เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 704 ถึงจบมัธยมต้นก็เป็นเจ้านายคนได้
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 704 ถึงจบมัธยมต้นก็เป็นเจ้านายคนได้
ตอนที่ 704 ถึงจบมัธยมต้นก็เป็นเจ้านายคนได้
เมื่อได้ยินกู้หนานบอกว่าเธอเคยกลัวทั้งคู่จะมาขอเลื่อนตำแหน่งหลังบ้าน หวังชุ่ยผิงก็ยืนยันทันทีว่า “ไม่หรอก จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นแน่”
“หนานหน่าน เธอช่วยไปบอกหัวหน้าแผนกในโรงงานด้วยสิ ว่าเขาอย่าเอาแต่เซ้าซี้เราสองคนเกินไป เขาชอบแวะมาถามอยู่เรื่อยว่าเราสนใจขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกไหม เพราะเราไม่ต้องการจริง ๆ”
หวังชุ่ยผิงแสดงสีหน้าเป็นทุกข์ บางทีการมีญาติเป็นเจ้านายก็นำพามาซึ่งความน่ารำคาญในบางครั้ง
เธอแค่อยากทำงานอยู่กับจักรเย็บผ้าอย่างสบายใจ เย็บผ้าแข่งกับเวลา ไม่ต้องใช้สมองให้สิ้นเปลืองกับงานประจำ แถมบางครั้งยังสามารถเล่าเรื่องตลกหรือซุบซิบกับคนงานข้าง ๆ ได้ แต่ละวันจึงผ่านไปอย่างมีความสุข
รองหัวหน้าฝ่ายบริหารในโรงงานกลับยืนยันจะผลักดันเธอขึ้นเป็นหัวหน้าแผนกให้ได้ แต่เธอปฏิเสธไปแล้วหลายครั้ง แต่เขาก็ยังมาถามอีกเมื่อวานนี้
เธอเบื่อหน่ายแทบตาย
เงินเดือนของหัวหน้าแผนกมากกว่าเงินเดือนของพนักงานทั่วไปหลายสิบหยวน ทุก ๆ วันต้องเดินมาตำหนิใครต่อใครด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ไม่อนุญาตให้ทุกคนพูดคุยกันระหว่างทำงาน
ถ้าทำอะไรผิดพลาด หัวหน้าแผนกจะถูกผู้จัดการโรงงานเรียกพบโดยตรง
ถ้าเธอเป็นหัวหน้าแผนกจริง ๆ เธอคงทำงานที่เต็มไปด้วยแรงกดดันขนาดนั้นไม่ได้
เจียงจื้อกังเองก็เปิดเผยปัญหาที่ตัวเองพบเจอด้วยว่า “ใช่ หนานหน่าน ฉันไม่อยากถูกโยกย้ายไปประจำอยู่ที่แผนกตรวจสอบคุณภาพเหมือนกัน ฉันคิดว่าตอนนี้ตัวเองทำงานในแผนกบรรจุภัณฑ์ได้ดีแล้ว เสร็จงานยังแวบไปหาชุ่ยผิงได้ มันไม่ใช่งานหนักหนาอะไร ไม่ต้องย้ายแผนกหรอก”
ว่ากันว่าแผนกตรวจสอบคุณภาพเป็นงานที่หนักพอสมควร เจียงจื้อกังจึงไม่อยากย้ายแผนก เขาแค่อยากทำงานในส่วนของตัวเองให้ดี
แผนกตรวจสอบคุณภาพต้องรับมือกับคนจากหลาย ๆ แผนก บางทีอาจสร้างความขุ่นเคือง ซึ่งเขาไม่อยากทำแบบนั้น
กู้หนานพูดไม่ออกเมื่อเธอได้ยินพวกเขาบ่นอุบ “พวกพี่สองคนเป็นญาติที่แสนดีของฉันจริง ๆ”
มีกี่คนที่ต้องการอาศัยความสัมพันธ์กับพวกเขา ใช้ประโยชน์ในฐานะเจ้านายของญาติมิตรเพื่อใช้อภิสิทธิ์ทุกรูปแบบ และมองหาโอกาสที่จะปีนป่ายขึ้นไป
สองคนนี้กลับไม่ต้องการ พวกเขามีโอกาสแล้วแท้ ๆ แต่กลับปฏิเสธที่จะเลื่อนขั้น
เธอมองว่าพวกเขาต่างก็มีศักยภาพเพียงพอในการเป็นผู้นำ เพียงแต่พวกเขาไม่เคยเรียกร้องความก้าวหน้า
ตอนนี้อัตราค่าจ้างของพนักงานทั่วไปก็ไม่ได้แย่อะไร ในเมื่อพวกเขาพึงพอใจกับตำแหน่งที่ตัวเองเป็นอยู่ เธอก็ควรเคารพความปรารถนาของพวกเขา
“ไม่ต้องห่วงนะ ฉันจะบอกคนในโรงงานให้เอง”
รองหัวหน้าในโรงงานคอยเอาใจใส่ญาติของเธอขนาดนี้ คงทำไปเพียงเพราะอยากจะประจบประแจงเธอเท่านั้น
บางทีหวังชุ่ยผิงและเจียงจื้อกังอาจต้องการหลีกเลี่ยงการทำให้เธอตกเป็นขี้ปากของคนอื่น จึงไม่ต้องการสร้างแบบอย่างที่ไม่ดีให้กับทุกคน
ผู้เฒ่าลู่นึกชื่นชมพฤติกรรมของเจียงจื้อกัง เขากล่าวว่า
“จื้อกัง ชุ่ยผิง เธอทั้งสองคนเป็นคนดีจริง ๆ รู้จักหลีกเลี่ยงข้อกังขาของคนอื่น ไม่สร้างปัญหาให้กับหนานหน่าน พวกเธอทั้งคู่มีจิตสำนึกดีจริง ๆ”
“คุณปู่ลู่ เหตุผลหลัก ๆ เลยคือเราไม่มีความสามารถขนาดนั้น สมัยสอบเข้ามัธยมต้น ฉันพยายามอย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาตัวเอง แต่สมองกลับทรยศความตั้งใจ ฉันอ่านหนังสือได้ไม่แตกฉานด้วยซ้ำ จำชื่อจริงของพนักงานคนอื่น ๆ ไม่ได้ด้วย ฮ่าฮ่า”
ตอนท้ายประโยคคำพูดของหวังชุ่ยผิงเป็นการพูดติดตลกเกี่ยวกับตัวเอง
พอเธอหัวเราะร่า คนอื่น ๆ ก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
บรรยากาศที่โต๊ะอาหารมื้อเย็นผ่อนคลายและสนิทกลมกลืนกันมาก
จากนั้น หวังชุ่ยผิงฉวยโอกาสสั่งสอนเถี่ยตันอีกครั้ง “ลูกเอ๋ย เห็นไหมว่าแม่กับจื้อกังลำบากแค่ไหนเพราะไม่ได้รับการศึกษาที่เพียงพอ ถ้าต้องพึ่งพาน้าหนาน ตอนนี้เราสองคนอาจกลายเป็นหัวหน้าแผนกไปแล้ว ช่างน่าเสียดายจริง ๆ ลูกเห็นแบบนี้แล้วจะต้องตั้งใจเรียนให้มาก ยิ่งเรียนสูงแค่ไหนก็ยิ่งคว้าโอกาสได้มากเท่านั้น”
เถี่ยตันรับฟังคำพูดของหวังชุ่ยผิง จากนั้นเขาก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ผมเข้าใจแล้วครับแม่ ผมจะเรียนหนังสือให้มาก เมื่อผมโตขึ้นจะทำให้ตัวเองกลายเป็นหัวหน้าแผนกในโรงงานให้ได้ แล้วผมจะดูแลแม่เอง แม่เคยบอกว่าหัวหน้าของแม่เขาดุมาก แถมยังไม่ยอมให้แม่คุยกับเพื่อนไม่ใช่หรือ? ถ้าผมได้เป็นหัวหน้าเมื่อไหร่ ผมจะอนุญาตให้แม่คุยกับเพื่อนได้”
เมื่อทุกคนได้ยินแบบนั้นก็พากันหัวเราะอีกครั้ง
หวังชุ่ยผิงเคาะหัวเขาเบา ๆ
“เจ้าลูกคนนี้นี่ แม่สอนให้ตั้งใจเรียนสูง ๆ เพื่อความก้าวหน้า แต่ลูกอยากโตไปเป็นหัวหน้าพวกเราเนี่ยนะ?”
กู้หนานยกนิ้วให้เถี่ยตัน “เถี่ยตัน คิดดีมาก ตั้งใจเรียนเข้าไว้”
หัวหน้าแผนกในโรงงานถือเป็นผู้นำระดับกลาง ในอนาคตโรงงานอาจมีแผนจะขยายกิจการไปอีก การดำรงตำแหน่งหัวหน้าจะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป อย่างน้อยต้องมีวุฒิการศึกษาและมีคุณสมบัติเพียงพอ
“มาเถอะ กินข้าวกัน”
กู้หนานใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาให้เจียงผิง “ผิงผิง เธอสั่งเมนูนี้มาไม่ใช่หรือ กินเยอะ ๆ ล่ะ”
ทุกคนสนทนากันอย่างเป็นกันเอง พูดคุยสลับกับรับประทานอาหารไปพร้อม ๆ กัน สวี่เจิงและเจียงผิงค่อนข้างเกร็งเล็กน้อย ส่วนผู้เฒ่าลู่ยังดูเศร้าใจอยู่
กระทั่งผ่านไปสักพัก การสนทนาบนโต๊ะอาหารก็เริ่มเป็นไปด้วยดี ทำให้ระยะห่างระหว่างทุกคนแคบลง
เมื่อทุกคนอารมณ์ดี อาหารหลายจานบนโต๊ะก็น่าดึงดูดให้ลิ้มลองยิ่งขึ้น
สวี่เจิงและเจียงจื้อกังเริ่มแทะขาหมูโดยไม่คำนึงถึงภาพลักษณ์ตัวเองอีก
กู้หนานกินเนื้อสัตว์ได้ไม่มากนัก เธอจึงรับผิดชอบในการเคลื่อนย้ายจานอาหารไปอยู่ตรงหน้าทุกคน “วันนี้เราต้องจัดการทุกอย่างบนโต๊ะให้เกลี้ยง อย่าปล่อยให้อาหารสูญเปล่า”
ผู้เฒ่าลู่มองดูชายหนุ่มและหญิงสาวที่กำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความรัก “ค่อย ๆ กิน ไม่ต้องรีบร้อน หาได้ยากที่พวกเราจะมีโอกาสได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า”
ผู้เฒ่าลู่ฟันไม่ค่อยแข็งแรงนัก ไม่สามารถเคี้ยวเอ็นหรือกระดูกได้ จึงเชื่อฟังลู่ฮ่าว พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มันเยิ้มจนเกินไป
เขาคีบเนื้อปลาและผักต่าง ๆ มากินเป็นระยะ เมื่อมองไปยังพี่ชายและพี่สะใภ้ของกู้หนาน แล้วเลื่อนสายตาไปมองน้องชายและน้องสะใภ้ของลู่ฮ่าว สีหน้าของชายชราก็เต็มไปด้วยความสุข
เขารู้สึกว่าในช่วงหลายปีมานี้ วันนี้ถือเป็นวันที่มีความสุขที่สุดและน่าปลื้มใจมากที่สุดแล้ว
ชายชรามองเห็นความหวังในตัวคนหนุ่มสาวทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้า
ว่ากันว่าครอบครัวหรือองค์กรในมือของคนรุ่นหลัง จะเจริญรุ่งเรืองขึ้นได้ก็ต่อเมื่อพวกเขาสามารถทำงานร่วมกันด้วยความปรองดอง ความสามัคคีเท่านั้นจึงจะนำพาครอบครัวให้ก้าวหน้าได้
แม้ว่าลูกชายของเขาจะหย่ากับสวี่อวี้ฉินไปแล้ว ถึงอย่างนั้นช่องว่างทางความสัมพันธ์ระหว่างหลาน ๆ ก็ไม่ได้เหินห่าง
เช่นเดียวกันกับกู้หนาน แม้เธอจะตัดขาดกับครอบครัวบุญธรรมของตัวเองไปแล้ว แต่เจียงจื้อกังก็ยังมองว่าเธอเป็นน้องสาวของเขาเสมอ ส่วนเธอก็ห่วงใยเจียงจื้อกังแม้เขาจะเป็นพี่ชายที่ไม่ได้ผูกพันกันทางสายเลือด
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาค่อนข้างพิเศษมาก
แต่การทำให้ความสัมพันธ์แบบนี้มั่นคง จะต้องมีความจริงใจเป็นที่ตั้ง
ในอนาคต พวกเขาจะสามารถพึ่งพากันและกันให้ก้าวไปข้างหน้าได้ แม้ว่าผู้เฒ่าลู่ซึ่งเป็นไม้ใกล้ฝั่งจะลาจากโลกนี้ไปในสักวันหนึ่ง เขาก็ตายตาหลับด้วยความวางใจ
เมื่อก่อน สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือลู่ฮ่าวกับสวี่เจิงอาจไม่ลงรอยกัน จนพี่น้องกลายเป็นศัตรู
หลังจากสวี่เจิงแทะขาหมูจนหนำใจแล้ว เขาก็หยิบกระดาษมาเช็ดมือ แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็นมันยิ่งเหนียวเหนอะหนะเข้าไปใหญ่ แถมเศษกระดาษยังติดมือไปทั่ว เขาจึงขอตัวไปห้องน้ำเพื่อล้างมือ
หลังจากล้างมือเสร็จแล้ว เขาก็กลับมานั่งลง ถามลู่ฮ่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ชาย พี่สะใภ้จะมีหลานชายหรือหลานสาวให้พวกเราหรือ?”
“หลานสาว” ลู่ฮ่าวตอบ
ดวงตาของผู้เฒ่าลู่เป็นประกาย ถามว่า “ไปตรวจเพศมาแล้วหรือ?”
ลู่ฮ่าวส่ายหน้า “ไม่ได้ตรวจครับ ผมแค่คาดหวังว่าเด็กในท้องของหนานหน่านจะเป็นเหลนสาวของปู่”
ผู้เฒ่าลู่กลอกตาให้กับความคาดหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของลู่ฮ่าว
คาดหวังงั้นหรือ? แล้วถ้าไม่สมความปรารถนาจะทำยังไง?
“คุณปู่ คุณอยากได้เหลนชายหรือเหลนสาวมากกว่ากันคะ?” กู้หนานมองไปที่ผู้เฒ่าลู่แล้วถามหยั่งเชิง
“เพศไหนก็ได้ทั้งนั้น ขอแค่แม่ปลอดภัยและสุขภาพแข็งแรงก็พอแล้ว”
ผู้เฒ่าลู่มองไปที่กู้หนาน ก่อนจะถอนหายใจด้วยความห่วงใย “หนานหน่านยังอายุน้อย ยังไม่ทันไรก็ใกล้จะคลอดลูกแล้ว”
กู้หนานหัวเราะ “คุณปู่ ฉันนึกว่าคุณรีบร้อนอยากอุ้มเหลนไว ๆ ซะอีก ทำไมจู่ ๆ ถึงถอนหายใจอย่างนั้นล่ะคะ”
“เด็กโง่เอ๋ย ฉันตั้งหน้าตั้งตารอเหลนของฉันก็จริง แต่ฉันก็เป็นห่วงเธอมากเหมือนกัน กลัวเหลือเกินว่าเธอจะเจ็บไข้ได้ป่วย”
“เธอเป็นดาวนำโชคของครอบครัวเรา ถ้าขาดเธอไปสักคน ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าครอบครัวของเราจะดำเนินไปในทิศทางไหน”
หากไม่มีกู้หนาน ป่านนี้ใบหน้าของลู่ฮ่าวอาจทิ้งรอยแผลเป็น อาการบาดเจ็บที่แขนของเขาอาจยังไม่ฟื้นตัว
ความจริงเกี่ยวกับการตายของพ่อสวี่เจิงอาจไม่ถูกเปิดเผย
สวี่เจิงเองก็คงไม่มีทางลงหลักปักฐานอยู่กับพวกเขาแน่ ๆ