เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 703 พี่น้องปรองดอง
บทที่ 703 พี่น้องปรองดอง
เจียงผิงมองไปที่กู้หนานอย่างเป็นทุกข์ พูดว่า “เธอผ่านทุกความยากลำบากในอดีตมาแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เธอจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข”
เมื่อรู้ว่าอาหารมื้อนี้เจ้านายใหญ่เป็นคนจ่าย เธอจึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจอีกต่อไป
เจียงผิงรู้สึกสบายใจในทันที ไม่รู้สึกผิดกับเงินของกู้หนานอีกต่อไป
เธอบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
กู้หนานพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องเกรงใจ สั่งให้เต็มที่เถอะ”
ผู้เฒ่าลู่กวักมือเพื่อเรียกพนักงานเสิร์ฟเข้ามาจดรายการอาหาร
เจียงผิงดูเมนูราวกับต้องการเลือกอาหารเลิศรสให้กับตัวเองสักอย่าง “ถ้าอย่างนั้นฉันขอสั่งเมนูปลาได้ไหม?”
กู้หนานพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ไม่มีปัญหา”
บทสนทนาระหว่างสองสาวทำให้ทุกคนถึงกับหัวเราะออกมา
ผู้เฒ่าลู่มองไปที่เจียงผิงด้วยสายตาเอ็นดูระคนสงสาร
ในความคิดของเด็กคนนี้ ดูเหมือนว่าอาหารที่อร่อยและหรูหราที่สุดสำหรับเธอคือเมนูปลา
อาจเป็นเพราะเธอเคยมีช่วงเวลาที่ยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก
ผู้เฒ่าลู่พูดว่า “เอาละ พวกเธอสั่งอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ หนานหน่านเป็นเจ้าภาพอาหารมื้อนี้ เพราะฉะนั้นช่วยกันผลาญเงินเธอให้เต็มที่เถอะ”
กู้หนานตบหน้าอกตัวเอง “คุณปู่พูดถูกค่ะ ฉันกระเป๋าหนักจริง ๆ”
หลังจากที่ผู้เฒ่าลู่อนุญาตแล้ว ทุกคนจึงผ่อนคลายกันมากขึ้น แต่ละคนทยอยสั่งอาหารกันคนละสองจานจากในสมุดรายการอาหาร
ในยุคนี้ อาหารที่อร่อยที่สุดในภัตตาคาร แน่นอนว่าจะต้องมีเนื้อสัตว์เป็นวัตถุดิบหลัก
ไม่มีใครออกปากว่าอยากกินมะเขือเทศผัดไข่หรือยำแตงกวาเย็น
ครั้งนี้ทุกคนต่างสั่งเมนูที่ทำจากไก่ เป็ด และปลา ส่วนลู่ฮ่าวยังสั่งเหล้าขาวมาหนึ่งขวดด้วย เขาบอกว่าอยากให้เจียงจื้อกังและสวี่เจิงได้ดื่มอย่างเต็มที่
“หนานหน่าน ทำไมจู่ ๆ เธอถึงอยากย้ายไปอยู่ที่เมืองปักกิ่งล่ะ? แถมยังไปอยู่นานเป็นปี พวกเราคงคิดถึงเธอมากแน่ ๆ”
กู้หนานหัวเราะ “หนึ่งปีผ่านไปไวเหมือนโกหก พวกคุณทุกคนแค่ตั้งใจทำงานอย่างหนักก็พอ ไม่ต้องคิดถึงฉันหรอก”
“ถ้าอย่างนั้น หลังจากไปอยู่ที่นั่นแล้ว เธอต้องใส่ใจสุขภาพและความปลอดภัยของตัวเองให้มาก ดูแลตัวเองให้ดีด้วย”
เจียงจื้อกังเองก็ไม่เต็มใจให้กู้หนานจากไปไกลเหมือนกัน แน่นอน เขาเป็นห่วงสุขภาพของเธอมาก
อดกังวลไม่ได้ว่าการเดินทางทั้ง ๆ ที่ท้องโตอาจไม่สะดวกเท่าที่ควร
“ไม่ต้องห่วงนะ มีลู่ฮ่าวอยู่ด้วยทั้งคน ไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับฉันแน่ ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองให้ดี ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท อย่าให้ฉันต้องเป็นฝ่ายกังวลเรื่องพี่แทน”
อาหารหลายจานถูกยกมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว เมื่อนึกขึ้นได้ว่าพวกเขาใกล้ถึงเวลาต้องจากกัน ความเศร้าก็หวนกลับมาอีกครั้ง ผู้เฒ่าลู่ไม่ค่อยอยากอาหารเท่าที่ควร ปล่อยให้คนอื่นได้ลิ้มลองกันไปก่อน
ลู่ฮ่าวและกู้หนานจึงต้องผลัดกันให้ความบันเทิงกับเขา ทำให้ผู้เฒ่าลู่รู้สึกดีขึ้นบ้าง
คนเราพอแก่ตัวก็เริ่มกลัวการจากลามากที่สุด
สวี่เจิงรินไวน์หนึ่งแก้ว ยืนขึ้นและขอดื่มให้กับลู่ฮ่าวอย่างเป็นทางการ “พี่ชาย ผมขอดื่มให้กับคุณ เพื่อเป็นการขอโทษคุณอย่างจริงจัง หวังว่าคุณจะยอมยกโทษให้ผมสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา ผมรู้ตัวดีว่าตัวเองทำร้ายจิตใจคุณกับคุณปู่มามากพอแล้ว ไม่แปลกที่คุณจะไม่ให้อภัยผม แต่วันนี้ผมยังอยากขอโทษคุณอย่างเป็นทางการอีกครั้ง”
เมื่อได้รับคำขอโทษที่จริงใจจากสวี่เจิง ลู่ฮ่าวก็ยืนขึ้นเช่นกัน หยิบแก้วไวน์ของตัวเองขึ้นมา มองเขาแล้วตอบกลับว่า “ฉันปล่อยวางทุกอย่างได้แล้ว”
สีหน้าของสวี่เจิงแสดงความตกใจเล็กน้อย เขาทั้งดีใจและสะเทือนใจ
“ที่แล้วให้แล้วกันไป”
ลู่ฮ่าวพูดต่อว่า “เมื่อกี้นี้พอเห็นว่านายช่วยดูแลปู่เป็นอย่างดี ฉันถึงรู้ว่าตัวเองปล่อยวางเรื่องในอดีตได้แล้ว”
“หลานชายคนนี้ไม่สามารถอยู่ดูแลปรนนิบัติปู่ได้ตลอดเวลา แต่นายกลับมีน้ำใจ ทำหน้าที่เหล่านั้นแทน และดูแลท่านเป็นอย่างดี”
“ฉันรู้แล้วว่าตอนนี้นายเปลี่ยนแปลงตัวเองได้แล้วจริง ๆ เรื่องไม่ดีก่อนหน้านี้ผ่านไปแล้ว ควรมองไปข้างหน้า อนาคตหนทางยังอีกยาวไกล”
ลู่ฮ่าวเต็มใจพูดคุยกับเขากว่าทุกครั้ง สวี่เจิงมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ ตอบกลับด้วยเสียงแหบแห้งว่า “พี่ชาย ขอบคุณครับ”
“ดื่มกันเถอะ”
ผู้เฒ่าลู่มองสองพี่น้องที่ปล่อยวางความคับแค้นต่อกันได้อย่างสนิทใจ รู้สึกสะเทือนใจจนน้ำตาไหล
ปีที่แล้วตอนอยู่ในบ้านเกิด สวี่เจิงก็พยายามจะขอโทษลู่ฮ่าว แต่ในเวลานั้นเห็นได้ชัดว่าลู่ฮ่าวยังไม่สามารถให้อภัยสวี่เจิงได้จากใจจริง เพื่อรักษาน้ำใจของทุกฝ่าย ชายชราจึงไม่ได้พูดอะไรเพื่อช่วยฝ่ายไหนเป็นพิเศษ
ตอนนี้ สองพี่น้องกลับมาปรองดองสมานฉันท์กันได้แล้ว ข้ามผ่านอุปสรรคได้อย่างแท้จริง
พวกเขากลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกันอย่างสนิทใจ
ลู่ฮ่าวพูดกับสวี่เจิงว่า “พี่สะใภ้ของนายยังต้องเลี้ยงลูกน้อย ช่วงนี้เธออาจจะยังไม่ได้กลับไปดูแลงานในโรงงานแปรรูปวัสดุยาสักระยะ นายกับลุงทุ่มเททำงานอย่างหนัก อีกหน่อยพี่สะใภ้ต้องมอบตำแหน่งรับผิดชอบสำคัญ ๆ ให้กับนายแน่นอน”
สวี่เจิงพยักหน้ารับอย่างเร่งรีบ “ผมจะทำ ผมจะทำงานอย่างสุดความสามารถเลยครับ”
เมื่อพูดถึงเรื่องงาน ผู้เฒ่าลู่จึงเอ่ยปากพูดบ้างโดยอาศัยจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดความห่างเหินระหว่างพวกเขา “เสี่ยวฮ่าว แกควรสอนน้องชายของแกด้วย ในอนาคตถ้าเขาได้รับตำแหน่งสำคัญขึ้นมาจริง ๆ ก็ควรลดอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองลงบ้าง อย่าทำตัวหุนหันพลันแล่น ในฐานะหัวหน้า ต้องจัดการกับปัญหาโดยใช้กลยุทธ์เข้าช่วย โดยเฉพาะกับพนักงานในโรงงานของเรา ทุกคนล้วนมาจากหมู่บ้านเดียวกัน ต้องเพิ่มความใจเย็นสักนิด ไม่งั้นคนอื่นจะติฉินนินทาเอาได้ง่าย ๆ”
เมื่อถูกผู้เฒ่าลู่วิพากษ์วิจารณ์ สวี่เจิงก็เกาหัวด้วยความอับอายเล็กน้อย
ลู่ฮ่าวพูดเสริม “เชื่อฟังคุณปู่ไว้เถอะ เขาเคยทำงานกับหัวหน้างานที่ดีมาก่อน ผ่านโลกมาก่อนจึงมีประสบการณ์”
“คุณปู่ ผมจะควบคุมอารมณ์ให้ดีครับ” สวี่เจิงตอบกลับอย่างเชื่อฟัง
“ตาแก่ฟางนั่นก็ด้วย ตัวเองอยู่ในทีมผู้บริหารฝ่ายผลิตแต่ไม่รู้จักเข้มงวด ทำตัวเป็นคนแก่ใจดี ตอนนี้เขาก็ยังทำตัวเหมือนเดิม เวลาเจอปัญหามักจะปล่อยผ่านให้แล้วกันไปอยู่บ่อย ๆ ยิ่งเห็นก็ยิ่งขัดใจจริง ๆ”
พูดมาถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าลู่ก็นึกไม่พอใจในตัวลูกเขยของตัวเองอย่างฟางกั๋วผิงขึ้นมา แค่หันไปเห็นหน้าอีกฝ่ายก็รู้สึกไม่เจริญหูเจริญตาแล้ว
กู้หนานได้ยินคุณปู่พร่ำบ่นเกี่ยวกับฟางกั๋วผิง จึงพูดแทนเขาว่า “คุณปู่ อาเขยก็เป็นคนใจดีจริง ๆ นั่นแหละค่ะ อย่าจู้จี้จุกจิกไปเลย ถ้าโรงงานประสบปัญหา เขาจะเล่นบทบาทหน้าขาว ส่วนสวี่เจิงจะเล่นบทบาทหน้าดำ*[1] ถึงยังไงก็ช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาได้เหมือนกันไม่ใช่หรือคะ? อย่าตัดสินคุณลุงด้วยอคติเลย”
“ฉันคงมีอคติกับเขาจริง ๆ เฮอะ”
ผู้เฒ่าลู่ไม่อายที่จะแสดงทัศนคติต่อฟางกั๋วผิงอย่างตรงไปตรงมา แม้จะอยู่ต่อหน้าฟางกั๋วผิง เขาก็จะพูดแบบเดียวกัน
กู้หนานมองไปที่สวี่เจิงและเจียงผิง พูดอย่างเคร่งขรึม “ยังไงก็เถอะ ฉันขอส่งมอบโรงงานแปรรูปวัสดุยาให้อยู่ภายใต้การดูแลของพวกนายเป็นการชั่วคราว ถ้าปีนี้ทุกคนทำผลงานออกมาได้ดี จากนี้ฉันจะพิจารณาตำแหน่งหัวหน้าให้ แต่ถ้าผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ ปีหน้าฉันอาจจะพิจารณาเปลี่ยนคนดูแลใหม่ แล้วย้ายพวกนายไปทำงานเป็นฝ่ายผลิตแทน ฉันจะสวมบทบาทเป็นเจ้านายใจดำบ้างแล้ว สนใจแต่ผลกำไร ไม่ใส่ใจความรู้สึกคนงาน”
สิ่งที่กู้หนานพูดทำให้สวี่เจิงและเจียงผิงรู้สึกประหม่ามาก
ตอนนี้พวกเขาเริ่มมีความทะเยอทะยาน หวังว่าสักวันตัวเองจะมีตำแหน่งที่สูงขึ้น ไม่ต้องทำงานเป็นคนงานฝ่ายผลิตในโรงงานอีกต่อไป
สวี่เจิงรีบรับปาก “พี่สะใภ้ ไม่ต้องกังวลครับ พวกเราจะทำงานให้ดี ถ้ามีข้อสงสัยอะไร สามารถโทรทางไกลมาสอบถามพวกเราเพื่อตรวจสอบได้เลย”
“ดี”
กู้หนานมองไปที่เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงอีกครั้ง “พวกพี่ก็เหมือนกันนะ ตั้งใจทำงานด้วยล่ะ”
หวังชุ่ยผิงแทะน่องไก่พลางพยักหน้า “หนานหน่าน ไม่ต้องกังวลเลย งานของเราสองคนราบรื่นดี อาจเพราะพวกเราเป็นแค่คนงานฝ่ายผลิตธรรมดา ๆ ภาระเลยค่อนข้างยืดหยุ่นกว่ามาก บางครั้งก็ทำงานล่วงเวลาหารายได้พิเศษเพิ่ม ลำพังเราสองคนค่าจ้างเดือนเดียวก็เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายต่าง ๆ แล้ว”
“พวกเราไม่มีความทะเยอทะยานอะไรมากมาย นับประสาอะไรกับการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้า เราไม่อยากเป็นหัวหน้าของใคร ยิ่งตำแหน่งใหญ่ภาระงานก็ยิ่งหนักตาม แถมเราต่างก็จบแค่ชั้นประถม ไม่ขอถีบตัวเองขึ้นไปเป็นขี้ปากใครดีกว่า”
เจียงจื้อกังเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งกับคำพูดของหวังชุ่ยผิง “ใช่ แค่เราสองคนได้ทำงานในโรงงานตามอัตภาพก็ดีแค่ไหนแล้ว เธอไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเราเลย”
กู้หนานยิ้มและพูดว่า “อืม ฉันภูมิใจมากที่พวกพี่ทั้งสองคนมีความคิดแบบนี้ ฉันนึกว่าพวกพี่จะมาขอร้องฉันหลังบ้าน ให้ช่วยฝากเข้าตำแหน่งหัวหน้าเสียอีก”
[1] เล่นบทบาทหน้าขาวหน้าดำ มีที่มาจากการแสดงงิ้วที่นักแสดงจะแต่งหน้าด้วยสีต่าง ๆ เพื่อบอกบทบาท หน้าขาวหมายถึงเล่นบทพ่อพระ ส่วนหน้าดำหมายถึงเล่นบทโหด