เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 741 ทำไมไม่รีบเลิกกันไปซะ
บทที่ 741 ทำไมไม่รีบเลิกกันไปซะ
เดวิดและเฉินหย่าจือพักอยู่ในโรงแรม ส่วนในตอนเย็นซุนเฉิงเชิญลู่ฮ่าวออกไปทานอาหารเย็น เพื่อพาเขาเที่ยวชมทิวทัศน์ยามค่ำคืนของกั่งเฉิงด้วย
ตอนแรกพวกเขาจะเชิญเฉินหย่าจือให้ไปด้วยกัน แต่เพราะเฉินหย่าจือเครียดสะสมตั้งแต่ตอนออกเดินทางจากปักกิ่งมาถึงกั่งเฉิง ตอนนี้เธอจึงเหนื่อยมาก และอยากพักผ่อน
ซุนเฉิงขับรถพาลู่ฮ่าววนไปรอบ ๆ เมือง ชมวิวยามค่ำคืน จากนั้นก็เข้าไปในผับบรรยากาศดี ๆ ดื่มและพูดคุยกัน
“คุณกับคุณเวิงไปถึงไหนแล้วล่ะ?” ลู่ฮ่าวถามอย่างสบาย ๆ พร้อมถือแก้วไวน์ไว้ในมือ
“ก็ดี เธอได้เจอกับครอบครัวของผมแล้ว”
ซุนเฉิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเมื่อเขาพูดมาถึงตรงนี้
ลู่ฮ่าวสังเกตเห็นสีหน้าเศร้าหมองของเขา จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เป็นอะไรไป? แผนแต่งงานไม่ได้เป็นไปด้วยดีหรอกหรือ?”
“พี่ฮ่าว ขอบอกตามตรง ครอบครัวของเสี่ยวอิ่งค่อนข้างจะรับมือได้ยาก”
ซุนเฉิงจิบไวน์แล้วถอนหายใจอีกครั้ง
“ทำไม? หรือว่าครอบครัวคุณเวิงไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานของพวกคุณ?”
ลู่ฮ่าวรู้สึกประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูดของซุนเฉิง
สิ่งที่พวกเขากังวลก็คือกลัวว่าครอบครัวของซุนเฉิงจะไม่ยอมรับเวิงอิ่ง แต่ทำไมปัญหาถึงมาจากครอบครัวของเวิงอิ่งไปได้?
ซุนเฉิงทำหน้าเศร้า พูดกับลู่ฮ่าวว่า “พี่ฮ่าว คุณคงไม่รู้สถานการณ์ภายในครอบครัวของเสี่ยวอิ่ง ฐานะครอบครัวของเธออยู่ในระดับปานกลาง เธอมีพี่ชาย น้องชาย และน้องสาว พอเสี่ยวอิ่งเริ่มป่วย พ่อแม่ก็พาเธอไปรักษาตามคลินิกแบบสุ่มสี่สุ่มห้าหลายครั้งตอนเธอเรียนอยู่ชั้นประถม แต่เมื่อไม่ได้ผลก็ล้มเลิกการรักษาไป พวกเราเรียนมัธยมปลายด้วยกัน และผมก็แอบชอบเธอมานานแล้ว เลยเป็นธุระช่วยพาเธอไปหาหมอหลังจากนั้น พอกลับมาจากการไปเรียนต่อต่างประเทศ ผมก็เลยพาเธอย้ายมาที่หลันเฉิงด้วยกัน”
ลู่ฮ่าวตั้งใจฟังด้วยสีหน้าจริงจัง
ซุนเฉิงเล่าต่อว่า “ตอนแรกเสี่ยวอิ่งไม่มีความคิดจะติดต่อกับครอบครัวเดิมของตัวเอง อย่าลืมสิว่าพวกเรากำลังปิดบังเรื่องสุขภาพร่างกายของเสี่ยวอิ่งจากครอบครัวของผม พอพ่อแม่ผมรู้ว่าพื้นเพเดิมของเธอก็อยู่ที่กั่งเฉิงเหมือนกัน พวกเขาก็เริ่มพูดคุยเรื่องแต่งงานทันที เป็นเรื่องปกติที่พ่อแม่ของทั้งฝ่ายจะต้องมาพบเพื่อหารือกัน”
“เสี่ยวอิ่งไม่มีทางเลือก นอกจากต้องยอมกลับไปที่บ้าน และเล่าให้พ่อแม่ตัวเองฟังว่าตอนนี้เธอกำลังจะแต่งงาน ทันทีที่ตระกูลเวิงรู้ว่าครอบครัวของผมมีฐานะดี พวกเขาก็เริ่มเรียกร้องสิ่งต่าง ๆ ขนาดน้องชายยังมายึดเอาโทรศัพท์มือถือของเธอไปอีก”
ลู่ฮ่าวถาม “แล้วตอนนี้คุณเวิงพักอยู่ที่ไหน?”
“เธอพักอยู่ในอะพาร์ตเมนต์เช่าข้างนอก เสี่ยวอิ่งข่มขู่พ่อแม่ของเธอว่าถ้าไม่หยุดรังควาน เธอจะเลิกกับผม หลังจากนั้นพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายก็ได้มากินอาหารมื้อเย็นร่วมกัน ซึ่งครอบครัวของเธอก็เรียกร้องมากเกินไป จนพ่อแม่ผมรู้สึกไม่พอใจมาก แทบไม่อยากให้เราสองคนแต่งงานกัน”
ได้ยินคำพูดที่เต็มไปด้วยความอึดอัดของซุนเฉิง ลู่ฮ่าวก็ถามอย่างงุนงง “ลองบอกให้คุณเวิงตัดขาดการติดต่อกับครอบครัวตัวเองไม่ได้หรือ?”
ก่อนหน้านี้ครอบครัวเคยทอดทิ้งเธอในตอนที่เธอป่วยหนัก ตอนนี้ก็ไม่ควรมาอะไรสิ
ซุนเฉิงส่ายหัวและยิ้มอย่างขมขื่น “พวกเขาข่มขู่เสี่ยวอิ่ง ถ้าเธอตัดการติดต่อกับพวกเขา พวกเขาจะบอกความจริงกับพ่อแม่ผมเกี่ยวกับอาการป่วยของเธอ”
เพื่อที่จะดองกับครอบครัวของซุนเฉิง ครอบครัวเวิงอิ่งจึงเลือกที่จะปกปิดความเจ็บป่วยของเวิงอิ่งแต่โดยดี
อย่างไรก็ตาม ถ้าพวกเขาไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ พวกเขาก็จะไม่รักษาสัญญา
“คุณหมายความว่าพ่อแม่คุณไม่เคยรู้เกี่ยวกับสภาพร่างกายของคุณเวิงเลยหรือ?”
ลู่ฮ่าวมองไปที่ซุนเฉิงแล้วถาม
“ผมไม่กล้าบอกจริง ๆ กลัวว่าถ้าบอกความจริงไปแล้ว พ่อกับแม่จะคัดค้าน ลำพังตอนนี้พวกเขาก็เริ่มบ่นเกี่ยวกับการแต่งงานแล้ว”
“พี่ฮ่าว คุณคิดว่าผมควรทำยังไงดี?”
ซุนเฉิงลูบหน้าอย่างเศร้าใจ กระดกไวน์เข้าไปอีกแก้ว
เขาคิดว่าตัวเองฉลาด เก่งกาจไปซะทุกอย่างเมื่อเป็นเรื่องของธุรกิจ อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นเอาไว้มากมาย
ถึงอย่างนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเรื่องนี้ เขากลับไร้เรี่ยวแรงจะยืนหยัดจริง ๆ
“คุณอยากฟังความคิดเห็นของผมจริง ๆ หรือ?” ลู่ฮ่าวมองเขาแล้วพูดต่อ “ผมคิดว่าคุณกับคุณเวิงควรซื่อสัตย์กับพ่อแม่ก่อน ให้พวกเขารู้ว่าคุณเวิงเติบโตมาในสภาพที่ทุกข์ยาก แต่เธอกลับกลายเป็นนักเขียนชื่อดังได้ด้วยพรสวรรค์และความสามารถของตัวเอง เพื่อที่พวกเขาจะได้รู้สึกสงสารเห็นใจเธอมากขึ้น แม่คุณไม่ได้เป็นแฟนนิยายของคุณเวิงหรอกหรือ ผมไม่คิดว่าเธอจะคัดค้าน นอกจากนี้ สุขภาพร่างกายของคุณเวิงก็เริ่มดีขึ้นแล้ว หนานหน่านบอกว่าหลังหยุดกินยาก็ไม่มีปัญหาเรื่องการมีบุตรอีก โลกนี้มีใครไม่เคยป่วยบ้าง ต่อให้ป่วยก็ควรมีสิทธิ์ที่จะมีความสุข ไม่ต้องพูดถึงคุณเวิงที่โดดเด่นเลย”
“ตราบใดที่คุณพร้อมจะบอกเรื่องนี้ พ่อแม่ของคุณเวิงก็จะไม่มีอำนาจเอาอะไรมาข่มขู่คุกคามพวกคุณอีก แล้วคุณเวิงก็จะสามารถตัดขาดจากพวกเขาได้ทันที”
“ผมกลัว…”
ซุนเฉิงดูลังเล เขากลัวเหลือเกินว่าจะสูญเสียเวิงอิ่งไป สำหรับหญิงสาวที่เขารักและทะนุถนอมดูแลมาหลายปี จนปลายทางความรักของพวกเขาเริ่มสุกงอม เขากังวลมากว่าจะถูกพรากออกจากกัน
ถ้าใจของพ่อแม่เขาแข็งมากจนทำอะไรไม่ได้ เวิงอิ่งคงเลือกที่จะถอนตัว เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวของเขาต้องแตกแยก
ลู่ฮ่าวมองหน้าอีกฝ่าย จากนั้นก็ให้กำลังใจ “อย่ากลัวไปเลย ถ้าพวกเขาคัดค้าน ก็แค่พาคุณเวิงกลับไปที่หลันเฉิง พวกคุณโต ๆ กันแล้ว ควรมีความคิดเห็นเป็นของตัวเอง ผมเชื่อว่าคุณสามารถจัดการเรื่องนี้ได้”
“อืม”
“แล้วอย่าเพิ่งไปบอกเรื่องนี้กับคุณเวิงล่ะ ลองไปคุยกับพ่อแม่ของคุณโดยตรงก่อน”
ซุนเฉิงพยักหน้า “พี่ฮ่าว ผมจะลองทำตามที่คุณพูด”
สำหรับเวิงอิ่งแล้ว ถ้าครอบครัวทั้งสองฝ่ายคัดค้าน เธอจะเป็นคนที่ต้องเผชิญความอับอายมากที่สุด
วันรุ่งขึ้น ลู่ฮ่าวติดตามเดวิดและเฉินหย่าจือไปที่โรงพยาบาลเหรินอ้าย หลังจากลงนามในข้อตกลงการจัดหาผลิตภัณฑ์แล้ว เขาก็ได้รับการแนะนำให้ไปพบผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการศัลยกรรมกระดูกเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยน
บทความของลู่ฮ่าวในวารสารการแพทย์ของกั่งเฉิง ก่อให้เกิดผลสะท้อนกลับมากมาย ดังนั้นถึงแม้ว่าลู่ฮ่าวจะยังอายุน้อย แต่เขาก็ยังถูกมองว่าเป็นหมอที่มากความสามารถ
โรงพยาบาลเหรินอ้ายเริ่มแนะนำอุปกรณ์ทางการแพทย์ซึ่งนำเข้าจากต่างประเทศในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ทักษะด้านการแพทย์พัฒนาขึ้น ซึ่งลู่ฮ่าวเองก็ได้ประโยชน์มากมายจากการพูดคุยนี้
หลังจากซุนเฉิงดื่มกับลู่ฮ่าวเมื่อคืนนี้ และลองถามความคิดเห็นจากเขา เขาก็กลับมานอนคิดทบทวนทุกอย่างในตอนกลางคืน พอตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็รวบรวมความกล้าเพื่อบอกพ่อแม่เกี่ยวกับเรื่องของเวิงอิ่ง
“เสี่ยวเฉิง ลูกว่ายังไงนะ?” ใบหน้างดงามของคุณหญิงซุนเต็มไปด้วยความตกใจ เมื่อได้ยินคำสารภาพของซุนเฉิง
“เสี่ยวอิ่งป่วยโรคร้ายแรงหรือ?”
ซุนเฉิงยืนนิ่ง พูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ใช่ครับ เธอเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุสิบหก แม้แต่ครอบครัวก็ทอดทิ้ง ผมเลยพาเธอไปที่หลันเฉิงเพื่อหาทางรักษา จนกระทั่งเธอได้มาเจอกับหมอกู้ ผมกลัวว่าพ่อกับแม่จะเป็นกังวล ตอนแรกเลยตัดสินใจว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ แต่พ่อแม่ของเสี่ยวอิ่งกลับยกเรื่องนี้มาข่มขู่เธอ เพื่อหวังผลประโยชน์จากการแต่งงานในครั้งนี้ เสี่ยวอิ่งไม่อยากถูกเอาเปรียบ จึงพูดขู่ไปว่าเธอจะเลิกกับผม”
คุณหญิงซุนได้ยินว่าเวิงอิ่งป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบ สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ไขข้ออักเสบเป็นโรคร้ายแรงมากเลยนะ”
เวิงอิ่งต้องทนทุกข์ทรมานกับปัญหาสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อยเลยหรือนี่
“หมอกู้รักษาเธอจนเกือบหายแล้วครับ ตอนนี้ร่างกายเธอไม่มีอะไรผิดปกติ” ซุนเฉิงรีบอธิบาย
คุณชายซุนเริ่มชักสีหน้า “ในเมื่อไม่เป็นอะไรแล้วทำไมต้องปิดบังด้วย?”
ดวงตาของซุนเฉิงกะพริบเล็กน้อย อธิบายว่า “ผมกลัวว่าพ่อจะมีอคติต่อเธอ”
คุณชายซุนพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา เห็นได้ชัดว่าไม่เชื่อคำพูดของลูกชาย
คุณหญิงซุนเริ่มมีสีหน้ากังวล ถามด้วยความสงสัย “ทำไมเสี่ยวอิ่งไม่ตัดความสัมพันธ์กับครอบครัวเธอไปซะให้จบ ๆ ล่ะ?”
ครั้งก่อนที่พ่อแม่ทั้งสองฝ่ายเจอกัน เธอรู้สึกได้ทันทีว่าครอบครัวของพวกเขาไม่สามารถเข้ากันได้แน่ ๆ
หลังจากนั้น เธอจึงขอให้คนไปสืบประวัติครอบครัวของพวกเขา
คนที่ได้รับมอบหมายทำการสืบข้อมูลอย่างละเอียด การตามสืบเป็นไปอย่างรัดกุม แถมยังได้ข้อมูลเชิงลึกจากอีกฝ่ายมาหลายชั่วอายุคน
มันทำให้เธอยิ่งไม่พอใจในประวัติของครอบครัวเวิงอิ่งมากกว่าเดิม
ที่จริงตระกูลเวิงไม่ได้แย่ นอกจากเงื่อนไขทั่วไปแล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
สาเหตุหลักเป็นเพราะพื้นเพเดิมของแม่เธอ
แซ่เดิมของผู้หญิงคนนั้นคือเสิ่น เมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ในตระกูลเสิ่นเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น อีกทั้งสมาชิกของครอบครัวยังไปพัวพันกับคดีฆาตกรรม เรื่องนั้นยังถูกผู้คนพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง ลุงของเวิงอิ่งหลายคนมีชื่อเสียงในทางที่ไม่ดี แม่เธอก็หน้าเลือดใช่ย่อย
คุณหญิงซุนจึงพยายามหลีกเลี่ยงไม่ไปเจอเวิงอิ่งอีกเลย
แต่เมื่อรู้ความจริงจากปากลูกชาย คุณหญิงซุนก็รู้สึกเห็นใจเวิงอิ่งอย่างมาก
ซุนเฉิงอธิบายเสริม “เดิมทีเสี่ยวอิ่งก็ไม่ได้ติดต่อกับครอบครัวของเธอมานานมากแล้ว และไม่เคยมีความคิดจะกลับไปหาพวกเขาอีก แต่เพราะต้องคุยเรื่องแต่งงานจึงมีความจำเป็นต้องกลับไปหาผู้ใหญ่ พอต้องการตัดขาดความสัมพันธ์ พวกเขาก็เอาความเจ็บป่วยมาข่มขู่เธอ เราสองคนต่างก็ทุกข์ใจมากครับ”
ซุนเฉิงมองไปที่พ่อแม่ของเขา แล้วพูดว่า “พ่อครับ แม่ครับ วันนี้ผมเลยเลือกที่จะบอกความจริง เพราะผมเชื่อว่ามันเป็นทางเดียวที่เสี่ยวอิ่งจะตัดขาดจากครอบครัวนั้นได้อย่างสมบูรณ์ และให้เธอแต่งเข้าตระกูลของเราเงียบ ๆ”
คุณชายซุนทำเสียงดุทันที “มามัวพูดเรื่องแต่งงานอะไรอีก? ทำไมไม่รีบเลิกกันไปซะ”