เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 719 มีวาสนาต่อกัน
บทที่ 719 มีวาสนาต่อกัน
“อาจารย์หยาง คุณหวัง ทำไมถึงมาที่นี่ได้คะ?”
หวังฉีประหลาดใจมากเช่นกันที่เห็นกู้หนานที่นี่ “คุณคือภรรยาของหมอลู่?”
“พี่เดวิด เธอเป็นลูกสะใภ้ของคุณหรือ?”
เดวิดกับเฉินหย่าจือทำหน้าแปลกใจ “หนานหน่าน ลูกรู้จักกับเสี่ยวหวังด้วยหรือ?”
กู้หนานยิ้มพลางตอบกลับ “ใช่ค่ะ พวกเขาเป็นภรรยากับลูกชายของผู้อำนวยการหวังแห่งแผนกศัลยศาสตร์ของโรงพยาบาลปักกิ่งไงคะ? ฉันเพิ่งไปเยี่ยมบ้านของผู้อำนวยการหวังกับลู่ฮ่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี้เอง”
“ช่างบังเอิญจริง ๆ”
“นั่งลงก่อนค่ะ”
ภรรยาของผู้อำนวยการหวังแทบหมดแรงเพราะเดินมาเป็นระยะทางไกล ดีที่มีลูกชายคอยประคองอีกแรงหนึ่ง
เธอหย่อนตัวลงนั่งบนโซฟา พักจิบน้ำสักครู่ รอให้หายเหนื่อย
เฉินหย่าจือมองคุณนายหวังที่ไม่สามารถยกเปลือกตาขึ้นได้เหมือนคนปกติ ก็แอบรู้สึกกังวลในใจ อาการของอีกฝ่ายดูร้ายแรงมาก
ไม่รู้ว่าลูกสะใภ้ของเธอจะสามารถรักษาผู้หญิงคนนี้ได้มากแค่ไหน
“พี่เดวิด… ไม่สิ” เมื่อเห็นกู้หนาน หวังฉีอดรู้สึกไม่ได้ว่าคงไม่เหมาะสมเท่าไหร่ที่จะเรียกอีกฝ่ายว่าพี่เดวิดในตอนนี้
แม้ว่าทั้งสองจะคบหากันเป็นเพื่อน ถึงได้เรียกกันว่าเป็นพี่น้องได้อย่างสนิทใจ แต่ลูกชายของอีกฝ่ายก็อายุไล่เลี่ยกันกับเขา แถมยังเป็นลูกศิษย์ของพ่อเขาอีกด้วย ฉะนั้นไม่ควรเรียกว่าพี่ให้เกิดความสับสนจะดีกว่า
หวังฉีรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย “ผมควรเรียกคุณว่าลุงเดวิดได้ไหม?”
เดวิดยิ้มกว้าง “นายจะเรียกฉันว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้นแหละ”
“แล้วชื่อของคุณคือ…” หวังฉีมองไปที่กู้หนาน ถามด้วยรอยยิ้มอึดอัดใจ
กู้หนานตอบกลับ “กู้หนานค่ะ”
หวังฉียิ้มพร้อมกับพยักหน้า “อ้อ ใช่ วันนั้นผมรีบออกจากบ้านเกินไป เลยจำชื่อคุณไม่ได้”
“ก่อนหน้านี้พ่อได้เล่าอาการป่วยของแม่ให้คุณฟังบ้างหรือเปล่าครับ?” หวังฉีเป็นกังวลเรื่องสุขภาพของผู้เป็นแม่มาก เขามาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อพบหมอที่สามารถรักษาเธอได้
หลังจากแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันแล้ว พวกเขาก็กลับเข้าสู่ธุระหลัก
กู้หนานส่ายหน้า “ยังเลยค่ะ”
ลู่ฮ่าวบอกแค่ว่าผู้อำนวยการหวังจะพาภรรยามาเยี่ยมที่บ้าน แต่ผู้อำนวยการหวังไม่ได้พูดอย่างชัดเจนว่าเขาต้องการให้เธอรักษาอาการเจ็บป่วยของภรรยา
“นี่เหมือนเรื่องบังเอิญเลย ฉันไม่คิดเลยว่าพวกเราจะลิขิตให้มาพบกันเร็วแบบนี้ ตอนแรกผู้อำนวยการหวังก็บอกว่าจะพาแม่คุณมาหาเราในวันพรุ่งนี้เหมือนกันค่ะ”
หวังฉีหันไปถามแม่ “พ่อจะพาแม่มาที่นี่เพื่อพบหมอกู้เหมือนกันหรือ? แม้แต่พ่อก็อยากให้หมอกู้ช่วยรักษาแม่ด้วยหรือเนี่ย?”
พ่อของเขาเป็นคนหัวแข็ง ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการระดับสูง เขาไม่เคยเดินเข้าประตูบ้านคนอื่นง่าย ๆ
หลังจากรับตำแหน่งผู้อำนวยการ ในวันหยุด เขาแทบไม่ได้ออกไปไหนเลย วัน ๆ ทำแต่งาน แทบจะสิงอยู่โรงพยาบาลทั้งวัน
“ไม่รู้สิ พ่อยังไม่ได้บอกแม่เหมือนกัน”
หวังฉีได้ยินแบบนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก
พ่อของเขากระตือรือร้นกับลู่ฮ่าวและภรรยาของเขามากขนาดนี้ ถึงขั้นออกปากว่าต้องการมาหาพวกเขาที่บ้าน หมายความว่าเขาคงยอมรับในทักษะทางการแพทย์ของหมอกู้ประมาณหนึ่ง
ดูเหมือนว่า ครั้งนี้เขาได้พบคุณหมอที่ถูกชะตาแล้ว
หวังฉีมองไปที่กู้หนาน และพูดอย่างจริงจังว่า “หมอกู้ รบกวนคุณช่วยตรวจรักษาอาการป่วยของแม่ผมให้หน่อยได้ไหมครับ? เราเคยไปหาหมอมาหลายท่านแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้นเลย”
“ฉันจะลองตรวจดูค่ะ” กู้หนานพูดต่อ “อาจารย์หยางคะ รบกวนยื่นมือมาทีค่ะ ฉันจะจับชีพจรให้”
“จ้ะ ๆ” อาจารย์หยางยื่นมือออกไป พับแขนเสื้อขึ้นครึ่งหนึ่ง
แม้ว่าร่างกายเธอจะอ่อนแอ แต่แขนของเธอก็ยังดูมีน้ำมีนวล ไม่ซูบเซียวติดกระดูกเหมือนผู้ป่วยทั่วไป
ลักษณะอาการของโรคดังกล่าวเป็นแบบนี้ กล้ามเนื้อไม่ลีบ ทุกอย่างดูปกติดี เพียงแต่ไม่มีเรี่ยวแรง ยิ่งเมื่ออาการรุนแรงผู้ป่วยก็แทบไม่มีแรงแม้แต่จะถือแก้วน้ำ
กู้หนานตรวจสอบชีพจรของเธอ จากนั้นให้อีกฝ่ายอ้าปากกดลิ้น ส่องดูลูกตา และซักถามเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ
เป็นอย่างที่เธอเคยคาดเดาไว้จริง ๆ อาจารย์หยางป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
หลังจากตรวจเสร็จสิ้น หวังฉีแทบรอไม่ไหวที่จะถามว่า “เป็นยังไงบ้างครับ?”
กู้หนานตอบ “คุณหวัง ดูเหมือนว่าอาการป่วยของอาจารย์หยางจะเข้าข่ายโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงค่ะ ถือว่าอยู่ในระดับรุนแรงในขณะนี้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาทันที”
เมื่อได้ยินอย่างนั้น หวังฉีก็พยักหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า “ใช่ครับ เธอเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจริง ๆ”
“คุณมีแผนการรักษายังไงบ้าง?” หวังฉีถามกู้หนานอย่างมีความหวัง
แพทย์คนก่อนได้วินิจฉัยว่าเธอป่วยเป็นโรคนี้เช่นกัน แต่การแพทย์แผนตะวันตกอาจทำให้เธอได้รับผลข้างเคียงจากการรับประทานยาฮอร์โมนมากเกินไป จนทำให้เกิดภาวะตัวบวม หวังฉีมีพื้นฐานความรู้ด้านเภสัชกรรมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงพอจะรู้ผลกระทบของยาประเภทนี้อยู่บ้าง
เวลานี้เขาได้แต่หวังพึ่งยาจีนเท่านั้น
อย่างน้อยเขาก็ได้ยินมาว่าการแพทย์แผนจีนมีผลข้างเคียงน้อย ต่อให้รักษาไม่หายก็ไม่ส่งผลร้ายแรงอะไร
“โรคนี้จัดอยู่ในหมวดโรคทางระบบภูมิคุ้มกันเหมือนกัน หลักการรักษาคือต้องปรับสภาพการทำงานของร่างกายและปรับปรุงสมรรถภาพทางกายควบคู่ไปด้วย กลุ่มอาการขาดมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแก้ไขสิ่งที่ขาด ส่วนกลุ่มอาการส่วนเกินจะต้องกำจัดสิ่งที่เกินออกไป ต้องรักษาสอดประสานกัน ตอนนี้ฉันยังไม่สะดวกฝังเข็มให้ อาจต้องต้มยาสมุนไพรเพื่อรักษาไปก่อน ถ้าออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงบ้าง อาการก็จะค่อย ๆ ดีขึ้นค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ แม่ครับ หมอกู้สามารถรักษาอาการของแม่ได้ เราเชื่อถือการแพทย์แผนจีนได้!”
ตอนแรกที่หวังฉีเข้ามา ใบหน้าของเขายังคงตึงเครียด แต่หลังจากได้ยินคำพูดของกู้หนาน สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เขามองไปที่กู้หนานแล้วพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นโปรดเขียนใบสั่งยาให้แม่ของผมด้วยครับ”
อาจารย์หยางเห็นว่าลูกชายของเธอใจร้อนมาก จึงพูดปราม “เสี่ยวฉี ไม่ต้องกังวล พ่อเขาเคยบอกว่าเขาตั้งใจจะมาเยี่ยมบ้านของเสี่ยวลู่อยู่แล้ว แม่อยากให้เขามาคุยรายละเอียดกับหมอกู้ก่อน จะได้ช่วยตรวจสอบคัดกรองอีกทีหนึ่งไง”
การรักษาครั้งก่อน ๆ ของอาจารย์หยาง มักจะเป็นหมอที่ผู้อำนวยการหวังติดต่อด้วยตัวเองเสมอ เธอกลัวว่าสามีจะไม่อนุญาตให้เธอใช้ยาตามใบสั่งของหมอกู้หลังจากกลับบ้านไปแล้ว
แต่นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้เธอจะถูกลูกชายลากมาหาหมอก่อนวันนัดหมาย
กู้หนานพยักหน้า “ใช่ค่ะ ไว้พวกคุณค่อยกลับไปปรึกษากับผู้อำนวยการหวังอีกครั้งหลังกลับบ้านก็ได้”
“ไม่มีอะไรต้องปรึกษาแล้ว หมอเสี่ยวกู้ ช่วยรักษาให้แม่ผมด้วยเถอะครับ”
ทว่าหวังฉียังไม่อยากพึ่งพาพ่อของเขาอยู่ดี เขาอยากให้คุณหมอที่น่าเชื่อถือคนนี้รีบรักษาอาการป่วยของแม่
นอกจากนี้ เขายังมีข้อตกลงทางธุรกิจร่วมกันกับเดวิด ดังนั้นถ้ากู้หนานเขียนใบสั่งยาให้เขาภายในวันนี้ ก็เท่ากับว่าเขาได้เครดิตในการพาแม่มารักษากับหมอคนนี้โดยตรง
แต่ถ้าเธอเขียนใบสั่งยาให้พ่อของเขาในอีกวันหนึ่ง พ่อของเขาก็จะได้เครดิตในการติดต่อกับกู้หนานทันที
แล้วอาจเป็นเรื่องยากสำหรับเขาและเดวิดที่จะดำเนินการขั้นต่อไป
กู้หนานพูดขึ้นบ้าง “ถึงยังไงการเข้ารับการรักษาก็ถือเป็นเรื่องใหญ่ ผู้อำนวยการหวังเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีองค์ความรู้กว้างขวาง ทั้งยังรู้จักคุณหมอที่มีชื่อเสียงหลายคน ฉันว่าเราอย่าเพิ่งรีบร้อนรักษาโดยพลการเลยค่ะ ไว้ค่อยหารือเรื่องแผนการรักษากับผู้อำนวยการหวังต่อหน้าดีกว่า”
อาจารย์หยางตอบกลับ “ได้ ฉันจะลองกลับไปคุยกับเขาดู”
“แม่ เราไม่จำเป็นต้องคุยกับพ่อเรื่องนี้แล้ว เสี่ยวกู้เขาเก่งเรื่องยาจีน คุณเดวิดก็เคยเล่าให้ฟังว่าเสี่ยวกู้เคยรักษาอาการป่วยให้ภรรยาของเขาเหมือนกัน ตอนนั้นเธอป่วยเป็นโรคภาวะติดเชื้อหลังคลอด ร้ายแรงกว่าที่แม่เป็นอยู่ซะอีก”
หวังฉีมองไปทางเฉินหย่าจือที่หน้าแดงก่ำ “ดูสิครับว่าตอนนี้ป้าเฉินอาการดีขึ้นมากแค่ไหน”
กู้หนานเห็นว่าหวังฉีใจร้อนเกินไป แต่เข้าใจไปว่าเขาอาจกตัญญูและใส่ใจสุขภาพร่างกายของผู้เป็นแม่มาก กู้หนานจึงอธิบายให้เขาฟังอย่างอดทน “คุณหวัง ไม่ต้องกังวลนะคะ ให้ผู้อำนวยการหวังทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนดีกว่า ถึงยังไงกระบวนการรักษาก็ไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน การปรับสภาพและการรักษาระบบภายในใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน ต้องต้มยาสมุนไพรจีนดื่มติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมอจะต้องได้รับการเห็นพ้องตรงกันระหว่างผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัวเสียก่อน ไม่อย่างนั้นการรักษาก็ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้”
หวังฉีทำได้แค่ตอบกลับ “เอาละ งั้นผมจะกลับไปปรึกษากับพ่อก่อนแล้วค่อยกลับมารับการรักษา ยังไงพวกเราก็รู้จักกันอยู่แล้ว”
เขามองไปที่เดวิดแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “คุณเดวิด ดูโชคของพวกเราสิ ผมไม่คิดเลยว่าลูกชายของคุณจะกลายมาเป็นลูกศิษย์ของพ่อผมได้”
เดวิดถอนหายใจเช่นเดียวกัน “ใช่ เราไม่เคยถามเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับงานของเสี่ยวฮ่าวเลย ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าอาจารย์ของเขาที่โรงพยาบาลปักกิ่งจะกลายเป็นผู้อำนวยการหวัง”
“คุณเดวิด เสี่ยวฉีของฉันคงไม่ได้ทำให้คุณลำบากใช่ไหมคะ?” อาจารย์หยางถามเดวิด
เดวิดตอบกลับยิ้ม ๆ “ไม่เลยครับคุณนายหวัง ถึงผมกับเสี่ยวฉีจะเพิ่งรู้จักกันแต่พวกเราก็เข้ากันได้ดีมาก”
อาจารย์หยางเหลือบมองลูกชายของตัวเองในชุดสูทและรองเท้าหนัง ก่อนจะถอนหายใจ “เขาเคยทำงานในโรงพยาบาล แต่ตอนนี้เขาลาออกมาแล้ว ส่วนฉันก็ปลดเกษียณก่อนกำหนด เหล่าหวังจึงเป็นคนเดียวในครอบครัวที่มีงานประจำทำ คงต้องรบกวนคุณเดวิดช่วยโน้มน้าวให้เขาไปหางานที่มั่นคงทำเสียแล้ว ตอนนี้เขาโตพอที่จะสร้างครอบครัวได้แล้ว ไม่ควรล่องลอยเป็นคนว่างงานแบบนี้”
หวังฉีพูดกับแม่ของเขา “แม่ครับ ผมวางแผนว่าจะร่วมงานกับคุณเดวิดอยู่แล้ว ดังนั้นแม่ไม่ต้องกังวล บริษัทของเขาได้รับทุนสนับสนุนจากต่างประเทศและตั้งสำนักงานในจีนเรียบร้อยแล้ว แถมพวกเขายังมีแผนจะเปิดโรงงานของตัวเอง อยู่กับคุณเดวิด ผมไม่มีทางว่างงานแน่นอน อีกอย่างบริษัทที่ว่ายังเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วยนะครับ”
“คุณเดวิดเปิดบริษัทจำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์หรือคะ?” อาจารย์หยางถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ