เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 712 ถึงเมืองปักกิ่งแล้ว
บทที่ 712 ถึงเมืองปักกิ่งแล้ว
หลังลงจากรถไฟ เมื่อพวกเขาเดินไปถึงทางออก พบว่าเฉินหย่าจือและเดวิดมารอรับอยู่ที่นั่นแล้ว
ปักกิ่งเป็นเมืองใหญ่ แสงไฟภายในสถานีรถไฟที่นี่จึงสว่างไสวกว่าสถานีหลันเฉิงมาก ทันทีที่กู้หนานและลู่ฮ่าวเดินออกมาจากชานชาลา พวกเขาจึงสามารถมองเห็นเฉินหย่าจือและเดวิดได้อย่างชัดเจน
สายตาเฉินหย่าจือไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ส่วนเดวิดมองเห็นพวกเขาได้อย่างรวดเร็ว
เขาหันไปชวนเฉินหย่าจือ แล้วทั้งสองก็รีบไปหาลูกชายและลูกสะใภ้
ช่วงเช้าตรู่แบบนี้อากาศมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ เฉินหย่าจือซึ่งสวมเสื้อสเวตเตอร์ถักตัวยาวแขนยาวคลุมถึงมือเดินมาหาพวกเขา ถามด้วยความห่วงใย “เสี่ยวฮ่าว หนานหน่าน เดินทางเหนื่อยมากหรือเปล่า?”
“ไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ค่ะแม่”
“หนานหน่าน แม่เตรียมเสื้อคลุมมาให้ด้วย รีบใส่เถอะ คืนนี้อากาศหนาวมาก”
เฉินหย่าจือช่วยสวมเสื้อคลุมตัวนอกให้กู้หนานอย่างอบอุ่น
กู้หนานใช้มือรวบสาบเสื้อของตัวเองเข้าหากัน แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณมากค่ะแม่ พอใส่แบบนี้ก็ไม่หนาวแล้วค่ะ”
ลู่ฮ่าวมองไปที่แม่ของเขากับลุงเดวิดซึ่งออกมารออยู่ที่สถานีตั้งแต่ช่วงกลางดึก ทั้งรู้สึกสะเทือนใจและเป็นทุกข์
“ไปกันเถอะ รถจอดอยู่ข้างนอก”
เดวิดเดินไปรับกระเป๋ามาถือ จูงมือเฉินหย่าจือด้วยมืออีกข้างหนึ่ง
เฉินหย่าจือบอกลู่ฮ่าวว่า “เสี่ยวฮ่าว อย่าลืมช่วยประคองหนานหน่านล่ะ”
“ได้ครับแม่”
ลู่ฮ่าวพยุงกู้หนานให้เดินตามพวกเขาไป หลังจากเดินออกจากสถานีรถไฟแล้ว เขาก็เห็นรถยนต์สีดำจอดอยู่
“รีบขึ้นรถได้แล้ว”
เดวิดขนกระเป๋าสัมภาระขึ้นรถ จากนั้นเปิดประตูรถให้เฉินหย่าจือ ในขณะที่ลู่ฮ่าวและกู้หนานก้าวขึ้นไปนั่งตรงเบาะหลัง
“หนานหน่าน การเดินทางราบรื่นดีไหม เมารถบ้างหรือเปล่า” หลังจากขึ้นรถแล้ว ร่างกายพวกเขาค่อยอบอุ่นขึ้นมาบ้าง เฉินหย่าจือจึงหันกลับมามองกู้หนานแล้วถามด้วยความเป็นห่วง
กู้หนานตอบกลับว่า “ไม่มีเวลาได้เมารถเลยค่ะแม่ ฉันนอนหลับไปทันทีที่ขึ้นมานั่งบนรถเลย หลังจากตื่นนอนเมื่อกี้นี้เลยรู้สึกสดชื่นมาก”
จากนั้นเธอก็มองชายหนุ่มที่มีสีหน้าอ่อนล้าด้านข้าง รู้สึกสงสารเห็นใจเขา “แต่พี่ฮ่าวน่ะสิคะ เขาแทบไม่ได้หลับเลย คอยอยู่เฝ้าฉันตลอด”
เฉินหย่าจือชำเลืองมองลูกชายตัวเอง พูดว่า “ไว้กลับถึงบ้านแล้วค่อยเข้าไปนอนหลับก็แล้วกัน ตราบใดที่พวกลูกปลอดภัยดีก็พอแล้ว”
มีพ่อและแม่สามีอยู่ใกล้ ๆ แบบนี้ กู้หนานจึงหันไปพูดเบา ๆ กับลู่ฮ่าวว่า “ถ้าคุณง่วงนอนก็งีบสักหน่อยสิ ใกล้ถึงบ้านเมื่อไหร่ฉันค่อยปลุกคุณอีกครั้ง”
“ไม่เป็นไร ฉันยังไม่ง่วง เคยชินกับการเข้ากะดึกและเลิกงานตอนเช้ามืดแล้ว”
ลู่ฮ่าวถามเดวิด
“ลุงเดวิดครับ บ้านของเราอยู่ไกลจากสถานีรถไฟมากไหม?”
เดวิดตอบว่า “ไม่ไกลมาก ขับรถประมาณยี่สิบนาทีก็ถึงแล้ว”
กู้หนานโผล่หน้าออกไปจากกระจกรถ อยากเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนของที่นี่ให้ชัด ๆ พอรถเริ่มขับเข้ามาในตัวเมืองแล้ว ก็พบว่าข้างทางประดับประดาด้วยไฟนีออนสวยงามมาก
ลู่ฮ่าวดึงเธอเข้ามา แล้วปิดกระจกรถ “อย่ายื่นหน้าไปตากลมสิ เดี๋ยวก็เป็นหวัดเอาหรอก”
กู้หนานยังไม่หนำใจ พยายามมองผ่านกระจกรถอีกครั้ง “ดูสิ แสงสียามค่ำคืนของเมืองปักกิ่งสวยมากจริง ๆ เมืองหลันเฉิงของเรามีแค่เสาไฟริมทางข้างถนนเท่านั้น”
นี่ยังเป็นครั้งแรกที่ลู่ฮ่าวมีโอกาสได้เข้ามาที่เมืองใหญ่ แน่นอนว่าเขาเองก็อยากชื่นชมบรรยากาศภายนอกด้วยเหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “หลังจากเรานอนพักจนอิ่มเมื่อไหร่ค่อยออกไปเดินเล่นกัน”
“ใช่แล้ว หนานหน่าน จากนี้พวกเราจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกหนึ่งปี สามารถหาเวลาออกไปเดินเที่ยวตลาดกลางคืนได้ทุกเมื่อ”
ยี่สิบนาทีต่อมา เดวิดก็ขับรถไปจอดเทียบด้านนอกของบ้านเดี่ยว
“ถึงแล้ว นี่ไงบ้านที่พวกเราเพิ่งซื้อ”
แม้ว่าจะเป็นตอนกลางคืน กู้หนานก็ยังสามารถมองเห็นรูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านหลังนี้ได้อย่างชัดเจน ภายนอกตกแต่งเป็นสไตล์ตะวันตกตามสมัยนิยม
“เสี่ยวฮ่าว คอยดูหนานหน่านด้วย หน้าบ้านมีบันได”
เดวิดพาเฉินหย่าจือเดินนำทุกคนเข้าไป พอเข้าไปในห้องนั่งเล่นแล้วก็จัดการเปิดไฟจนสว่างจ้า ทำให้กู้หนานและลู่ฮ่าวตกตะลึงด้วยความตื่นตากับห้องนั่งเล่นที่สวยงามหรูหราตรงหน้า
พวกเขาสองคนเคยชินกับการอาศัยอยู่ในบ้านที่ตกแต่งอย่างเรียบง่าย จึงไม่คุ้นชินกับการตกแต่งภายในซึ่งมีคุณภาพเทียบได้กับล็อบบีของโรงแรมระดับหลายดาวแบบนี้
เมื่อเห็นพวกเขายืนนิ่งอยู่ที่หน้าประตูด้วยสีหน้าแข็งค้าง เฉินหย่าจือก็ยิ้มให้และพูดว่า
“เข้ามาสิ มัวยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น”
“คิดเห็นยังไงกับบ้านหลังนี้ล่ะ” เดวิดถามลู่ฮ่าว
มุมปากของลู่ฮ่าวกระตุกเล็กน้อย ตอบกลับไปว่า “ดูดีมากเลยครับ”
เฉินหย่าจือตอบ “ต้องดูดีแน่อยู่แล้ว ถึงอย่างนั้น สไตล์การตกแต่งภายในอาจจะฟุ่มเฟือยเกินความจำเป็นไปหน่อย ได้ยินมาว่าเจ้าของคนก่อนเป็นเถ้าแก่เจ้าของกิจการถ่านหิน ฐานะค่อนข้างร่ำรวย ก็เลยตกแต่งบ้านหรูหราขนาดนี้”
“หนานหน่าน ถ้าลูก ๆ สองคนไม่ชิน แม่ค่อยจัดการกับเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ทีหลัง ค่อยหาทางระบายเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ออกไป”
ไม่ใช่เฉพาะคนหนุ่มสาวตรงหน้าที่ไม่คุ้นเคย ตอนที่เฉินหย่าจือและเดวิดมาเห็นเป็นครั้งแรก พวกเขาก็รู้สึกอึดอัดมากไม่แพ้กัน
พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านมาหลายหลัง สไตล์การตกแต่งก็จะวนเวียนอยู่แต่แบบเดิม ๆ แค่สองสามแบบ แต่รูปแบบการตกแต่งของบ้านหลังนี้ดูเหมือนเป็นคฤหาสน์ยังไงชอบกล ขัดกับนิสัยรักสงบไม่โอ้อวดของพวกเขา
คนประเภทที่ร่ำรวยและมีเงินจริง ๆ ส่วนใหญ่มักไม่ใช่คนที่ยึดติดกับความหรูหรา ดังนั้นเมื่อเจรจาต่อรองราคา ทำให้ได้มาในราคาที่ต่ำว่าเกณฑ์ทั่วไป
“แม่คะ ขอแค่คุณแม่กับลุงเดวิดอยู่ที่นี่ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ค่ะ พวกเราอยู่ได้อยู่แล้ว”
เธอและลู่ฮ่าวไม่ได้มีส่วนร่วมในการจ่ายเงินใด ๆ จึงรู้สึกละอายเกินกว่าจะจู้จี้จุกจิกกับเรื่องต่าง ๆ
นอกจากนี้ สไตล์การตกแต่งภายในบ้านก็ดูดีมาก พอทำใจยอมรับได้มันเป็นรูปแบบที่กำลังเป็นที่นิยมในยุคนี้
เมื่อย้ายมาอยู่ที่นี่ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่วิถีชีวิตของคนเราจะฟุ่มเฟือยตามไปด้วย
ถ้าเธอทำตัวง่าย ๆ สบาย ๆ ตามความเคยชิน บางทีคนอื่นอาจจะไม่ชินกับเราก็ได้
เดวิดตัดบท “ไว้ค่อยคุยเรื่องนี้กันทีหลังแล้วกัน ให้เด็กสองคนเข้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ ฟ้าใกล้สางเต็มทีแล้ว”
ทันใดนั้นเฉินหย่าจือก็ตอบสนอง รีบพูดว่า
“ใช่ เข้าไปนอนพักผ่อนกันก่อนเถอะ”
“ห้องของพวกลูกอยู่ชั้นล่าง ห้องของเราอยู่ชั้นบน มา แม่จะพาเดินไปดู”
ว่าแล้วเธอก็เดินนำลูกชายและลูกสะใภ้ไปถึงหน้าประตูห้องนอน “เราจัดห้องให้เรียบร้อยแล้ว ห้องนอนนี้มีห้องน้ำในตัวด้วย จะได้สะดวกสำหรับหนานหน่านเวลาเข้าห้องน้ำห้องท่า เข้าไปพักผ่อนเถอะจ้ะ”
“แม่คะ นี่เป็นห้องนอนใหญ่ของบ้านนี้หรือเปล่า? พวกเราใช้ห้องนี้คงไม่เหมาะมั้งคะ” กู้หนานลังเล
เฉินหย่าจือบอกว่า
“เธอเดินขึ้นลงบันไดไม่สะดวก พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน มีอะไรไม่เหมาะสมกัน เข้าไปพักผ่อนเร็ว”
“แม่เองก็อย่าลืมพักผ่อนด้วยนะคะ”
หลังจากเข้าไปในห้องนอนแล้ว กู้หนานก็อดไม่ได้ที่จะร้องว้าวออกมา
ภายในห้องมีทั้งตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ ตู้วางโทรทัศน์ และโต๊ะเครื่องแป้งสภาพใหม่เอี่ยมในห้องซึ่งตกแต่งเป็นอย่างดี
ผ้าปูที่นอนและผ้านวมบนเตียงเป็นสีแดงล้วน ดูเหมือนเป็นห้องนอนของคู่บ่าวสาวที่แต่งงานใหม่
“ห้องนี้ใหญ่เกินไปหน่อย แม่กับคุณลุงควรใช้ห้องนอนใหญ่นี้มากกว่า”
ลู่ฮ่าววางของลง พูดอย่างสบาย ๆ ว่า “แม่เขาคงกลัวว่าคนท้องอย่างเธออาจเดินขึ้นไปข้างบนไม่สะดวก เธออยู่ที่นี่จนกว่าจะคลอดแล้วค่อยย้ายห้องทีหลังก็ได้”
“แถมห้องนี้ก็เตียงใหญ่มาก หลังเธอคลอดแล้ว เราสามคนพ่อแม่ลูกสามารถนอนด้วยกันได้อย่างสบาย ๆ”
เตียงนี้มีขนาดกว้างกว่าเตียงที่พวกเขานอนตอนอยู่ที่หลันเฉิงมาก
เนื่องจากเป็นบ้านเดี่ยว บริเวณใช้สอยภายในจึงกว้างขวางตามคาด
กู้หนานอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “ตั้งแต่ฉันแต่งงานกับคุณ ชีวิตความเป็นอยู่ของฉันเหมือนดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา จากบ้านก่ออิฐหลังเล็กในหมู่บ้าน ย้ายมาอยู่ที่ห้องชุดในตึกพักบุคลากร จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่ของแม่สามี ตอนนี้พอย้ายมาอยู่เมืองปักกิ่งก็อาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยวซะแล้ว”
“น่าเสียดาย ฉันไม่สมควรได้รับทั้งหมดนี้” ลู่ฮ่าวแสดงสีหน้ารู้สึกผิด
กู้หนานสัมผัสใบหน้าของเขา มองลึกเข้าไปในดวงตาเขาด้วยสายตาที่เปี่ยมความภูมิใจ “ปล่อยให้การหาเงินเป็นหน้าที่ของนักธุรกิจเถอะค่ะ หน้าที่ของคุณคือตั้งใจศึกษาวิชาแพทย์ให้ดี เพื่อที่ความรู้จะได้เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยต่อไป”
แน่นอน ในอนาคตรายได้ของศัลยแพทย์จะไม่ใช่เงินน้อย ๆ อีกต่อไป
ถึงอย่างนั้นการเงินก็อาจจะมีช่องว่างอยู่บ้างเมื่อเทียบกับเจ้าของธุรกิจ
“อย่าลืมเข้าห้องน้ำล้างเนื้อล้างตัวก่อนเข้านอนด้วย”
กู้หนานพยักหน้า “ค่ะ ฉันเตรียมอุปกรณ์อาบน้ำไว้ในกระเป๋า อย่าลืมเอาเข้าไปด้วยนะคะ”
ลู่ฮ่าวหันไปเปิดกระเป๋าเป้ใบเล็ก เมื่อเขาล้วงมือไปหยิบอุปกรณ์อาบน้ำ สายตาก็เหลือบไปเห็นซองจดหมายในกระเป๋าอีกครั้ง จึงหยิบมันออกมาวางไว้บนเตียง แล้วเดินเข้าไปในห้องน้ำพร้อมกับอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ
หลังจากซักผ้าแล้ว กู้หนานก็เปลี่ยนเป็นชุดนอนเพื่อเตรียมตัวนอน พอเห็นซองจดหมายหนังวัวบนผ้านวมก็หยิบมันขึ้นมา ถามลู่ฮ่าวที่กำลังเช็ดผมอยู่ “จดหมายนี้อยู่ในกระเป๋าของฉันหรือคะ”
“ใช่ ฉันเพิ่งหยิบออกมาวาง”
จากนั้นกู้หนานต้องตกตะลึง “มีเงินอยู่ข้างใน ปึกหนามาก”
เธอเปิดซองจดหมายออก ถึงรู้ว่ามีธนบัตรปึกหนาอยู่ข้างใน เธอคิดด้วยความสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเงินทั้งหมดออกมา ขณะที่กำลังคิดว่าใครแอบใส่จดหมายนี้ไว้ในกระเป๋าของตัวเอง ก็เห็นจดหมายน้อยซ่อนอยู่ข้างใน
กู้หนานไม่สนใจนับเงินอีก รีบหยิบจดหมายน้อยด้านในออกมาแล้วเปิดอ่าน