เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 747 ผีดูดเลือดมาที่ประตู
บทที่ 747 ผีดูดเลือดมาที่ประตู
เฉินหย่าจือถึงกับออกปากพูดว่าเธออยากรับเวิงอิ่งเป็นลูกสาวบุญธรรม จนทำให้ทุกคนประหลาดใจ
รวมทั้งลู่ฮ่าวและซุนเฉิงด้วย
เนื่องจากก่อนหน้านี้พวกเขาไม่มีวี่แววว่าจะกระตือรือร้นแบบนี้เลย เป็นซุนเฉิงที่ขอร้องให้เฉินหย่าจือและคนอื่น ๆ มาหาเวิงอิ่งที่บ้านด้วยซ้ำ เพื่อขอความช่วยเหลือให้ร่วมกันสนับสนุนคนรัก
ไม่คาดคิดเลย เฉินหย่าจือจะเอ่ยปากขอรับอีกฝ่ายเป็นลูกบุญธรรมแบบนี้
แม้แต่เวิงอิ่งเองยังรู้สึกประหลาดใจ
เฉินหย่าจือสบสายตาที่ว่างเปล่าของหญิงสาว จากนั้นยิ้มพร้อมกับพูดต่อไปว่า “เสี่ยวอิ่ง เธอมีความสัมพันธ์ที่ดีกับหนานหน่าน และที่ผ่านมาพวกเราก็เข้ากันได้ดี ดังนั้นฉันจะขอเป็นแม่บุญธรรมของเธอนับจากนี้ไป ตอนนี้พวกเราทุกคนถือเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ทราบว่าฉันจะได้รับเกียรตินั้นไหมคะ?”
เวิงอิ่งไม่เคยมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน รีบตอบรับทันที “คุณป้าเฉิน นี่ถือเป็นเกียรติสำหรับฉันต่างหากค่ะ”
“ในเมื่อเธอตกลง เท่ากับว่าเธอจะกลายเป็นน้องสาวของเสี่ยวฮ่าวนับจากนี้ไป คราวนี้ฉันมากั่งเฉิงอย่างเร่งรีบ ไม่ได้เอาอะไรติดตัวมาด้วย รอให้พวกเรากลับไปที่หลันเฉิงซะก่อน ฉันสัญญาว่าจะจัดพิธียอมรับอย่างเป็นทางการ ว่าเธอคือลูกสาวบุญธรรมของฉัน”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่ ลู่ฮ่าวก็พูดแซว “แม่ครับ นี่ผมกำลังจะมีน้องสาวหรือเนี่ย?”
“เสี่ยวอิ่งต้องเป็นนักเขียนชื่อดังในอนาคตแน่ และเธอก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นน้องสาวของลูก เรื่องอะไรแม่จะไม่เต็มใจยอมรับเธอกันล่ะ?” เฉินหย่าจือมองลูกชายแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
“ผมยินดีแน่นอนครับ แต่เสี่ยวอิ่งอายุมากกว่าหนานหน่านสองปี นั่นหมายความว่าเธอต้องเรียกหนานหน่านว่าพี่สะใภ้สิ”
“อยากเรียกอะไรก็ได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ความสัมพันธ์ยังคงอยู่แหละนะ”
คุณชายซุนกำลังพูดคุยกับเดวิดในหัวข้อเกี่ยวกับห้างสรรพสินค้า พอหันกลับมาก็เห็นว่าเวิงอิ่งกลายเป็นลูกสาวบุญธรรมของเฉินหย่าจือไปซะแล้ว
ดวงตาที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนหรี่ลงเล็กน้อย เขามองเห็นจุดประสงค์และความตั้งใจที่แท้จริงของเดวิดกับเฉินหย่าจือในการมาหาพวกตนถึงบ้านครั้งนี้
ดูเหมือนว่าเวิงอิ่งจะสนิทกับพวกเขาจริง ๆ
ต่อให้เป็นแค่การแสดง ก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้
ความจริงแล้วคุณชายซุนไม่ต้องการให้ว่าที่ลูกสะใภ้อย่างเวิงอิ่งเป็นหน้าเป็นตาให้กับตระกูลของตัวเองหรอก
แต่เขามักจะยึดถือแนวคิดอยู่อย่างหนึ่ง ว่าพื้นฐานชีวิตของบุคคล สามารถสะท้อนให้เห็นถึงความคิดและอุปนิสัยของคนคนนั้นได้อย่างเต็มที่
ดังคำกล่าวที่ว่า คนใกล้ชาดติดสีแดง[1]*
เดวิดหันไปพูดกับคุณชายซุนว่า
“คุณซุนครับ ซุนเฉิงและเสี่ยวอิ่งต่างก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม ผมและภรรยาชื่นชมพวกเขามากจริง ๆ เราทั้งคู่ต่างก็แก่ตัวลง ไม่นานก็ต้องฝากอนาคตไว้กับคนหนุ่มสาวอย่างพวกเขา”
เมื่อลูกชายกับลูกสะใภ้ได้รับการยกย่องจากเดวิด คุณชายซุนก็มีใบหน้าที่สดใสขึ้น แต่เขายังคงตอบกลับอย่างสุภาพว่า “เขายังต้องฝึกฝนอีกมาก ตอนเขาไปอยู่หลันเฉิง ต้องขอบคุณความช่วยเหลือจากหัวหน้ากู้และคนอื่น ๆ มากจริง ๆ ถ้าไม่มีพวกเขา เด็กคนนี้คงคลั่งรักจนไม่มีสมาธิทำธุรกิจ”
เดวิดหัวเราะพลางพูดว่า “เป็นเรื่องธรรมดาของหนุ่มสาวสมัยนี้ มนุษย์มีอารมณ์ มีความปรารถนา เมื่อไหร่ก็ตามที่คนกลายเป็นเครื่องจักรกลที่ทำแต่เงิน คราวนี้ละน่าเป็นห่วง”
“นั่นก็จริง”
“ลู่ฮ่าวเองก็เก่งมากเช่นกันครับ ตอนนั้นผมยังเคยนึกอยากให้ซุนเฉิงเรียนแพทย์ แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่คนใจเย็นแบบนั้น”
เมื่อครู่คุณชายซุนและเดวิดกำลังคุยกันเรื่องธุรกิจอยู่แท้ ๆ ตอนนี้เมื่อพวกเขามองไปที่ชายหนุ่มสองคนที่สง่างาม คนรุ่นพ่อก็เริ่มคุยโวกันอีกครั้ง
เดวิดมองไปที่ลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ ด้วยความชื่นชม พูดด้วยรอยยิ้มว่า
“เด็กพวกนี้ต่างก็มีสายตาเฉียบแหลมมาก เสี่ยวฮ่าวของผมได้พบรักกับคุณหมอแผนจีนที่มีทักษะทางการแพทย์ในระดับเชี่ยวชาญ ซุนเฉิงเองก็ได้พบรักกับนักเขียนสาว ชายหนุ่มมากความสามารถคู่ควรกับสาวสวย ช่างเป็นโชคชะตาฟ้าลิขิต”
“ใช่ ๆ โชคชะตาฟ้าลิขิตจริง ๆ”
เมื่อพูดถึงโชคชะตา คุณชายซุนเชื่อเรื่องนี้จากก้นบึ้งของหัวใจจริง ๆ
เขาพูดต่อว่า “เฉินเจียหาว หลานชายคนโตของผมก็อีกคน เราทุกคนคิดว่าความสัมพันธ์ของเขาคงถึงทางตันซะแล้ว เพราะเขาทำตัวแบบนั้นมาตลอดชีวิต ไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะได้พบรักกับสาวน้อยน่ารักคนหนึ่ง เรื่องนี้ทำให้พี่ชายกับพี่สะใภ้ของผมและพี่สาวของเขามีความสุขมาก มันคงเป็นโชคชะตาจริง ๆ”
เดวิดสะท้อนความคิดว่า “ใช่ โชคชะตาเป็นสิ่งที่เราไม่อาจต้านทานได้ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ สิ่งที่เราทำได้คืออวยพรพวกเขา”
ทุกคนกำลังจิบชาและพูดคุยกันในห้องนั่งเล่น คุณป้าแม่บ้านก็เข้ามาแจ้งว่าอาหารพร้อมเสิร์ฟแล้ว
“อาหารพร้อมแล้ว พวกเราไปกินข้าวที่ห้องอาหารกันเถอะ”
ขณะซุนเฉิงออกไปที่โรงแรมเพื่อเชิญเดวิดและเฉินหย่าจือมาที่บ้าน คุณหญิงซุนก็รีบโทรหาพี่สาวตัวเองเพื่อขอความช่วยเหลือ พร้อมกับเชิญพ่อครัวประจำตระกูลของพวกเธอมาช่วยทำอาหารมื้อพิเศษ
ตระกูลซุนไม่ใช่คนมีอิทธิพลอะไร อีกทั้งไม่ได้มีเส้นสายแข็งแกร่ง โดยปกติแล้วจะมีป้าแม่บ้านเพียงคนเดียวที่ช่วยทำอาหารและทำความสะอาดบ้านให้
ในขณะที่ครอบครัวร่ำรวยบางครอบครัว ล้วนมีพ่อครัวเป็นเชฟระดับโรงแรมห้าดาวทั้งนั้น
ดังนั้น คุณหญิงซุนจึงขอความช่วยเหลือผ่านพี่สาวในครั้งนี้ และขอยืมตัวพ่อครัวมาทำอาหารรับแขก
พอทุกคนเข้าไปในห้องอาหารแล้วก็นั่งลง
ทั้งเดวิดและเฉินหย่าจือต่างก็เป็นคนที่เคยผ่านโลกมานับไม่ถ้วน เมื่อเห็นอาหารเลิศรสซึ่งถูกจัดอย่างประณีตวางเรียงรายบนโต๊ะ ก็สามารถบอกได้ทันทีว่าตระกูลซุนให้ความสำคัญกับพวกเขามากแค่ไหน
คุณชายซุนหยิบไวน์ดี ๆ ออกมาจากชั้นสะสมส่วนตัว เพื่อลิ้มรสกับเดวิด
ส่วนซุนเฉิงที่ยังต้องออกไปส่งพวกเขากลับโรงแรมสักพัก จึงไม่กล้าดื่มหนักเกินไป ทางด้านลู่ฮ่าวเองก็ยังต้องเตรียมตัวสำหรับการประชุมแลกเปลี่ยนในวันพรุ่งนี้ จึงไม่กล้าดื่มหนักเช่นกัน บนโต๊ะอาหารมีชายวัยกลางคนทั้งสองที่ผลัดกันริน ผลัดกันดื่ม
หลังเสร็จมื้ออาหารค่ำแสนพิเศษ ท้องฟ้าข้างนอกมืดแล้ว คุณชายซุนยังคุยกับเดวิดอย่างถูกคอ ต้องการจะคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันอย่างไม่รู้จบ แต่เพราะลู่ฮ่าวต้องไปติดต่อกับแพทย์ของโรงพยาบาลเหรินอ้ายในวันพรุ่งนี้ และต้องกลับไปโรงแรมเพื่อเตรียมอุปกรณ์บางอย่าง สมาชิกครอบครัวทั้งสามจึงขอตัวลาและจากไป
ก่อนออกเดินทาง เฉินหย่าจือจับมือของเวิงอิ่งไว้ ร่ำลาเธออย่างไม่เต็มใจ “เสี่ยวอิ่ง ตอนนี้หนานหน่านย้ายมาอยู่ที่เมืองปักกิ่งแล้ว ถ้ามีเวลาก็อย่าลืมแวะไปเยี่ยมเยียนเธอด้วย ยิ่งเมื่อคิดงานไม่ออกยิ่งต้องออกเดินทาง พอได้ออกไปเปิดหูเปิดตาในโลกกว้าง ขอบเขตวิสัยทัศน์ก็จะขยายกว้างออก จนสร้างสรรค์งานเขียนได้ดีขึ้น”
เวิงอิ่งพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “เข้าใจแล้วค่ะป้าเฉิน เดี๋ยวฉันจะหาเวลาไปปักกิ่งเพื่อเยี่ยมหนานหน่านนะคะ”
“เมื่อพวกเรากลับไปที่หลันเฉิงและผ่านพิธีรับรองอย่างเป็นทางการ เธอต้องเปลี่ยนมาเรียกฉันว่าแม่บุญธรรมแทน”
เวิงอิ่งเรียกขานอีกฝ่ายทันที “ได้ค่ะ แม่บุญธรรม”
“อย่างนั้นพวกเราขอตัวก่อนนะ”
เฉินหย่าจือกำลังบอกลาเวิงอิ่ง ทางด้านคุณชายซุนก็แลกเบอร์โทรศัพท์กับเดวิดเช่นเดียวกัน
ทั้งยังบอกว่าครั้งต่อไปถ้าอีกฝ่ายมาเยือนกั่งเฉิงอีก จะเชิญเขาออกไปกินข้าวมื้อเย็นและพูดคุยกันให้มากขึ้น
ขณะที่ทุกคนบอกลากันในห้องนั่งเล่น จู่ ๆ คุณป้าแม่บ้านคนเดิมก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาอย่างรวดเร็ว
จากนั้นรายงานคุณหญิงซุนว่า “คุณหญิงคะ ไม่ดีแล้ว มีคนกลุ่มหนึ่งมาเอะอะโวยวายอยู่ข้างนอก เอาแต่เรียกชื่อคุณเวิงค่ะ”
สีหน้าท่าทางของคุณหญิงซุนเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเธอได้ยินแบบนี้ จากนั้นก็เหลือบมองคุณชายซุนโดยไม่รู้ตัว คาดเดาได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
ไม่เข้าท่าเลยจริง ๆ เดวิดกับเฉินหย่าจือยังไม่ทันจะจากไป ทำไมคนพวกนั้นถึงแห่มาหาเรื่องกันได้จังหวะขนาดนี้
อีกอย่าง ทันทีที่เวิงอิ่งเก็บของย้ายมาอยู่บ้านของพวกเขา พวกผีดูดเลือดตระกูลเวิงก็บุกมาถึงหน้าประตู นี่เป็นแค่เรื่องบังเอิญ หรือมีคนคาบข่าวไปรายงานกันแน่?
คุณหญิงซุนพ่นลมหายใจออกมา เหงื่อเย็นผุดขึ้นจากหน้าผาก
เมื่อคุณชายซุนได้ยินสิ่งที่ป้าแม่บ้านรายงาน สีหน้าของเขาก็กลับมาย่ำแย่อีกครั้ง
เวิงอิ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวนักธุรกิจใหญ่ แต่มันจะมีประโยชน์อะไร ในเมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาครอบครัวของเธอได้ ต่อให้อีกหน่อยเธอแต่งเข้าตระกูลซุน ครอบครัวก็ไม่มีทางสงบสุข
เวิงอิ่งเพิ่งมีความสุขเมื่อวินาทีที่แล้ว แต่ในขณะนี้หัวใจของเธอกลับจมดิ่งลงอีกครั้ง
ทำไมพระเจ้าไม่ยุติธรรมเลย เขาเลือกปฏิบัติต่อเธอแบบนี้ได้ยังไง?
ในที่สุดเธอก็ได้รับการยอมรับสู่ครอบครัวใหม่ และได้เจอกับคนรักผู้แสนดี พวกคนที่ขึ้นชื่อว่าเคยเป็นครอบครัวเหล่านี้คิดจะทำให้ทุกอย่างพังทลายให้ได้หรือยังไงกัน?
เมื่อสังเกตเห็นว่าใบหน้าของคุณหญิงซุนและคุณชายซุนดูน่าเกลียดมาก เวิงอิ่งจึงพูดว่า
“คุณลุง คุณป้า ฉันจะออกไปอธิบายให้พวกเขาเข้าใจเดี๋ยวนี้ค่ะ”
หลังจากพูดอย่างนั้น เธอก็พุ่งตัวไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว ซุนเฉิงจึงรีบไล่ตามออกไป
เฉินหย่าจือหันไปกระซิบกับลู่ฮ่าวด้วยความสับสน “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ลูกรู้ไหม?”
ลู่ฮ่าวตอบด้วยเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ “ครอบครัวเดิมของคุณเวิงเต็มไปด้วยผีดูดเลือด เมื่อพวกเขารู้ว่าเวิงอิ่งและซุนเฉิงกำลังจะแต่งงานกัน พวกเขาจึงมาที่นี่เพื่อเรียกร้องผลประโยชน์อย่างไม่ละอาย แม่อย่าเพิ่งเปิดเผยตัวตนไปนะ ไม่งั้นคนพวกนั้นคงไม่ยอมหยุดง่าย ๆ”
เฉินหย่าจือได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจ “โธ่ ทำไมชีวิตเด็กคนนี้ถึงได้รันทดขนาดนี้กันนะ?”
นี่เหมือนกับสิ่งที่กู้หนานเคยประสบมาก่อนทุกประการ
เมื่อเวิงอิ่งออกมาจากตัวบ้าน เธอเห็นชายและหญิงวัยกลางคน ชายหนุ่ม รวมถึงหญิงสาวอีกคนมายืนออกันอยู่ที่ประตูอัลลอยด์ลวดลายงดงามของบ้านตระกูลซุน
ใช่ครอบครัวน่ารังเกียจของเธอจริง ๆ ด้วย
พวกเขามองไปรอบ ๆ อย่างลุกลี้ลุกลน เมื่อเห็นเวิงอิ่งซึ่งสวมชุดกระโปรงยาวและมีออร่าสง่างามเดินออกมา หญิงวัยกลางคนก็แผดเสียงเอ็ดตะโรเพื่อดุด่า “เสี่ยวอิ่ง แกมันคนใจไม้ไส้ระกำ นี่หมายความว่ายังไง? พวกเรายังพูดเรื่องการแต่งงานกันไม่จบ จู่ ๆ แกก็หายหัวไปดื้อ ๆ จะปล่อยให้ฝ่ายชายวางแผนคลุมเครือไม่ได้เด็ดขาด แกเป็นผู้หญิง เกียรติและชื่อเสียงของแกต้องมาก่อน”
ชายวัยกลางคนที่สวมเสื้อคลุมสกปรกรุงรัง ตะโกนบอกเวิงอิ่งซึ่งอยู่ด้านในประตูรั้วว่า “เสี่ยวอิ่ง เราไม่พูดถึงเงื่อนไขพวกนั้นแล้วก็ได้ ขอแค่ตระกูลซุนจ่ายค่าสินสอด จากนั้นก็แต่งงานกันให้จบ ๆ ไปก็พอแล้ว เธอคงไม่อยากอยู่กินกับซุนเฉิงโดยที่ไร้สถานะและหน้าตาในสังคมหรอกนะ”
เมื่อหญิงวัยกลางคนได้ยินคำพูดของชายคนนั้น เธอก็จ้องเขม็งมองเขาด้วยสายตาดุร้ายและตอบโต้ว่า “ทำไมเราจะเรียกร้องอะไรไม่ได้? ตระกูลซุนมีธุรกิจใหญ่อยู่ในมือ จะไม่มีปัญญาจ่ายในสิ่งที่เราเรียกร้องได้ยังไง? แกต้องฝากพี่ชายและน้องชายของแกให้ได้ตำแหน่งสูง ๆ ยิ่งเป็นบริษัทของตระกูลซุนด้วยยิ่งดี พี่สะใภ้ของแกต้องมีรถยนต์ขับ แล้วพวกเราก็ต้องมีบ้านหลังใหม่ที่ใหญ่กว่านี้ แกคงไม่ให้พวกเราอยู่อย่างแออัดในชุมชนประมงไปจนตายหรอกนะ”
เวิงอิ่งไม่คาดคิดว่าครั้งนี้แม่ของตนจะเพิ่มเงื่อนไขใหม่เข้ามาอีก นั่นคือเธอต้องซื้อรถยนต์ให้พี่สะใภ้ขับ
เธอมองดูใบหน้าโลภมากเพราะต้องการจะสูบเลือดเนื้อของพวกเขา หัวใจพลันด้านชา ไม่รู้สึกเศร้าเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองเคยประสบอีก
“ตอนที่ฉันป่วย พวกคุณล่ะหายหัวไปอยู่ที่ไหน? ฉันต้องทนเจ็บปวดทั้งคืน ไม่เคยข่มตานอนหลับลงเลยสักวัน เอาแต่ร้องไห้อยู่บนเตียงด้วยความสิ้นหวัง ตอนนั้นพวกคุณมัวทำอะไรอยู่? คุณหาว่าฉันน่ารำคาญด้วยซ้ำ หาว่าฉันจงใจกลั่นแกล้งน้องไม่ให้เรียนต่อ
จนกระทั่งฉันบอกว่าจะออกไปรักษาตัวด้วยตัวเอง ฉันยังจำสีหน้าปลดระวางเหมือนผลักภาระออกจากอกได้ดี พวกคุณไม่แม้แต่จะปริปากถามสักคำว่าฉันไปรักษาที่ไหน หรือเอาเงินจากไหนไปรักษาตัว? นอกจากไม่ถามแล้วยังขับไล่ไสส่งเหมือนฉันเป็นขยะชิ้นหนึ่ง ตอนนี้ยังมีหน้ามาเรียกร้องทุกอย่างจากฉันอีกหรือ?”
“ฉันผิดเอง ผิดที่วิ่งโร่กลับไปหาพวกคุณแล้วบอกเรื่องการแต่งงาน คิดว่าเห็นแก่หน้าผู้ใหญ่ ตอนนี้ฉันเสียใจจริง ๆ ที่เผลอบอกให้พวกคุณรู้ว่าฉันยังมีชีวิตอยู่”
ถ้าเธอรู้แต่แรกว่าครอบครัวของซุนเฉิงไม่เคยถือเอาสภาพร่างกายของเธอเป็นเรื่องใหญ่ เธอคงบอกความจริงกับพวกเขาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็สามารถแต่งงานกับเขาอย่างเงียบ ๆ โดยที่ครอบครัวเดิมไม่รับรู้
แต่เมื่อคุณหญิงซุนเสนอให้เธอกลับไปเจอพ่อแม่ เพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าเธอไม่ใช่คนป่าเถื่อนที่ไม่ปรากฏชื่อแซ่ จึงทำได้เพียงไปเชิญพ่อแม่กลับมาเกี่ยวพันในชีวิตอีกครั้ง ทำให้ฝันร้ายที่จบลงไปนานแล้วเริ่มต้นขึ้นใหม่
แม่ของเวิงอิ่งโต้กลับ “ครอบครัวเราจะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายค่าหมอให้แก? พี่ชายแกอยากแต่งเมีย น้องชายกับน้องสาวก็ยังต้องไปโรงเรียน ในขณะที่โรคของแกไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลยสักนิด จะให้ฉันทุ่มเงินให้แกอย่างเปล่าประโยชน์เรอะ?”
“เรื่องไม่มีเงิน ฉันพอจะเข้าใจอยู่หรอก แต่สิ่งที่ฉันไม่เคยเข้าใจคือทัศนคติแย่ ๆ ที่พวกคุณที่มีต่อฉัน”
เวิงอิ่งยืนอยู่หน้าประตู โพล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “เราไม่จำเป็นต้องพูดอะไรกันอีกแล้ว ตลอดชีวิตนี้ฉันไม่เคยติดหนี้พวกคุณเลย นับจากนี้ไป ให้พวกคุณคิดซะว่าตัวเองไม่มีลูกสาวคนนี้ และฉันไม่เคยมีครอบครัวแบบพวกคุณ เพราะฉะนั้นหยุดคุกคามตระกูลซุนซะ ไม่อย่างนั้นฉันจะบอกให้พวกเขาโทรแจ้งตำรวจ ทีนี้ก็เชิญรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาได้เลย”
[1] คนใกล้ชาดติดสีแดง หมายถึงคนที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน หรือใกล้กับอะไร ก็จะติดนิสัยหรือสิ่งนั้นมาด้วย