดูกลุ่มคนที่เดินออกห่างไปไม่ไกลจากประตูรั้ว
เวิงอิ่งพยักหน้าทั้งน้ำตา
“เด็กน้อยเอ๋ย อย่ากลัวไปเลย กล้าหาญและเข้มแข็งเข้าไว้ ต้องสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนกับพวกที่เอาแต่ทำร้ายเธอไม่รู้จบ จากนั้นใช้ชีวิตต่อไปให้ดี เธอมีพวกเราอยู่ทั้งคน เธอไม่ใช่คนที่ไร้ญาติขาดมิตรสักหน่อย”
เฉินหย่าจือพูดจบก็โอบกอดหญิงสาว พร้อมกับลูบหลังเพื่อปลอบประโลมเธอเบา ๆ
“ขอบคุณค่ะ คุณแม่บุญธรรม”
หัวใจของเวิงอิ่งที่ตกลงสู่จุดเยือกแข็งในตอนแรก พลันกลับมาอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง
คุณชายซุนมองผู้หญิงสองคนสวมกอดกัน ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ความสัมพันธ์ของพวกเธอดูไม่เหมือนการเล่นละคร เฉินหย่าจือคนนี้ต้องการรับเวิงอิ่งเป็นลูกบุญธรรมของเธอจริง ๆ
จากนั้นลู่ฮ่าวก้าวเข้ามาพูดกับเวิงอิ่งว่า “เสี่ยวอิ่ง อีกหน่อยถ้าคุณต้องเจอกับปัญหาใด ๆ ก็ตาม ให้โทรหาพวกเราทันทีนะ และถ้ามีเวลา อย่าลืมแวะไปหาผมกับหนานหน่านที่ปักกิ่งล่ะ เธอคิดถึงคุณมาก”
“ขอบคุณค่ะหมอลู่”
หลังจากที่เวิงอิ่งพูดจบ เธอก็รีบเปลี่ยนคำเรียกอย่างเขินอาย “ขอบคุณนะคะ พี่”
“พวกเราขอตัวก่อนนะ”
ครอบครัวซุนส่งพวกเขาออกไปอย่างอบอุ่น โดยมีซุนเฉิงเดินไปเตรียมรถ ตั้งใจว่าจะออกไปส่งเดวิดและคนอื่น ๆ กลับโรงแรม
“เสี่ยวอิ่ง ไม่ต้องออกไปหรอก ไม่อย่างนั้นคนพวกนั้นต้องวกกลับมากวนเธออีกแน่”
คุณหญิงซุนมองเห็นว่าครอบครัวของเวิงอิ่งยังไม่จากไปไหน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ยืนออกันอยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว แต่พวกเขายังพยายามสอดส่ายสายตามองไปรอบ ๆ อย่างไม่ลดละ
คุณหญิงซุนวางแผนว่าหลังจากส่งแขกออกไปแล้ว เธอจะโทรแจ้งตำรวจ หรือหาคนมาสั่งสอนบทเรียนให้กับแมลงมอดเหล่านี้
คุณชายซุนและคุณหญิงซุนส่งครอบครัวของเดวิดทั้งสามคนด้วยกัน และรอให้ซุนเฉิงขับรถออกมารับทั้งสาม
ทันใดนั้น หญิงสาวที่เพ่งตามองด้วยความลังเลมองไปรอบ ๆ ไม่รู้ว่าเธอเห็นอะไรดวงตาเบิกกว้าง ก่อนจะตะโกนเสียงดังว่า ‘พี่รอง’ ด้วยความตื่นเต้นสุดขีด แล้ววิ่งกลับไปที่หน้าประตูบ้านตระกูลซุนอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นแบบนี้ คุณชายซุนก็ขมวดคิ้ว ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดขึ้น
คนพวกนี้ คิดรนหาที่ตายหรือยังไง
“พี่รอง พี่รอง”
เดวิดเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงเรียกที่คุ้นเคย
หลังจากนั้น เขาก็เห็นหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหาตน
ดวงตาของเขาเกิดวูบไหวอย่างรุนแรง ใบหน้ามืดมนลงทันที
“ทำอะไรของคุณ? เรียกใครว่าพี่รองกันแน่? รีบออกไปเดี๋ยวนี้ไม่งั้นพวกเราจะโทรแจ้งตำรวจ”
ทว่าหญิงวัยกลางคนไม่สนใจคุณชายซุนเลย สายตาของเธอยังคงจับจ้องไปยังเดวิด
ปากก็เอาแต่ร้องเรียกว่าพี่รอง ๆ
จนคนอื่น ๆ จากตระกูลเวิงมองไปตามการจ้องมองของเธอ ก่อนจะรู้ว่าใครคือพี่รองที่เธอพร่ำเรียก
เฉินหย่าจือเหลือบมองใบหน้าอันคร่ำเครียดของเดวิด แม้ไม่ได้ถามอะไรก็พอจะเข้าใจอะไรบางอย่าง
ผู้หญิงคนนั้นพยายามเข้าไปใกล้เดวิด แล้วพูดต่อ “พี่รอง เราเพิ่งเจอกันเมื่อวานนี้แท้ ๆ ทำไมถึงหนีออกมาจากบ้านของพี่ใหญ่ล่ะ? พวกเราตามหาพี่แทบตาย”
“พี่รอง เรื่องในตอนนั้นมันผ่านมานานแล้ว ไม่มีใครสนใจเรื่องนั้นแล้ว พวกเราพี่น้องดีใจมากที่พี่กลับมา เราคิดว่าพี่ตายไปแล้วมาตลอดหลายปี ดีใจจริง ๆ ที่ได้เจอพี่อีก แบบนี้วิญญาณของพ่อแม่บนสวรรค์คงปลื้มใจไม่ต่างกัน”
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นทั้งตกตะลึง แทบไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
พร้อมกันนั้นยังพยายามจับผิดคำพูดของแม่ของเวิงอิ่งอีกด้วย
สายตาของทุกคนจ้องมองไปที่เดวิด เพื่อรอดูปฏิกิริยาของเขา
“พี่ชายคนรองของตระกูลเสิ่นที่เธอรู้จักตายไปแล้ว ฉันชื่อเดวิด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับเธอ อย่าเรียกฉันว่าพี่รองอีก ฉันไม่เคยมีน้องสาว”
เมื่อเดวิดมองหน้าผู้หญิงใจร้ายตรงหน้า ความทรงจำสีจางอันเลวร้ายในอดีตมากมายก็พรั่งพรูเข้ามาในใจ
ในตอนนั้น น้องสาวคนนี้รู้ความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างภรรยาเก่าของเขากับลูกพี่ลูกน้องมานานแล้ว แต่นอกจากเธอจะไม่ยอมบอกความจริงกับเขา ยังรับอาสาเป็นหูเป็นตาให้กับคนทั้งสองอีกด้วย เพียงเพราะอยากได้รับผลประโยชน์จากลูกพี่ลูกน้องที่เป็นข้าราชการ
ผู้หญิงคนนี้ไม่มีจิตสำนึกมาตั้งแต่เด็ก
ตอนนี้พอแก่ตัวลง นิสัยก็ยังเหมือนเดิม
เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าเวิงอิ่งจะกลายมาเป็นลูกสาวของอีกฝ่ายไปได้
รถของซุนเฉิงขับออกมา
เมื่อคุณชายซุนเห็นว่าแม่ของเวิงอิ่งพยายามจะเข้าไปใกล้เดวิด เขาก็ยิ่งโกรธและทำอะไรไม่ถูก
เวิงอิ่งที่ถูกคุณหญิงซุนกกำชับให้อยู่แต่ภายในรั้ว มองเห็นฉากนี้เช่นกัน
แม้เธอไม่ได้ยินสิ่งที่แม่ตัวเองพูด แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มคุกคามเดวิดและเฉินหย่าจืออย่างหน้าไม่อาย เธอกลับรู้สึกสิ้นหวังกับการกระทำเหล่านั้นมาก
เธอแทบจะทรุดตัวลงเพื่อขอร้อง “พวกคุณหยุดสร้างปัญหาซะทีได้ไหม? ช่วยไว้หน้าฉันหน่อยไม่ได้หรือ?”
แม่ของเวิงอิ่งเมินเฉยต่อลูกสาว หนำซ้ำยังผลักเธอออกไป “หลีกไปให้พ้น ฉันกำลังคุยกับพี่รองของฉันอยู่”
สองเท้าของเวิงอิ่งไม่สามารถยืนได้อย่างมั่นคง ตอนนี้เกือบจะล้มลงตรงนั้น
เมื่อเห็นผู้เป็นแม่ดื้อด้านจะเข้าหาเดวิดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว เวิงอิ่งก็สับสน “พี่รองงั้นหรือ?”
แม่ของเวิงอิ่งพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ชี้ไปที่เดวิดแล้วพูดว่า “ใช่ เขาเป็นลุงรองของแก รู้จักกันมานานแล้วหรือยังล่ะ? เสี่ยวอิ่ง ช่วยแม่พูดดี ๆ กับลุงรองของแกหน่อยเถอะ ว่าใหเ้เขาหยุดโกรธแค้นพวกเราตระกูลเสิ่นได้แล้ว ถ้าเขายินยอม ก็กลับมาที่บ้านลุงใหญ่ของแกซะ”
ลู่ฮ่าวเห็นว่าผู้หญิงคนนี้พยายามเข้าหาเดวิดอย่างบ้าคลั่ง จึงเดินไปยืนขวางหน้าเดวิด
จากนั้นก็รีบเปิดประตูรถ ให้พวกเขาขึ้นรถอย่างรวดเร็ว
เดวิดหงุดหงิด จึงหยิบโทรศัพท์ออกมากดหมายเลขแล้วโทรออก “สวัสดีครับ สถานีตำรวจใช่ไหม? ผมเป็นพลเมืองของประเทศ Y แต่ถูกคุกคามความปลอดภัยที่กั่งเฉิง ผมต้องการความช่วยเหลือจากพวกคุณเดี๋ยวนี้”