เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 713 จดหมายจากพ่อ
บทที่ 713 จดหมายจากพ่อ
กู้หนานวางเงินไว้ จากนั้นเปิดจดหมายออกอ่านเนื้อความข้างใน
‘หนานหน่าน…
พ่อเองนะ นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อเขียนถึงลูก พ่อมีหลายสิ่งหลายอย่างในใจอยากจะบอก แต่ทุกครั้งที่พ่อต้องการบอกกับลูกต่อหน้า พ่อกลับไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้เลย
หลังจากรู้ข่าวว่าลูกจะติดตามสามีไปอยู่ปักกิ่ง อารมณ์ของพ่อก็ซับซ้อนหนักหน่วงเหลือเกิน เพราะตั้งแต่วันที่พ่อได้ลูกสาวกลับมา พ่อมักจะรู้สึกเสมอว่ายังมีเวลาอีกมากในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างเราพ่อลูก แต่บางทีพ่ออาจจะหลงลืมไปว่าตอนนี้ลูกโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้ว ลูกแต่งงาน และมีครอบครัวเล็ก ๆ เป็นของตัวเองแล้ว
เช่นเดียวกับเวลานี้ ลู่ฮ่าวกำลังจะไปเรียนต่อ ลูกจึงต้องติดตามเขาไปที่เมืองปักกิ่งเป็นธรรมดา เมื่อรู้ว่าลูกกำลังจะจากไป พ่อถึงรู้ว่าตัวเองพลาดโอกาสมากมายในการสื่อสารความในใจกับลูกก่อนหน้านี้
พ่อมักจะรู้สึกผิดกับลูกและรู้สึกผิดกับความผิดในอดีตของตัวเองอยู่ตลอด และพ่อก็รู้ด้วยว่าลูกมีความทรงจำเลวร้ายฝังลึกอยู่ในจิตใจ ลูกอาจจะยังปล่อยวางจากประสบการณ์ชีวิตไม่ได้ และรู้สึกว่าตัวเองเป็นลูกที่เกิดมาโดยที่พ่อไม่ต้องการ พ่อเข้าใจเรื่องทั้งหมด เพียงแต่พ่อไม่สามารถหาโอกาสที่เหมาะสมที่จะพูดกับลูกได้เลย
พ่อยอมรับ ตอนนั้นพ่อได้กลายเป็นพ่อคนโดยไม่คาดคิด ทำให้ไม่รู้ว่าควรเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงบทบาทครั้งใหญ่ในชีวิตอย่างไร สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปีนั้น พ่อจัดการอะไรไม่ได้เลย จนสร้างความความเจ็บปวดให้ใครหลายคน และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือลูก พ่อไม่อาจปัดความรับผิดชอบเรื่องนี้ได้จริง ๆ
แต่เมื่อพ่อรู้ว่าเจียงย่าเจี๋ยไม่ใช่ลูกชายตัวเอง และรู้ว่าที่จริงแล้วพ่อมีลูกสาว พ่อมีความสุขจนแทบล้นหัวใจ พอได้เจอหน้าลูกและมองแค่แวบแรก พ่อรับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าลูกคือลูกของพ่อไม่ผิดแน่
นับจากวันนั้นก็ผ่านมานานกว่าหนึ่งปี เมื่อลูกกลับสู่อ้อมอกของบ้านที่แท้จริง พ่อก็อยากชดเชยทุกอย่างให้กับลูกอย่างสุดความสามารถ แต่พ่อไม่รู้ว่าจะพูดคุยกับลูกยังไงดี พ่อไม่รู้วิธีที่จะเข้าใจความคิดของลูก นอกเหนือจากการชดเชยทางวัตถุแล้ว พ่อทำอะไรไม่ได้เลย
หนานหน่าน ลูกสนับสนุนให้พ่อได้แต่งงานใหม่ ทั้งยังสนับสนุนให้แม่เลี้ยงมีลูก พ่อไม่เคยคาดหวังถึงเรื่องนี้มาก่อน ยิ่งลูกมีเหตุผลมากเท่าไหร่ พ่อก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดมากขึ้นเท่านั้น
พ่อเคยคิดจะตกลงกับเสี่ยวหลันว่าเราจะไม่มีลูกด้วยกัน แต่ความปรารถนาที่จะเป็นแม่ของเธอทำให้พ่อพูดดั่งใจคิดไม่ได้ พ่อเคยขี้ขลาดจนทำร้ายเธอมาครั้งหนึ่งแล้ว จึงไม่อยากทำร้ายเธออีกเป็นครั้งที่สอง
หนานหน่าน สิ่งที่พ่ออยากจะบอกลูกก็คือ แม้ว่าลูกจะมีน้องชายหรือน้องสาว พ่อขอสัญญาว่าจะไม่มีวันรักลูกน้อยลง ในอนาคตพ่อจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเรียนรู้วิธีการเป็นพ่อที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสำหรับน้องชายหรือน้องสาวของลูก หลังจากเขาลืมตาดูโลก เขาก็จะรักพี่สาวของเขาเช่นเดียวกัน
ลูกรัก ถ้าลูกประสบปัญหาใด ๆ ก็ตามในเมืองปักกิ่ง ลูกต้องรีบบอกพ่อทันที เงินในซองนี้ที่พ่อใส่ไว้ในกระเป๋าให้ เป็นเงินที่พ่อกับแม่ตั้งใจมอบให้ ไว้พ่อจะส่งเงินให้อีกครั้ง ถึงเวลาลูกคลอดหลานเมื่อไหร่ พ่อกับแม่จะรีบไปหาลูกทันที
‘ลูกสาว พ่อรักลูกมาก’
หลังจากอ่านจดหมายยาวเหยียดนี้ หยดน้ำตาของกู้หนานก็ไหลรินออกมาจากหางตา
ที่แท้ความไม่สบายใจทั้งหมดของเธอ ถูกพ่อมองออกตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
เขาเข้าใจทุกอย่าง แต่เขาแค่ไม่รู้วิธีที่จะสื่อสารกับเธอเท่านั้นเอง
ลู่ฮ่าวนั่งลงข้างเตียง เหลือบดูจดหมายในมือเธอแล้วถามว่า “พ่อตาเป็นคนเขียนจดหมายนี้หรือ?”
กู้หนานสูดจมูกก่อนจะพยักหน้า “ใช่”
“พ่อรักเธอมากนะ แต่เขาแค่ไม่ถนัดที่จะแสดงออกเหมือนกับฉัน” ลู่ฮ่าวเหลือบมองอยู่ชั่วครู่ แต่อ่านจับใจความได้แค่ไม่กี่บรรทัด
“แล้วทำไมตอนเขาอยู่ต่อหน้ากู้หลันเขาถึงแสดงออกได้?”
กู้หนานพร่ำบ่นราวกับไม่ยอมให้อภัย แต่น้ำตากลับไหลรินมากขึ้นเรื่อย ๆ
“ปากเป็นมีดแต่ใจเป็นเต้าหู้*[1]” ลู่ฮ่าวเช็ดน้ำตาให้เธอ เมื่อเห็นเธอเศร้าจนไม่เป็นอันทำอะไร ก็หยิบเงินปึกใหญ่มายัดใส่มือเธอ “มา รีบนับเงินเร็วว่าเป็นจำนวนเท่าไหร่”
สมัยพวกเขาอยู่ในบ้านเกิด เมื่อไหร่ก็ตามที่ภรรยาของเขาได้นับเงิน เธอจะอารมณ์ดีขึ้นมาอย่างทันตาเห็น
เมื่อเห็นเงินที่ลู่ฮ่าวหยิบมายัดใส่มือตัวเอง ดวงตาของกู้หนานก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ในที่สุดเธอก็ยิ้มออก รับเงินมาแล้วเริ่มทำการนับมันอย่างจริงจัง
ลู่ฮ่าวนั่งถัดจากเธอพลางมองเธอนับเงินไปด้วย
กู้หนานปัดนิ้วผ่านธนบัตรทุกใบอย่างรวดเร็วและเคร่งขรึม ความรู้สึกนี้ทำให้ลู่ฮ่าวอดนึกย้อนไปตอนที่พวกเขาอยู่ในบ้านเกิดไม่ได้จริง ๆ
ในเวลานั้น เธอออกไปรวบรวมยาสมุนไพรในตอนกลางวัน ทันทีที่เธอกลับมาถึงบ้าน ตอนกลางคืนเธอจะนั่งบนเตียง และนับเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก
ค่าตอบแทนจากการรวบรวมยาสมุนไพรไม่มากนัก ความจริงแล้วธนบัตรที่ยับยู่ยี่พวกนั้นไม่ได้หนามากแต่อย่างใด
แต่เธอก็ยังกลัวว่าตัวเองอาจนับผิด ทำให้ต้องนับซ้ำหลาย ๆ รอบอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย
ท่าทางของเธอตอนนับเงิน สำหรับเขาในตอนนั้นแล้วช่างเพลินตาจนคลายเครียดไปได้มาก
ชั่วขณะที่ลู่ฮ่าวกำลังนึกย้อนไปถึงอดีต กู้หนานก็นับเงินเสร็จ “นับครบแล้ว ทั้งหมดห้าพัน”
“มากขนาดนี้เชียวหรือ?” ลู่ฮ่าวมองไปที่กองธนบัตรตรงหน้า ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
กู้หนานบรรจุเงินปึกใหญ่กลับเข้าไปในซองตามเดิม พูดว่า “แหงสิ เถ้าแก่ใหญ่ก็แบบนี้แหละ แจกค่าขนมทีละหลายพัน”
“นี่คงเป็นวิธีที่พ่อตาต้องการแสดงความรักกับเธอ”
“อืม แต่ฉันค่อนข้างชอบวิธีนี้นะ”
นับตั้งแต่กู้หลันตั้งท้อง เมื่อเธอเห็นปฏิกิริยายิ้มแย้มยินดีของผู้เป็นพ่อ เธอก็รู้สึกเปล่าเปลี่ยวลึก ๆ อยู่เสมอ
จนกระทั่งได้อ่านจดหมายจากพ่อฉบับนี้ ราวกับว่าทุกอย่างถูกปลดล็อกจนโล่งใจ
เมื่อเทียบกับชาติก่อนแล้ว ตอนนี้ชีวิตของเธอนับว่าดีขึ้นมาก
เมื่อได้โอกาสเกิดใหม่อีกครั้ง เธอควรรักและเห็นแก่จิตใจของคนรอบตัวให้มาก แทนที่จะยึดถือเอาอารมณ์ของตัวเองเป็นใหญ่ว่าทุกคนติดค้างเธอ รังแต่จะทำให้เธอไม่มีความสุขเสียเปล่า
ทันใดนั้นอารมณ์ของกู้หนานก็สดใสขึ้นมา ตอนนี้เกือบรุ่งสางแล้ว เธอต้องรีบเข้านอน “นอนกันเถอะ”
“อืม นอนเถอะ”
เมื่อลู่ฮ่าวเห็นว่าคิ้วทั้งสองของเธอคลายออกจากกันแล้ว เขาก็โล่งใจ เอนตัวลงนอนเคียงข้างเธอ
“พี่ฮ่าว พรุ่งนี้คุณจะแวะเข้าไปที่โรงพยาบาลปักกิ่งไหมคะ?”
“ไปสิ ฉันตั้งใจว่าจะเข้าไปที่โรงพยาบาลปักกิ่ง และระหว่างวันจะไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมสักหน่อย”
แม้ว่าสภาพแวดล้อมของพวกเขาจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง แต่ตราบใดที่สองสามีภรรยาอยู่เคียงข้างกันแบบนี้ ก็ไม่มีอะไรให้กังวลอีก พวกเขานอนกอดกันอยู่บนเตียงและผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว
ลู่ฮ่าวง่วงนอนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทันทีที่หัวถึงหมอนเขาก็นอนหลับสนิท กู้หนานซึ่งนอนเต็มอิ่มตั้งแต่อยู่บนรถไฟ ตื่นขึ้นหลังจากนั้นสองชั่วโมง เมื่อได้ยินเสียงนกที่เกาะอยู่บนต้นไม้ด้านนอกหน้าต่างส่งเสียงร้อง เธอก็ลุกขึ้นจากเตียงเบา ๆ แล้วออกไปจากห้องนอน
เฉินหย่าจือและเดวิดทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว
กิจวัตรทุก ๆ เช้าของทั้งสองสม่ำเสมอมากในแต่ละวัน หลังกู้หนานออกมาจากห้องก็จะเจอภาพนี้เสมอ บางครั้งก็กำลังกิน บางครั้งก็กินเสร็จแล้ว
วันนี้ก็เช่นกัน เฉินหย่าจือกำลังช่วยเดวิดผูกเนกไท
“คุณแม่ ลุงเดวิด ตื่นเช้าจังค่ะ”
เมื่อเห็นกู้หนานตื่นนอนแล้ว เฉินหย่าจือก็ทำหน้าประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “หนานหน่าน ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ?”
“นอนหลับไปตื่นหนึ่งแล้วค่ะ”
กู้หนานมองไปที่เดวิดที่สวมชุดสูทและรองเท้าหนังเต็มยศ มือข้างหนึ่งถือกระเป๋าเอกสารไว้ จากนั้นถามว่า “ลุงเดวิดกำลังจะออกไปข้างนอกหรือคะ?”
“ใช่ วันนี้มีธุระ ต้องออกไปคุยธุรกิจหน่อย”
เฉินหย่าจือจัดระเบียบปกเสื้อให้เขาเรียบร้อยแล้ว ก็ตั้งใจว่าจะออกไป “หนานหน่าน อย่าลืมกินอาหารเช้าล่ะ ฉันไปก่อนนะ”
“เดินทางปลอดภัยค่ะลุงเดวิด”
เดวิดชะโงกไปจูบเฉินหย่าจือก่อนจะออกจากบ้าน
กู้หนานแอบนึกอิจฉาในใจ ดูคู่รักวัยกลางคนอย่างพวกเขาสิ ทั้งหวานชื่นและโรแมนติกมากกว่าคู่ตัวเองซะอีก
เฉินหย่าจือส่งเดวิดแล้วก็เดินมาอยู่หน้าโต๊ะอาหาร จัดการเทนมให้กู้หนาน
“แม่คะ ลุงเดวิดเขาสมกับเป็นนักธุรกิจใหญ่จริง ๆ เพิ่งมาถึงปักกิ่งได้ไม่นานก็มีนัดออกไปคุยงานแล้ว”
เฉินหย่าจือบอกว่า “เขาเพิ่งไปติดต่อกับทางโรงพยาบาลหลายแห่งในปักกิ่ง เจรจาการค้าเกี่ยวกับการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์ค่ะ ถ้าเราสามารถตกลงกันได้ ในอนาคตบริษัทอุปกรณ์ทางการแพทย์ของเราก็จะขยายกิจการเข้าสู่ตลาดภายในประเทศได้มากขึ้น ซึ่งนี่สำคัญต่อความก้าวหน้าของบริษัทเรามาก”
“ธุรกิจของเราคงเอาชนะคู่แข่งได้อย่างสบาย ๆ เพราะอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่บริษัทของเราจัดจำหน่าย ได้รับใบอนุญาตรับรองด้านสุขภาพจากประเทศ Y ความแม่นยำในการใช้งานของวัสดุอุปกรณ์จึงสูงกว่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ผลิตภายในประเทศทุก ๆ ด้าน”
ในฐานะหมอ กู้หนานคุ้นเคยกับแบรนด์วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์จากบริษัทของเดวิดและเฉินหย่าจืออยู่แล้ว
อีกหน่อยอุปกรณ์ทางการแพทย์ของบริษัทวิคเตอร์จะถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในโรงพยาบาลทุกแห่งในประเทศ แม้แต่โรงพยาบาลสำคัญอื่น ๆ
อีกทั้งบริษัทอุปกรณ์การแพทย์วิคเตอร์ยังมีโรงงานผลิตสินค้าอยู่ในประเทศจีนอีกด้วย
กู้หนานได้ยินคำพูดของเฉินหย่าจือแล้ว จึงถามอย่างงงงวย “คุณแม่ ทำไมถึงไม่เริ่มเจรจาการค้าตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ในหลันเฉิงล่ะคะ?”
ถ้าพวกเขาเข้าไปติดต่อเจรจาเกี่ยวกับอุปกรณ์ทางการแพทย์กับโรงพยาบาลหลันเฉิง พวกเขาจะต้องสนใจอย่างแน่นอน
เฉินหย่าจืออธิบายว่า “หลันเฉิงไม่ใช่เมืองใหญ่ การพัฒนาอุตสาหกรรมทางการแพทย์ในทุก ๆ ด้านต้องปรับเปลี่ยนไปตามเมืองใหญ่อย่างปักกิ่ง ถ้าเราเปิดตลาดที่นี่ไม่ได้ โรงพยาบาลในภูมิภาคอื่น ๆ คงไม่ยอมร่วมมือกับเราเท่าที่ควร”
[1] ปากเป็นมีดแต่ใจเป็นเต้าหู้ หมายถึง ปากร้ายแต่ใจดี ภายนอกดูเย็นชา แต่ภายในใจอ่อนโยน