เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 711 ทำตัวเป็นหมูนอนกินก็พอแล้ว
บทที่ 711 ทำตัวเป็นหมูนอนกินก็พอแล้ว
ฉินเฟิงยื่นกล่องให้พลางพยักพเยิดคางขึ้นลง “ลองเปิดดูสิ”
ลู่ฮ่าวเปิดกล่องออกดูด้วยความสงสัย
เมื่อเขาเห็นโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่อยู่ข้างใน เขาก็ผงะไปเล็กน้อย
คนอื่น ๆ ก็ชะโงกหน้ามามองดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
ซุนเฉิงเห็นโทรศัพท์มือถือใหม่เอี่ยมนอนอยู่ในกล่อง จึงทำเสียงจุ๊ปากเป็นการชื่นชม
“นี่หมายความว่ายังไง?” ลู่ฮ่าวมองไปที่ฉินเฟิงอย่างสงสัย
ฉินเฟิงตอบกลับด้วยท่าทางจริงจัง “ให้ของขวัญไง พี่จะย้ายไปอยู่เมืองปักกิ่งทั้งที ไม่มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองได้ยังไง ฉันกลัวว่าถ้าฉันคิดถึงพี่แล้วจะติดต่อลำบากน่ะสิ”
คนอื่น ๆ มองไปที่ฉินเฟิงด้วยความเคารพและชื่นชมในความคิดของเขา
เพื่อนคนนี้ซื่อสัตย์จริง ๆ พอถึงคราวที่ต้องทำอะไรจริงจังก็มักจะใจป้ำเสมอ
นี่ยังแสดงให้เห็นด้วยว่าธุรกิจของฉินเฟิงทำกำไรได้มากมายแค่ไหน
“ราคาเท่าไหร่?” ลู่ฮ่าวถาม
“ไม่สำคัญหรอกว่ามันราคาเท่าไหร่ พี่เอาไปใช้เถอะ ระหว่างเรายังต้องเกรงใจกันเรื่องเงินอีกหรือ อีกอย่าง เงินที่ฉันมีก็เป็นเพราะพี่ช่วยเปิดช่องทางทำกินให้ฉันล้วน ๆ”
ฉินเฟิงหยิบโทรศัพท์ออกมาจากกล่องโดยตรง “รับไว้เถอะนะ”
กู้เจิ้งอันเป็นพ่อตาของลู่ฮ่าว เนื่องจากฉินเฟิงและลู่ฮ่าวคบหาและสนิทสนมกันเป็นพี่น้อง กู้เจิ้งอันจึงจัดสรรเสื้อผ้ามีตำหนิที่หลุดคิวซีทั้งหมดของโรงงานตัดเสื้อมาขายให้เขาในราคาถูก ทำให้เขาสามารถทำเงินได้อย่างมากมายจากการนำมันไปขายต่อให้กับคนอื่นในราคาส่ง
แม้ว่าเขาจะทำธุรกิจเกี่ยวกับการค้าปลีกและค้าส่งอย่างอื่นด้วย แต่รายได้ส่วนใหญ่ของเขาก็มาจากการขายเสื้อผ้า
ลู่ฮ่าวยืนตัวแข็งอยู่ตรงนั้นเหมือนท่อนซุง ในใจไม่อยากรับของขวัญชิ้นนี้ไว้เลย
กู้หนานจึงบอกว่า “รับไว้เถอะค่ะ อีกหน่อยคุณกับฉินเฟิงจะได้ติดต่อกันบ่อยครั้งมากขึ้น อย่าทำตัวแปลกแยกกับพี่น้องของตัวเองเลย”
ลู่ฮ่าวไม่สามารถทำใจให้ชินกับการรับของขวัญมูลค่าสูงแบบนี้
เงินเดือนในปัจจุบันของเขา คงต้องใช้เวลาเก็บเงินถึงสองปีกว่าจะซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องนี้ได้
แต่เมื่อกู้หนานออกปากพูดอย่างนั้น รวมถึงเห็นแก่ความจริงใจของฉินเฟิง เขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมรับมันไว้ ตั้งใจว่าจะจ่ายเงินคืนให้เขาทีหลัง
“ขอบคุณมากนะน้องชาย”
“ด้วยความยินดีครับ”
กู้เจิ้งอันและกู้หลันมองไปที่กลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งผลัดกันกล่าวคำอำลาด้วยสายตาอ่อนโยน
โดยเฉพาะกู้เจิ้งอัน เขาไม่รู้ว่าตัวเองควรพูดอะไรดี เมื่อเห็นว่าลูกสาวของเขาเป็นที่รักของคนรอบข้างมากแค่ไหน เขาก็ภาคภูมิใจในตัวเธอมาก
ใกล้ถึงเวลาเข้ามาทุกที ลู่ฮ่าวจับมือกู้หนานไว้ ก่อนจะหันไปอำลาทุกคนอีกครั้ง
“พวกเราต้องไปที่สถานีรถไฟแล้ว ทุกคนกลับไปทำงานของตัวเองเถอะ ไว้ถึงแล้วผมจะโทรหา”
ฉินเฟิงดูไม่เต็มใจจะแยกจากเขา “เดี๋ยวผมพาพวกพี่ไปส่งที่สถานีเอง”
ลู่ฮ่าวบอกว่า “ไม่เป็นไร เดี๋ยวพ่อตากับแม่ยายฉันไปส่งได้ นายกลับไปทำงานของตัวเองต่อเถอะ ถึงที่หมายเมื่อไหร่ฉันจะโทรหานายทันที”
“พี่ฮ่าว ตั้งใจเรียนนะ พี่คือความภูมิใจของทุกคนในบ้านเกิดของเรา”
ฉินเฟิงเริ่มตั้งตารอวันที่ลู่ฮ่าวจะกลับมาหลังจากสำเร็จการศึกษา และกลายเป็นแพทย์ชำนาญการด้านการศัลยกรรมกระดูก ถ้าลู่ฮ่าวกลับไปประจำการที่โรงพยาบาลในบ้านเกิดจะโก้แค่ไหนกันนะ
ลู่ฮ่าวตบบ่าเขา “นายก็เหมือนกันนะ”
เนื่องจากลู่ฮ่าวต้องดูแลกู้หนาน เขาจึงเก็บกระเป๋าสัมภาระติดตัวไปแค่ใบเดียว เฉินหย่าจือบอกว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องขนอะไรไปมาก เพราะตอนที่เธอไปปักกิ่งเพื่อซื้อบ้านใหม่ ในบ้านก็มีทุกอย่างพร้อมเข้าอยู่แล้ว แถมยังมีห้างสรรพสินค้าอยู่ใกล้ ๆ ดังนั้นไปซื้อของได้สบายมาก
เวิงอิ่งมองไปที่กู้หนานด้วยความอาลัยอาวรณ์ น้ำตาคลอเบ้า “หนานหน่าน คุณต้องดูแลตัวเองมาก ๆ นะ ฉันต้องคิดถึงคุณมากแน่เลย”
“ฉันก็คงคิดถึงคุณเหมือนกัน” กู้หนานมองไปที่เวิงอิ่งและฉินอวิ๋น กำชับกับพวกเธอว่า “ถ้าพวกเธอสองคนได้เดินทางไปเจอพ่อแม่สามีเมื่อไหร่ก็อย่ากังวลจนเกินไปนะ เผชิญหน้ากับพวกเขาอย่างเป็นตัวของตัวเองเข้าไว้”
ฉินอวิ๋นพยักหน้า “พี่สะใภ้ ฉันจะจำไว้ค่ะ”
หลังจากทุกคนร่ำลากันอย่างไม่เต็มใจ รถยนต์ก็ขับมาถึงสถานีรถไฟ
กู้เจิ้งอันขับรถโดยไม่พูดอะไร กู้หลันเป็นฝ่ายคอยกำชับเตือนพวกเขาถึงเรื่องต่าง ๆ
กู้หนานบอกกู้หลันด้วยรอยยิ้มว่า “แม่ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเรานะคะ แม่อย่าลืมใส่ใจและไปฝากครรภ์เป็นประจำ แต่ถ้าแม่รู้สึกไม่สบายใจ ก็สามารถไปขอคำปรึกษาจากคุณตาได้ทุกเมื่อ”
กู้หลันยิ้มและพยักหน้า “จ้ะ ฉันเข้าใจแล้ว”
เมื่อพวกเขามาถึงสถานีรถไฟ กู้เจิ้งอันก็ยื่นกระเป๋าเดินทางและกระเป๋าเป้ใบเล็กของกู้หนานให้ลู่ฮ่าวรับไปแบกไว้บนไหล่ ไม่ยอมปล่อยให้ลูกสาวแบกหรือถืออะไรด้วยตัวเอง
กู้เจิ้งอันเตือน “หนานหน่าน พ่อใส่ขนมไว้ในกระเป๋าของลูกแล้วนะ ระหว่างนั่งรถไฟถ้าหิวเมื่อไหร่ก็อย่าลืมเอาออกมากินรองท้องล่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะพ่อ”
“พ่อคะ แม่คะ พวกเราไปก่อนนะคะ”
กู้หนานเดินนำลู่ฮ่าว หันไปโบกมือลาพวกเขา
กู้เจิ้งอันมองตามแผ่นหลังของลูกสาว ก่อนจะหันกลับมาอย่างเศร้าสร้อย ดวงตาของเขาเปียกชื้น
กู้หลันมองไปด้านข้าง ไม่พูดอะไรสักคำ แค่หยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเงียบ ๆ แล้วยื่นให้เขาใช้ซับน้ำตา
หลังจากเบียดเสียดผู้คนมากมาย ในที่สุดทั้งสองก็ขึ้นไปรถไฟจนได้ เดินไปจนเจอที่นั่งในตู้นอนของตัวเอง
กู้หนานนอนเตียงชั้นล่าง ส่วนลู่ฮ่าวจองเตียงชั้นบน
“มา รีบเอนหลังพักผ่อนเถอะ” ลู่ฮ่าวรีบช่วยประคองภรรยาให้นั่งลงตรงที่นั่งด้านล่าง
เหงื่อหยดลงมาจากหน้าผากของกู้หนาน “การขึ้นรถไฟเหมือนไปออกรบเลย ฉันเหนื่อยมากจริง ๆ”
ปกติแล้วต่อให้เธอเดินซื้อของติดต่อกันหลายชั่วโมงก็ไม่ได้เหนื่อยมาก เหตุผลหลักคือภายในสถานีมีผู้โดยสารหนาแน่น เธอกำลังอุ้มท้องทำให้ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ
ไม่น่าแปลกใจเลยที่สมาชิกในครอบครัวเธอจะกังวลมากเมื่อได้ยินว่าเธอกำลังจะไปปักกิ่ง
ด้วยสภาพร่างกายในปัจจุบันของเธอ ถ้าขับรถกันไปเองคงไม่สะดวกจริง ๆ
กู้หนานเอนหลังลงบนที่นอน หลังจากที่ลู่ฮ่าวเก็บกระเป๋าสัมภาระให้เธอแล้ว เขาก็รูดซิปกระเป๋าเป้ใบเล็ก แล้วยื่นขวดนมให้เธอ “ดื่มนมสักหน่อย”
กู้หนานรับมันไป จากนั้นเอนตัวไปด้านข้างแล้วสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
ขณะที่ลู่ฮ่าวกำลังจะรูดซิปปิด จู่ ๆ เขาก็เห็นซองหนังวัวในกระเป๋า เขียนชื่อกู้หนานไว้บนนั้น จึงหยิบมันขึ้นมาดูและถามว่า “นี่คืออะไรหรือ?”
กู้หนานที่กำลังดื่มนมชะเง้อคอมองดูหลังจากได้ยินคำถาม
เมื่อเห็นชื่อของเธอบนซองหนังวัว ก็ถามด้วยความสงสัยเช่นกัน “ใครเขียนจดหมายถึงฉันกันนะ?”
ลู่ฮ่าวบอกว่า “มันมีน้ำหนักประมาณหนึ่ง ดูไม่เหมือนจดหมายธรรมดาเลย”
“ไหนลองหยิบออกมาดูหน่อยสิคะ”
ลู่ฮ่าวรู้สึกโดยสัญชาตญาณว่าควรมีเงินอยู่ในนั้นปึกใหญ่ แต่ตอนนี้ภายในตู้นอนเต็มไปด้วยคนแปลกหน้า ดังนั้นเขาจึงเก็บซองกลับเข้าไปในกระเป๋าตามเดิม “คงเป็นแค่จดหมายธรรมดานั่นแหละ ไว้ค่อยอ่านตอนกลับถึงบ้านก็แล้วกัน”
“ดีเหมือนกัน”
กู้หนานนอนลงอีกครั้งหลังจากดื่มนมหมดแล้ว
จากหลันเฉิงไปปักกิ่ง ใช้เวลาร่วมสิบห้าชั่วโมงโดยรถไฟสีเขียว*[1]
ขณะนี้เพิ่งจะสิบเอ็ดโมงเท่านั้น กว่าจะไปถึงปักกิ่งก็น่าจะพรุ่งนี้ตอนเช้าพอดี
ลู่ฮ่าวใช้โทรศัพท์ของกู้หนานโทรหาเฉินหย่าจือ บอกพวกเขาเพื่อประมาณเวลาที่ตัวเองจะไปถึงสถานีปลายทาง
กู้หนานหลับไปแล้ว แต่ลู่ฮ่าวไม่ได้ปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นบนของตัวเอง เขานั่งอยู่ตรงข้ามเธอและอ่านหนังสือไปพลาง ๆ
พอถึงช่วงเที่ยงก็ซื้อข้าวกล่องเป็นอาหารมื้อกลางวัน
ทุกอย่างในรถเป็นไปอย่างปกติ โชคดีที่ไม่เจอผู้โดยสารไร้เหตุผล รถไฟตู้นอนค่อนข้างปลอดภัย โจรล้วงกระเป๋าส่วนใหญ่มักจะแฝงตัวอยู่ในโบกี้ที่เป็นที่นั่งเบาะแข็งปกติ แต่ลู่ฮ่าวก็ยังระมัดระวังตัวมาก นั่งเฝ้าภรรยาและอ่านหนังสือตลอดเวลา
เขาไม่กลัวว่ากระเป๋าสัมภาระจะถูกขโมย แต่เขากังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของภรรยาตัวเองมากกว่า กลัวว่าถ้าตัวเองเผลอหลับ กู้หนานอาจรู้สึกไม่สบายตัวขึ้นมา และอาจมีบางอย่างเกิดขึ้นกับเธอ
จนกระทั่งเวลาผ่านไปถึงตีสองครึ่ง ลู่ฮ่าวก็วางหนังสือในมือลง แล้วเขย่าตัวกู้หนานเบา ๆ ให้ตื่นขึ้น “ใกล้ถึงปลายทางแล้ว ตื่นมานั่งพักสักหน่อยเถอะ”
กู้หนานขยี้ตาที่ยังเต็มไปด้วยความง่วงงุน มองไปที่ชายหนุ่มซึ่งยังคงนั่งหลังตรงอยู่ข้างที่นอนของเธอ “คุณไม่ได้นอนทั้งคืนเลยหรือคะ ปกติตอนอยู่บ้านฉันไม่ค่อยหลับลึกแบบนี้นะ แต่พอฉันขึ้นรถแล้วได้กลิ่นแปลก ๆ ก็เลยอยากนอนให้กลิ่นเจือจางไปบ้าง”
กลิ่นภายในรถค่อนข้างแย่ ถ้าไม่หลับคงต้องลุกไปอาเจียนแน่ ๆ
“ฉันไม่ง่วง อีกครึ่งชั่วโมงพอถึงที่นั่นแล้วค่อยกลับไปนอนก็ได้”
ลู่ฮ่าวช่วยพยุงให้เธอลุกขึ้นนั่ง “ถ้ารถจอดเทียบที่สถานีปลายทางแล้ว อย่ารีบร้อนลงจากรถนะ ค่อยลงจากรถไฟหลังจากที่ทุกคนทยอยลงไปแล้ว หลีกเลี่ยงความแออัดดีกว่า”
“ค่ะ”
กู้หนานซึ่งนอนหลับอย่างเต็มอิ่มนั่งพิงไหล่ของลู่ฮ่าวอย่างมีความสุข ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้ม “พี่ฮ่าว ฉันโชคดีจริง ๆ ที่มีคุณเป็นเพื่อนร่วมทาง มีคุณอยู่แล้วฉันสามารถนอนหลับบนรถไฟได้อย่างสบายใจ”
ชาติที่แล้วเธอมักจะเดินทางไปไหนมาไหนอยู่บ่อยครั้ง ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการขึ้นรถไฟได้ ครั้งหนึ่งเธอเหนื่อยมากจนผล็อยหลับไปทันทีที่ขึ้นรถไฟ พอตื่นขึ้นมา กระเป๋าเดินทางก็หายไปแล้ว
ลู่ฮ่าวหยิบหวีเล็กออกมาจากกระเป๋าเพื่อจัดระเบียบเส้นผมให้เธอ “ฉันเป็นสามีผู้พิทักษ์ของเธอ มีฉันอยู่เคียงข้าง เธอไม่จำเป็นต้องกังวลอันตรายใด ๆ ทั้งนั้น แค่ทำตัวเป็นหมูนอนกินก็พอแล้ว”
กู้หนานรู้สึกขนลุกพรึ่บไปทั้งตัว ลุกขึ้นนั่งตัวตรงทันที มองลู่ฮ่าวด้วยสายตาแปลก ๆ แล้วถามว่า “ให้ตายสิ คุณไปจำคำพวกนี้มาจากไหนกัน?”
“นี่ไง” ลู่ฮ่าวหยิบนิตยสารขึ้นมาโบกอย่างลวก ๆ
[1] รถไฟสีเขียว ตั้งชื่อตามลักษณะภายนอกของรถไฟ สำหรับคนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ห่างไกล รถไฟแบบดั้งเดิมขบวนนี้เป็นเส้นทางเดียวที่พาพวกเขาออกไปสู่โลกภายนอก