เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 746 รับเป็นลูกบุญธรรม
บทที่ 746 รับเป็นลูกบุญธรรม
ซุนเฉิงเข้าใจทันทีว่าแม่ของเขาหมายถึงอะไร เลยรีบตอบไปว่า “ครับ งั้นผมกับเสี่ยวอิ่งขอตัวออกไปรับพวกเขาที่โรงแรมก่อน”
คุณชายซุนเหลือบมองพวกเขา ดูไม่เชื่อว่าพวกเขาสามารถเชิญเดวิดและเฉินหย่าจือมาที่นี่ได้จริง ๆ
แต่ซุนเฉิงพูดว่า “เสี่ยวอิ่งไม่ต้องตามผมไปก็แล้วกัน อยู่พักผ่อนที่บ้านเถอะ จะได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ถ้าป้าเฉินมาเห็นคุณเป็นแบบนี้ เดี๋ยวเธออาจคิดว่าครอบครัวเราดูแลคุณได้ไม่ดีพอ”
เวิงอิ่งรู้สึกกระดากอายขึ้นมาทันที
ตอนนี้เธอสวมชุดกีฬาสีเทา ไม่มีอะไรบนใบหน้า และผมเผ้ายุ่งเหยิง
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เธอพิมพ์งานอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ห้องเล็ก ๆ นอกจากล้างหน้าและแปรงฟันแล้ว เธอไม่ค่อยได้ดูแลตัวเองเลยจริง ๆ
กว่าเวิงอิ่งจะรู้ตัว เธอรู้สึกอับอายอย่างมาก
แต่คุณหญิงซุนบอกว่า “ใช่ ให้เสี่ยวอิ่งอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ส่วนลูกก็ออกไปรับพวกเขาเถอะ”
“ตอนอาบน้ำ ระวังพื้นลื่นด้วยล่ะ” ซุนเฉิงเตือนเวิงอิ่งอย่างรอบคอบ ก่อนจะออกไป
จากนั้นเขาก็ขับรถไปที่โรงแรม
ลู่ฮ่าวและเดวิดเพิ่งกลับมาถึงโรงแรม วันนี้พวกเขาได้รับความรู้มามากมาย
ลู่ฮ่าวจึงตั้งใจจะโทรหากู้หนาน
ถ้าเขาต้องเลื่อนเวลากลับไปปักกิ่งสักหนึ่งวัน คนที่กังวลมากที่สุดคงหนีไม่พ้นภรรยาที่รออยู่ที่บ้าน
ส่วนตอนนี้ กู้หนานมีความสุขมากกว่าใคร ๆ เมื่อได้ยินว่าลู่ฮ่าวกำลังจะได้เข้าร่วมประชุมแลกเปลี่ยนกับแพทย์จากโรงพยาบาลเหรินอ้าย
คำพูดของเธอเหมือนกับคำพูดของผู้อำนวยการหวังทุกประการ ไม่ต้องพูดถึงวันกลับ แต่เขาจะอยู่ต่อสักสามหรือสี่วันก็ได้
ตอนนี้กู้หนานท้องได้เกือบแปดเดือนแล้ว ซึ่งเฉินหย่าจือยังคงกังวลมาก จึงไม่ลืมกำชับให้เดวิดและลู่ฮ่าวรีบทำธุระให้เสร็จ จะได้กลับบ้านเร็ว ๆ
ขณะนั้นเอง ซุนเฉิงกลับปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้องพักในโรงแรม เฉินหย่าจือที่ออกไปต้อนรับก็ทักทายด้วยความยินดีว่า “ซุนเฉิง มาแล้วหรือจ๊ะ? เข้ามาก่อนสิ”
ซุนเฉิงเดินเข้าไปในห้อง พร้อมพูดกับพวกเขาว่า “ลุงเดวิด คุณป้าเฉิน ผมมาที่นี่วันนี้ในนามของพ่อแม่ครับ พวกเขาต้องการเชิญพวกคุณไปทานอาหารเย็นที่บ้านของผมน่ะครับ”
“ไปที่บ้านหรือ?” เฉินหย่าจือดูตกตะลึงไปเล็กน้อย
ซุนเฉิงอธิบายอย่างสุภาพว่า “ใช่ครับ พ่อกับแม่ผมบอกว่าในเมื่อลุงเดวิดขยายธุรกิจมาถึงเมืองกั่งเฉิงแล้ว จากนี้ไปพวกคุณคงต้องเดินทางกลับไปกลับมาที่เมืองกั่งเฉิง อย่างน้อยรู้จักที่บ้านของผมไว้คงดีกว่า ถ้าครั้งหน้าเมื่อมากั่งเฉิงเมื่อไหร่ ก็ถือได้ว่ามีเพื่อนอยู่ที่นี่เพิ่มอีกคนไงครับ”
ซุนเฉิงเชิญพวกเขาในนามของพ่อแม่ตัวเองก่อน
โชคดีที่เดวิดและเฉินหย่าจือไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ ต่อเรื่องนี้ เดวิดเพียงยิ้มพร้อมตอบกลับว่า “ผมว่าเราไม่ไปรบกวนพ่อแม่ของคุณดีกว่า ไว้อนาคตค่อยแวะไปเยี่ยมพวกเขาก็ได้”
ลู่ฮ่าวที่เดินเข้ามาหลังจากคุยโทรศัพท์กับกู้หนาน พอเห็นซุนเฉิงก็ยิ้มกว้าง “คุณเองหรือ? เรื่องคุณเวิงเป็นยังไงบ้างล่ะ?”
ซุนเฉิงเห็นลู่ฮ่าวเดินออกมาจากห้องด้านในจึงอธิบายด้วยรอยยิ้ม “พี่ฮ่าว หลังจากได้ฟังคำแนะนำของคุณเมื่อวานนี้ ผมเลยไปสารภาพความจริงกับพ่อแม่ครับ พวกเขาจึงตั้งเงื่อนไขขึ้นมาเพื่อหาทางออกเรื่องระหว่างผมกับเสี่ยวอิ่ง”
ลู่ฮ่าวยินดีเมื่อได้ยินข่าวดี “เยี่ยมไปเลย”
ซุนเฉิงอธิบายจุดประสงค์ของการมาเยี่ยมลู่ฮ่าวอีกครั้ง “ผมมาที่นี่เพราะอยากให้คุณกับลุงเดวิดไปกินข้าวร่วมกันที่บ้านจริง ๆ”
น่าเสียดายที่เดวิดได้ปฏิเสธพวกเขาไปแล้ว
เฉินหย่าจือจึงพูดเสริมขึ้นมา “จำเป็นต้องไปที่บ้านด้วยหรือ? เอาอย่างนี้ดีกว่า พวกเราขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารพ่อแม่ของคุณข้างนอกดีไหม”
ลู่ฮ่าวเห็นด้วยกับข้อเสนอของผู้เป็นแม่ “ใช่ ผมว่าให้เราเป็นฝ่ายเชิญคุณลุงกับคุณป้าไปเลี้ยงอาหารมื้อเย็นที่โรงแรมดีกว่า จะได้ทำความรู้จักกัน”
“คุณป้าเฉิน ผมขอบอกตามตรงว่าผมอาจจะดูเห็นแก่ตัวนิดหน่อยที่มาเชิญคุณและลุงเดวิดไปที่บ้าน” ซุนเฉิงมองหน้าพวกเขา แล้วตัดสินใจบอกความจริง
“เห็นแก่ตัวอะไรกัน?” เดวิดและเฉินหย่าจือเงยหน้ามองซุนเฉิงด้วยรอยยิ้ม
ซุนเฉิงอธิบาย “ผมหวังว่าคุณและลุงเดวิดจะยอมไปที่บ้านของผมเพื่อเห็นแก่เสี่ยวอิ่งครับ ถึงพ่อของผมจะยอมเปิดทางให้ความสัมพันธ์ของเราสองคนก็จริง แต่เขายังมีข้อกังวลอยู่ ดังนั้นผมจึงอยากเชิญคุณมาที่บ้านเพื่อให้ช่วยสนับสนุนเสี่ยวอิ่งอีกแรง”
หลังจากได้ยินคำพูดของซุนเฉิง ลู่ฮ่าวก็เข้าใจเจตนาของเขาทันที และยิ่งรู้สึกชื่นชมเพื่อนคนนี้จากก้นบึ้งของหัวใจ
เพื่อแฟนสาวของเขา ชายคนนี้ยอมทุ่มเททุกอย่างจริง ๆ
ลู่ฮ่าวหันไปพูดกับเฉินหย่าจือและเดวิด
“พ่อ แม่ครับ ในเมื่อเป็นแบบนี้ เราไปช่วยคุณเวิงเถอะ มันไม่ง่ายเลยนะครับกว่าคุณเวิงจะพัฒนาตัวเองมาถึงจุดนี้ ยิ่งเธอเป็นเพื่อนของหนานหน่าน เรายิ่งต้องช่วยสนับสนุน นอกจากนี้พ่อจะได้ถือโอกาสทำความรู้จักกับคุณซุนด้วย ในอนาคตพอมากั่งเฉิงเราจะได้ทั้งธุรกิจ ได้ทั้งมิตรภาพไงครับ”
ซุนเฉิงมาขอร้องด้วยตัวเองขนาดนี้ ในฐานะที่เป็นผู้ใหญ่ พวกเขาก็ยากที่จะปฏิเสธ
ส่วนเฉินหย่าจือที่ชอบเวิงอิ่งเป็นทุนเดิม รู้อาการป่วยของอีกฝ่ายดี แน่นอนว่าเธอต้องทนไม่ได้เมื่อรู้ว่าครอบครัวของว่าที่สามีคิดปฏิเสธเด็กคนนั้น เธอจึงตอบตกลงทันที
“ได้ ถ้าอย่างนั้นเราออกไปซื้อของขวัญกันก่อน แล้วค่อยออกเดินทางทีหลัง”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ซุนเฉิงก็รีบพูดว่า “คุณป้าเฉิน ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นหรอกครับ”
“จะให้เราเสียมารยาทได้ยังไง”
เฉินหย่าจือวางแผนว่าจะออกไปข้างนอกอยู่แล้ว ลู่ฮ่าวจึงเสนอว่า “งั้นเดี๋ยวผมออกไปซื้อเองครับ”
“ลูกน่ะอยู่คุยกับซุนเฉิงไปก่อน แม่กับพ่อจะออกไปซื้อของเอง”
เฉินหย่าจือและเดวิดออกจากโรงแรม ส่วนลู่ฮ่าวไปรินน้ำให้ซุนเฉิง เชิญให้เขานั่งลง แล้วพวกเขาก็พูดคุยกัน
“พี่ฮ่าว ขอบคุณมากนะครับที่ให้คำแนะนำ ตอนนั้นผมกำลังหลงทางอยู่พอดี ถ้าเมื่อวานนี้คุณไม่ได้ให้ความกระจ่างกับผม ผมคงไม่รู้จริง ๆ ว่าควรจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง”
“ผมอยู่ในเหตุการณ์ ทำไมจะไม่รู้ว่าคุณใส่ใจคุณเวิงและครอบครัวตัวเองมากขนาดไหน ผมเลยคิดว่าไม่ควรให้ฝั่งนั้นหาเรื่องมาข่มขู่พวกคุณอีกต่อไปน่ะ”
ลู่ฮ่าวพูดต่อว่า “พ่อแม่ของคุณใจกว้างมากจริง ๆ”
เขาขอให้ซุนเฉิงเตรียมพร้อมสำหรับความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้น แต่ไม่คาดคิดว่าปัญหาจะถูกแก้ไขได้ง่ายขนาดนี้
ซุนเฉิงอธิบาย “ปัญหาคือพ่อผมยังไม่ยอมรับอย่างเธอสมบูรณ์ ไม่งั้นผมคงไม่มาที่นี่เพื่อขอกำลังเสริม คำขอเดียวจากแม่คือให้เสี่ยวอิ่งตัดขาดความสัมพันธ์ของเธอกับคนในครอบครัวพวกนั้นซะ”
“ถือเป็นการร้องขอที่สมเหตุสมผล กับการตัดความสัมพันธ์กับครอบครัว ถ้าต้องการมีชีวิตอย่างมั่นคงในอนาคต นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุด”
ลู่ฮ่าวเข้าอกเข้าใจเรื่องนี้มาก
ใครบ้างไม่มีสมาชิกในครอบครัวที่ไม่เอาไหน?
เฉินหย่าจือและเดวิดซื้อกล่องของขวัญห่อสวยงามกลับเข้ามา เมื่อมองแวบแรกก็รู้ทันทีว่ามันเป็นของที่มีราคาแพงมาก
เมื่อลู่ฮ่าวเห็นแบบนั้น เขาก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันทีที่ตัวเองไม่ได้เป็นคนออกไปซื้อมัน
ระดับรสนิยมในการบริโภคของพวกเขาไม่เท่ากัน เมื่อเงินเดือนน้อย นมกล่องจึงถือเป็นของขวัญชั้นดีสำหรับการเยี่ยมญาติหรือเยี่ยมเยียนเพื่อน
ลู่ฮ่าวถือกล่องของขวัญ เดินออกจากโรงแรมด้วยกัน แล้วไปขึ้นรถของซุนเฉิง
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พวกเขาก็มาถึงบ้านตระกูลซุน
คุณหญิงซุนและเวิงอิ่งออกมารอพวกเขาอยู่ที่ประตู
เวิงอิ่งสวมชุดที่เป็นทางการมากขึ้น คุณหญิงซุนก็มัดผมเรียบร้อย โดยไม่ลืมแต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอาง ทำให้เธอดูมีราศีจับมากขึ้น
“คุณเดวิด คุณเฉิน สวัสดีค่ะ”
“คุณลุงเดวิด คุณป้าเฉิน” เวิงอิ่งดีใจมากที่ได้เจอพวกเขา รีบเดินไปทักทายอย่างสุภาพ
“คุณซุน สวัสดีค่ะ”
เฉินหย่าจือทักทายคุณซุน จากนั้นก็เดินไปหาเวิงอิ่ง จับมือเธอไว้แล้วพูดด้วยสีหน้าเอ็นดู “เสี่ยวอิ่ง ในที่สุดเราก็ได้เจอกันซะที ฉันเพิ่งจะพูดถึงเธอกับหนานหน่านเมื่อไม่นานมานี้เอง ช่วงนี้เป็นยังไงบ้างจ๊ะ?”
“ฉันสบายดีค่ะคุณป้าเฉิน ฉันเองก็คิดถึงคุณกับหนานหน่านมากเหมือนกัน”
เมื่อคุณชายซุนเห็นว่าซุนเฉิงสามารถเชิญเดวิดและเฉินหย่าจือมาที่บ้านของเขาได้จริง ๆ จึงออกไปต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น
“คุณเดวิด คุณเฉิน เชิญเข้ามาก่อนครับ”
เฉินหย่าจือคล้องแขนเวิงอิ่งไว้ไม่ยอมปล่อย เดินเข้าไปในบ้านตระกูลซุนด้วยกัน
พ่อแม่ของซุนเฉิงผลัดกันทักทายและให้การต้อนรับอย่างดี
พวกเขาต่างก็เป็นนักธุรกิจทั้งคู่ เมื่อคุณชายซุนและเดวิดได้พบกัน ทั้งสองต่างก็พูดคุยเข้าประเด็นทางธุรกิจได้อย่างไม่เคอะเขิน
ส่วนคุณหญิงซุนและเฉินหย่าจือพูดคุยกันถึงเรื่องสัพเพเหระของผู้หญิงทั่วไป
ทันใดนั้นคุณหญิงซุนก็ต้องประหลาดใจ เมื่อได้ยินว่าเฉินรั่วหลินเป็นหลานสาวของเฉินหย่าจือ
ส่วนเนี่ยอวี้ฮว๋าที่สร้างความประทับใจให้คุณหญิงซุนอย่างสุดซึ้ง กลับกลายเป็นเพื่อนรุ่นน้องของเฉินหย่าจือ
คุณหญิงซุนทั้งตื่นเต้นและดีใจในเวลาเดียวกัน ไม่คาดคิดมาก่อนว่าทุกคนที่รู้จักจะเกี่ยวโยงอยู่ในแวดวงเดียวกัน
เฉินหย่าจือบอกว่าเธอชอบเวิงอิ่งมาก ทั้งยังเป็นแฟนนิยายตัวยงของเธอ นอกจากนี้ยังชมเชยซุนเฉิงถึงเรื่องวิสัยทัศน์ของเขา คำชมนั้นทำให้คุณหญิงซุนเผยรอยยิ้มสว่างไสว
พวกเธอต่างก็ชื่นชอบงานเขียนของเสี่ยวอิ่ง ดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความชอบอยู่ในเหมือน ๆ กัน
จากนั้น ทั้งคู่ก็หันไปกระตุ้นให้เวิงอิ่งรีบเขียนนิยายเล่มที่สองให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
ซุนเฉิงใช้โอกาสนี้มองหน้าเวิงอิ่ง และอธิบายให้พวกเธอฟังด้วยสีหน้าลำบากใจ “คุณป้าเฉิน แม่ครับ ช่วงนี้เสี่ยวอิ่งพบเจอเรื่องหนักและเหนื่อยใจมากเกินไป ไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับงานเขียน รอเราสองคนกลับไปที่หลันเฉิง คราวนี้เธอจะเป็นอิสระ หลุดพ้นจากความฟุ้งซ่าน และทุ่มเทเวลาเพื่อสร้างผลงานที่ดีได้แน่นอนครับ”
“เสี่ยวอิ่ง มีเรื่องอะไรรบกวนจิตใจหรือ? ถ้ามีปัญหาอะไร บอกป้าได้นะ อะไรที่ช่วยได้ป้าก็จะช่วย”
เฉินหย่าจือเป็นห่วงเวิงอิ่งมาก จนคุณหญิงซุนต้องรีบแก้ต่าง “ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วค่ะ ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
ตั้งแต่เฉินหย่าจือได้รับคำเชิญกึ่งขอร้องจากซุนเฉิง เธอไม่ได้แค่แสดงออกอย่างผิวเผินเท่านั้น แต่พยายามสนับสนุนเวิงอิ่งอย่างเต็มที่ ฉากดังกล่าวจึงดูสมจริงมาก
“เสี่ยวอิ่งเป็นผู้หญิงที่น่าชื่นชมจริง ๆ ทั้งที่วัยเด็กของเธอต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่กลับสามารถถ่ายทอดผลงานเขียนที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ขนาดนี้ ฉันยกย่องและรักผู้หญิงคนนี้จากใจจริง ก่อนหน้านี้ยังเคยคิดเลยว่าถ้าเธอไม่ว่าอะไร จะขอรับเป็นลูกบุญธรรมให้รู้แล้วรู้รอด”