เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 705 ความสามัคคีของพี่น้อง
บทที่ 705 ความสามัคคีของพี่น้อง
ผู้เฒ่าลู่นึกย้อนถึงการเปลี่ยนแปลงภายในครอบครัวหลังกู้หนานแต่งงานกับลู่ฮ่าว เขาก็รู้สึกขอบคุณกู้หนานมากจากก้นบึ้งของหัวใจ
กู้หนานได้ยินคำพูดที่อบอุ่นเหล่านั้น ดวงตาของเธอก็พร่ามัวด้วยหยดน้ำตา
เธอใช้ตะเกียบคีบอาหารในจานให้ผู้เฒ่าลู่แล้วพูดว่า “คุณปู่ คุณเมตตาฉันเหลือเกินค่ะ”
“แน่นอนสิ เธอคือหลานสาวของฉันเชียวนะ”
“แล้วผมล่ะครับ?” ในที่สุดลู่ฮ่าวก็ถามขึ้นมาเงียบ ๆ
ผู้เฒ่าลู่หันไปมองเขาตรง ๆ “แกมีความดีความชอบอะไรล่ะ”
ลู่ฮ่าวแกล้งแสดงสีหน้าเจ็บปวด มองไปที่ผู้คนรอบโต๊ะอาหารเย็น ก่อนจะยกไหล่อย่างช่วยไม่ได้ “ดูสิครับ เดี๋ยวนี้คุณปู่เขาปฏิบัติกับผมแบบนี้”
สวี่เจิงทำหน้าเหมือนเจอคนร่วมชะตากรรม รีบตอบเขาว่า “พี่ชาย ตอนผมอยู่ที่บ้านเกิด ผมก็ถูกปฏิบัติแบบนี้เหมือนกันเลย คุณปู่เอาแต่ปกป้องผิงผิงอยู่เรื่อย”
“พวกแกควรทำดีต่อภรรยาของตัวเองให้มากกว่านี้ เข้าใจหรือเปล่า? ผู้หญิงมีช่วงชีวิตที่ทุกข์ยากลำบากกว่าผู้ชายอย่างเรา ๆ มาก”
เมื่อผู้เฒ่าลู่พูดแบบนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคุณย่าของลู่ฮ่าว
ผู้หญิงเท้าเล็กคนนั้นไม่มีโอกาสได้สัมผัสความสุขไปพร้อมกับเขาตลอดชั่วชีวิต
เขาสามารถตามทันยุคสมัยใหม่ และมีชีวิตที่ดีในบั้นปลาย แต่ชีวิตของผู้หญิงที่กำเนิดลูกให้กับเขา จะคงอยู่ในฤดูหนาวอันแสนหนาวเหน็บไปตลอดกาล
ทั้งลู่ฮ่าวและสวี่เจิงพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “คุณปู่ ไม่ต้องกังวล เราจะปฏิบัติต่อภรรยาของเราอย่างดี”
เจียงจื้อกังมองไปที่หวังชุ่ยผิง ตอบรับด้วยเช่นกัน “คุณปู่ลู่ ผมจะปฏิบัติต่อชุ่ยผิงเป็นอย่างดีครับ”
เถี่ยตันเห็นว่าบรรดาผู้ใหญ่แสดงความคิดเห็นกันครบแล้ว ในฐานะที่เขาเป็นผู้ชายเหมือนกันย่อมไม่ยอมอ่อนข้อ “คุณปู่ เมื่อผมโตขึ้น ผมจะทำดีกับภรรยาในอนาคตของผมให้มาก ๆ”
คำพูดของเถี่ยตันทำให้ทุกคนหัวเราะอีกครั้ง
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ผู้เฒ่าลู่ยืนยันว่าจะกลับไปพักผ่อนที่ตึกพักบุคลากร เจียงจื้อกังจึงแยกย้ายขี่จักรยานพาหวังชุ่ยผิงและเถี่ยตันกลับไปที่บ้านเช่าในซอย
ลู่ฮ่าวขับรถพาพวกเขาไปที่นั่น แล้วพาพวกเขาขึ้นไปชั้นบน
ห้องที่เคยเป็นของหวังชุ่ยผิงมีผู้เช่ารายใหม่เข้ามาอยู่แล้ว เมื่อผู้เฒ่าลู่เดินมาหยุดยืนอยู่หน้าประตู เขาก็มองไปที่ประตูฝั่งตรงข้ามแล้วก็ถอนหายใจ “เฮ้อ เมื่อก่อนสมัยอยู่ที่นี่ก็ดีอยู่หรอก ตอนนี้คงไม่มีโอกาสได้กลับมาอยู่อีกแล้ว”
ลู่ฮ่าวพูดยิ้ม ๆ “คุณปู่ ก่อนหน้านี้ปู่เคยบอกว่าไม่ชอบอาคารที่มีผู้คนพลุกพล่านไม่ใช่หรือครับ?”
ผู้เฒ่าลู่แก้ไข “ถึงมันจะแออัดไปหน่อย แต่ก็อบอุ่นดี”
พวกเขาเคยทานอาหารกับหวังชุ่ยผิงและลูกชายของเธอเป็นประจำ ทุกเช้าเมื่อพวกเขาเปิดประตูห้อง จะได้ยินเสียงหวังชุ่ยผิงทักทายเสมอ
ตอนนี้ไม่มีภาพเหล่านั้นอีกแล้ว ผู้เช่าใหม่เป็นใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก
ลู่ฮ่าวเปิดประตูเข้าไปในห้อง จากนั้นก็เปิดไฟ
นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่เจิงได้มาที่นี่ หลังจากเข้าไปในห้อง เขาก็หันมองไปรอบ ๆ และถามลู่ฮ่าวด้วยความสงสัยว่า “พี่ชาย โรงพยาบาลจัดสรรบ้านหลังนี้ให้พี่ด้วยหรือ?”
ลู่ฮ่าวตอบว่า “ใช่ ไม่สิ ตอนนี้เราจ่ายเงินซื้อไว้เรียบร้อย หมายความว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอยู่ในมือเราแล้ว”
ผู้เฒาลู่พูดเสริมว่า “ทางโรงพยาบาลไม่ได้มอบบ้านหลังนี้ให้พี่ชายของแกโดยเปล่าประโยชน์ แต่เขาได้มาเพราะครั้งหนึ่งเคยเอาครึ่งหนึ่งของชีวิตเข้าแลก แกอาจไม่รู้เรื่องที่เคยเกิดขึ้นอดีต พี่แกช่วยชีวิตหัวหน้าแผนกจนเกือบถูกคนไข้ฟันมือขาด ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สะใภ้ละก็ ชีวิตนี้เขาอาจไม่ได้ทำงานบนโต๊ะผ่าตัดอีกแล้วก็ได้”
ถ้าไม่ใช่เพราะมีดเล่มนั้น ลู่ฮ่าวก็ไม่มีทางได้รับการจัดสรรห้องนี้โดยง่าย
ทุกครั้งที่ผู้เฒ่าลู่คิดว่าบ้านของเขาในเมืองหลังนี้ ได้มาเพราะหลานชายเอาชีวิตไปเสี่ยงกับมีดเล่มเดียว เขาก็รู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งไป
โชคดีที่ตอนนี้มือของลู่ฮ่าวหายดีจนสามารถทำงานที่เตียงผ่าตัดได้อีกครั้ง
สวี่เจิงรู้สึกสะเทือนใจเมื่อได้ยินคุณปู่พูดถึงการกระทำที่กล้าหาญของลู่ฮ่าว
เขาน่ะหรือจะไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้?
ในเวลานั้น แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลู่ฮ่าวจะมีช่องว่าง แต่เขาไม่ได้หูหนวก เคยได้ยินวีรกรรมเกี่ยวกับอีกฝ่ายมาบ้าง
ผู้ชายคนนี้ยอมสูญเสียใบหน้าเพื่อช่วยชีวิตคน ตอนนั้นเขายังรู้สึกสมน้ำหน้า คิดว่าอีกฝ่ายเอาชีวิตไปเสี่ยงไม่เข้าเรื่อง
แต่แท้จริงแล้ว ในใจเขากลับรู้สึกชื่นชมในความเสียสละของลู่ฮ่าวมาก
เพียงแต่เขาพยายามไม่ยอมรับมันเท่านั้น
“อย่าพูดถึงเรื่องในอดีตอีกเลย” เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าลู่เริ่มกลับมาทำหน้าเศร้าอีกครั้ง ลู่ฮ่าวจึงรีบขัดจังหวะเขา
หลังจากนั้นก็พูดกับทุกคนว่า
“เราทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยแล้ว คุณปู่ ปู่ควรเข้านอนแต่หัววันนะครับ ผมต้องลงไปแล้ว ตอนนี้หนานหน่านรอผมอยู่ในรถ ไว้พรุ่งนี้เช้าเราค่อยออกไปกินข้าวด้วยกัน”
“พรุ่งนี้พวกเราก็กลับกันแล้ว แกตั้งใจทำงานของตัวเองไปเถอะ ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรา” ตอนนี้เป็นผู้เฒ่าลู่เสียเองที่เป็นกังวลเรื่องธุระทั้งสองทาง
ตอนเขาอยู่ที่บ้านเกิด เขาเอาแต่คิดถึงหลานชาย หลานสะใภ้ และเหลนที่ยังไม่คลอดของเขา พอได้เข้ามาในเมืองจริง ๆ ก็อดกังวลเกี่ยวกับโรงงานในบ้านเกิดของตัวเองไม่ได้
กลัวว่าฟางกั๋วผิงที่อยู่คนเดียวจะแบกรับงานหลายส่วนเกินไป จนมีบางอย่างผิดพลาด
ลู่ฮ่าวบอกว่า “พรุ่งนี้ยังไม่ต้องรีบกลับหรอกครับ อยู่ต่ออีกสองวันแล้วค่อยกลับเถอะ พรุ่งนี้ถือโอกาสพักผ่อนซะหน่อย ออกไปเดินเล่นกัน”
“โรงงานของเราขาดคนนานไม่ได้น่ะสิ”
“ที่นั่นมีอาเขยคอยดูแลอยู่ทั้งคน คนงานก็ทำงานของตัวเองกันตามปกติ โรงงานเปิดทำการแบบเดิม ๆ ทุกวัน ปู่ไม่จำเป็นต้องไปเฝ้ามันทั้งวันก็ได้”
ลู่ฮ่าวเหลือบมองไปที่สวี่เจิงและเจียงผิง แล้วพูดว่า “แถมนี่ยังเป็นครั้งแรกที่สวี่เจิงกับภรรยาของเขามาที่หลันเฉิง ไว้เราค่อยคุยเรื่องเดินทางกลับกันอีกสามวันให้หลังก็ได้”
พอลู่ฮ่าวพูดแบบนี้ ผู้เฒ่าลู่ก็ยอมประนีประนอมทันที “ได้ พรุ่งนี้ฉันจะพาผิงผิงไปเที่ยวรอบเมืองก่อนแล้วค่อยกลับ”
“งั้นผมไปก่อนนะครับ แล้วจะแวะมาที่นี่ทันทีหลังตื่นนอนตอนเช้า”
ลู่ฮ่าวลงไปชั้นล่าง กู้หนานยังคงนั่งรออยู่ในรถ ลู่ฮ่าวเปิดประตูรถพลางฮัมเพลงไปด้วย เมื่อเห็นภรรยาก็ถามด้วยรอยยิ้ม “รอนานไหม?”
“ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้รีบร้อนอะไร” กู้หนานได้ยินเขาฮัมเพลง มุมปากก็กระตุกเล็กน้อย “นึกครึ้มอะไรถึงร้องเพลงล่ะ?”
ลู่ฮ่าวตอบด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “วันนี้ฉันอารมณ์ดี”
ปมในใจของเขาคลายออกแล้ว อารมณ์ของเขาจึงเต็มไปด้วยความสดใส ทั้งยังโล่งใจมากด้วย
เมื่อเห็นว่าปู่ของเขาเข้ากับสวี่เจิงและคนอื่น ๆ ได้ดีแค่ไหน เขาก็รู้สึกสบายใจแล้ว
กู้หนานพูดว่า “คุณว่าอารมณ์ดีแล้ว คุณปู่จะอารมณ์ดีกว่าคุณแค่ไหน ไม่เห็นหรือว่าคืนนี้เขามีความสุขยังไงบ้าง พอเขาเห็นพวกคุณสองคนดื่มให้กันและกัน คุณปู่แทบจะร้องไห้อยู่แล้ว”
ลู่ฮ่าวนั่งอยู่ตรงตำแหน่งคนขับ เอนหลังเบาะเก้าอี้ จากนั้นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ “เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้เขาหัวเราะมากขึ้น ไม่ต้องร้องไห้อีก”
เมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีอาชีพการงานที่ดี พวกเขาก็จะหลุดพ้นจากความยากจน ในอนาคตลูกหลานควรอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ไม่ทำให้ผู้อาวุโสต้องเป็นกังวล
ทันทีที่พวกเขาตื่นนอนในเช้าวันรุ่งขึ้น ผู้เฒ่าลู่ก็พาสวี่เจิงและเจียงผิงมาหาถึงบ้าน
หลังกินอาหารเช้าเสร็จ ผู้เฒ่าลู่ก็ชวนทุกคนไปเดินซื้อของในห้าง
คำเชิญชวนของชายชรา ทำให้ทั้งลู่ฮ่าวและกู้หนานประหลาดใจเล็กน้อย ทั้งสองมองไปที่อีกฝ่ายด้วยสีหน้าแปลกใจ
กู้หนานเคยชวนเขานับครั้งไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ เธอต้องการพาคุณปู่ไปที่ห้างสรรพสินค้า เพื่อซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้กับเขาและคนอื่น ๆ แต่คุณปู่ปฏิเสธท่าเดียว อ้างว่าไม่อยากได้ เขาบอกว่าของแบบเดียวกันพอวางขายตามแผงลอยจะถูกแสนถูก แต่เมื่อขายอยู่บนห้างจะมีราคาสูงเสียดฟ้า ทำให้เขาไม่อยากโดนเอาเปรียบ
เสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ กู้หนานก็เป็นคนเลือกซื้อให้โดยกะขนาดตัวคร่าว ๆ
พอมาวันนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ชายชราจะสนใจ ถึงแม้กู้หนานจะไม่รู้ว่าทำไมคุณปู่ถึงดูกระตือรือร้นว่าอยากไปเดินห้างสรรพสินค้า แต่เธอก็รีบตอบตกลงด้วยความยินดี
ทั้งครอบครัวไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้ากั๋วฟาง
ขณะที่กำลังลงจากรถ ผู้เฒ่าลู่มองไปที่กู้หนาน แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า “หนานหน่าน เธอพอจะเดินได้หรือเปล่า? หรือเธอนั่งรออยู่ด้านล่าง แล้วฉันค่อยไปกับผิงผิงและคนอื่น ๆ กันเอง”
กู้หนานตอบกลับว่า “คุณปู่ ยิ่งเดินเยอะยิ่งดีต่อสุขภาพของผู้หญิงตั้งครรภ์ค่ะ ไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้าฉันเหนื่อยเมื่อไหร่จะหาที่นั่งพักทันทีค่ะ”
การออกกำลังกายมากขึ้นจะช่วยลดความทรมานตอนคลอดบุตรได้
“เอาละ ถ้าอย่างนั้นเราไปซื้อของกันเถอะ”
หลังจากเข้าไปในห้างสรรพสินค้าแล้ว ผู้เฒ่าลู่ก็ถามทางจากพนักงานขายในห้างไปตลอดทาง แล้วตรงดิ่งไปยังแผนกสินค้าสำหรับแม่และเด็ก
เมื่อเห็นแบบนี้ กู้หนาน ลู่ฮ่าว และคนอื่น ๆ ก็เข้าใจเหตุผลที่คุณปู่ชวนทุกคนมาเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าในวันนี้