เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 702 คนรวยรุ่นสองคืออะไร
บทที่ 702 คนรวยรุ่นสองคืออะไร
เจียงผิงวิ่งเข้ามาทักทายเจียงจื้อกัง “ถังเกอ ขาของพี่หายเป็นปกติแล้วหรือ?”
เจียงจื้อกังกระทืบเท้าข้างที่เพิ่งรับการผ่าตัดมา แสดงให้พวกเขาเห็นเป็นการยืนยัน “ใช่ ตอนนี้มันหายเป็นปกติแล้ว”
“ผิงผิง เธอแต่งงานกับสวี่เจิงแล้วสินะ ต้องขอโทษด้วย ก่อนหน้านี้ฉันไม่ได้ไปดื่มในงานแต่งของเธอ”
เจียงจื้อกังมองไปที่เจียงผิง ทันใดนั้นก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย
ปีที่แล้ว เขาไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้ากับเจียงผิง
เขากลัวเหลือเกินว่าในใจของเจียงผิงจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังและระแวงเขา
ถึงอย่างไร พ่อและอารองของเขาก็เคยเกือบจะขายเจียงผิงให้มาแต่งงานกับเขา เขาเกือบทำลายชีวิตอันสดใสของเจียงผิงแล้ว
จนกระทั่งต่อมา หลังจากพวกเขาพบกันที่โรงงานแปรรูปวัสดุยาในตัวเมือง เจียงผิงกับสวี่เจิงก็เริ่มคบหากัน เจียงจื้อกังไม่เพียงไม่เอาเรื่องนี้ไปฟ้องใครในบ้านเกิด แต่ยังฝากฝังให้สวี่เจิงปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง จนเจียงผิงเริ่มผ่อนคลายความระแวงที่มีต่อเขา
“ถังเกอ อย่ารู้สึกผิดไปเลย พวกเราก็ไม่ได้มาเยี่ยมพี่เลยเหมือนกันหลังจากเราแต่งงาน”
ถ้าพวกเขาไม่ได้ยินข่าวจากคุณปู่ คงไม่มีใครรู้ว่าเจียงจื้อกังเข้ารับการผ่าตัดรักษาแล้ว หรือแม้แต่แต่งงานมีภรรยาไปแล้ว
เจียงผิงมองไปที่ผู้หญิงอีกคนที่เดินตามเจียงจื้อกังมา รวมถึงเด็กชายตัวเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เธอ จากนั้นก็ทักทายอย่างสุภาพว่า “นี่ใช่พี่สะใภ้หรือเปล่าคะ?”
ถึงเจียงผิงจะได้เจอกับหวังชุ่ยผิงและเถี่ยตันเป็นครั้งแรก แต่เธอก็พอคาดเดาสถานะของพวกเขาได้ทันที
ตอนที่ผู้เฒ่าลู่อยู่ในบ้านเกิด เขาเคยเล่าให้ทุกคนฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันของเจียงจื้อกังในเมือง บอกว่าเขาได้แต่งงานกับผู้หญิงคนหนึ่งที่มีวิถีชีวิตเรียบง่าย จิตใจดี สามารถส่งเสริมชีวิตคู่ให้ไปในทางที่ดีได้ แต่ฝ่ายหญิงเคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งและมีเด็กชายที่เป็นลูกติดคนหนึ่ง ปู่บอกพวกเขาว่าถ้าเจอหน้ากันอย่าพยายามตั้งคำถาม เพื่อหลีกเลี่ยงความลำบากใจ
เจียงผิงเป็นฝ่ายทักทายหวังชุ่ยผิงก่อน “พี่สะใภ้ สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเจียงผิง”
หวังชุ่ยผิงทักทายเธอกลับทันทีด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีจ้ะ เธอคงเป็นผิงผิงสินะ?”
จากนั้นก็พูดต่อว่า “ฉันเคยได้ยินเรื่องของเธอเมื่อนานมาแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ฉันกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดกับจื้อกัง เวลาเรากระชั้นชิด ไม่มีเวลาไปเจอญาติ ๆ ของเขา ฉันต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ยินดีต้อนรับสู่หลันเฉิงนะ พวกเรายินดีมากที่ได้เจอเธอ”
หลังจากที่หวังชุ่ยผิงพูดจบ เธอก็ผลักเถี่ยตันไปข้างหน้า พูดกระตุ้นเขาด้วยท่าทางที่เป็นธรรมชาติอย่างกระตือรือร้น “เถี่ยตัน เรียกคุณน้าสิ”
เถี่ยตันเรียกอีกฝ่ายว่าคุณน้าอย่างเชื่อฟัง
เจียงผิงเป็นคนที่เข้าสังคมไม่ค่อยเก่ง โดยปกติแล้วหลังจากทักทายผู้คน ก็ไม่คิดจะสนทนาอะไรต่ออีก
เมื่อเผชิญหน้ากับหวังชุ่ยผิง เธอได้แต่เรียกอีกฝ่ายว่าพี่สะใภ้ แต่ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ
แม้ว่าเธอจะเห็นเถี่ยตันแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าควรทักทายเถี่ยตันยังไงดี ไม่คาดคิดว่าหวังชุ่ยผิงจะเป็นฝ่ายบอกให้ลูกชายเรียกเธอว่าคุณน้าตรง ๆ
เจียงผิงตกหลุมรักพี่สะใภ้คนนี้ทันทีที่ได้พบหน้าเป็นครั้งแรก คิดแล้วก็รู้สึกอิจฉาความอัธยาศัยดีของอีกฝ่ายขึ้นมา
นี่คือความกล้าเข้าสังคมที่หนานหน่านเคยพูดถึงสินะ
“สวัสดีจ้ะ หนูชื่อเถี่ยตันใช่ไหม?” เจียงผิงก้มลง พูดกับเถี่ยตันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ชื่อจริงของผมคือหลิวเหว่ยฮะ เถี่ยตันเป็นชื่อเล่นของผม” เถี่ยตันกลัวว่าเธอจะไม่เข้าใจแซ่ของตัวเอง ดังนั้นจึงอธิบายยาวเหยียดเหมือนผู้ใหญ่ว่า “พ่อผมแซ่หลิว ผมก็เลยต้องใช้แซ่หลิวเหมือนกัน พ่อจื้อกังบอกว่าลูกผู้ชายเดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนแซ่*[1] เพราะงั้นผมก็เลยยังใช้แซ่หลิวครับ”
หลังจากที่เถี่ยตันพูดแบบนี้ การแสดงออกของหลาย ๆ คนก็แปลกไปจากเดิมเล็กน้อย
เด็กคนนี้เริ่มพูดจาฉะฉานมากขึ้นแล้ว
เขาไม่มีท่าทางขลาดกลัวไร้ความมั่นใจเหมือนตอนที่พ่อแม่ของเขาเพิ่งหย่ากันแรก ๆ
เจียงผิงบอกว่า “พ่อจื้อกังของหนูพูดถูกแล้ว”
สวี่เจิงก็เข้ามาทักทายเจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงด้วยเหมือนกัน
จากนั้น เขาก็เข้าไปในห้องเพื่อไปเรียกผู้เฒ่าลู่ออกมา
“คุณปู่ลู่ เพิ่งเดินทางมาถึงวันนี้หรือครับ?”
เมื่อเจียงจื้อกังเห็นผู้เฒ่าลู่ เขาก็เข้าไปทักทายอีกฝ่ายด้วยความยินดี
เขาถือว่าอีกฝ่ายเป็นเหมือนปู่แท้ ๆ ของตัวเอง
เถี่ยตันวิ่งไปหาทันที โผเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนของผู้เฒ่าลู่ “คุณปู่ ผมคิดถึงคุณปู่มาก ๆ ทำไมปู่หายไปนานเลย? ปู่ไม่ไปอยู่เฝ้าประตูโรงงานตัดเสื้อแล้วหรือครับ?”
ผู้เฒ่าลู่กอดเถี่ยตันไว้ในอ้อมแขน ตอบกลับอย่างใจดีว่า “ตอนนี้ปู่มีโรงงานของตัวเองอยู่ในบ้านเกิดที่ต้องคอยเฝ้าแล้วน่ะสิ”
“เถี่ยตัน ปู่ได้ยินว่าเธอย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว เธอย้ายไปอยู่ไหนกันล่ะ?” ผู้เฒ่าลู่ถาม
เถี่ยตันตอบกลับ “เราย้ายไปอยู่ที่บ้านเช่าอีกซอยหนึ่งฮะ”
“คุณปู่ครับ ระหว่างที่ปู่ไม่อยู่มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ผมโดนพ่อใจร้ายจับตัวกลับไปชนบทด้วย โชคดีที่พ่อจื้อกัง ลุงใหญ่ กับแม่ไปช่วยพาผมกลับมาได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของเถี่ยตัน ผู้เฒ่าลู่ก็ตกใจมาก “มีเรื่องแบบนั้นด้วยหรือ?”
หวังชุ่ยผิงกลอกตาแล้วรีบอธิบายว่า “คุณปู่ลู่คะ อย่าฟังเขาพูดไร้สาระเลยค่ะ หลิวไคซานแค่พาเขากลับไปที่บ้านเกิดเพื่อเยี่ยมคุณย่าของเขาเท่านั้นเอง”
เจียงผิงและคนอื่น ๆ อยู่ที่นี่กันหมด หวังชุ่ยผิงไม่อยากให้เรื่องฉาวแบบนี้แพร่กระจายไปยังบ้านเกิดของเจียงจื้อกัง
ยิ่งข่าวซุบซิบแพร่กระจายออกไปก็ยิ่งน่าอับอาย
จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีข่าวลือว่า เจียงจื้อกังแย่งภรรยาและลูกชายคนอื่นไป จนอดีตสามีของเธอต้องกลับมาเพื่อแย่งชิงลูกชายไปเลี้ยงดู และต่อสู้กับเจียงจื้อกัง…
หวังชุ่ยผิงเป็นคนชอบเรื่องซุบซิบนินทา เธอจึงตระหนักดีถึงผลลัพธ์ของข่าวลือที่อาจตามมา
ผู้เฒ่าลู่พูดกับเถี่ยตันว่า “ดีแล้วที่กลับไปเยี่ยมคุณย่า อีกหน่อยก็อย่าลืมหมั่นไปเยี่ยมย่าบ่อย ๆ ด้วย”
“ครับ ผมจะกลับไปหาย่าในช่วงวันหยุดฤดูร้อน ย่าผมร้องไห้ตลอดเลยเมื่อเจอผม ผมก็ร้องไห้ตอนเจอท่านเหมือนกัน…”
กู้หนานและคนอื่น ๆ มองดูเถี่ยตันที่ช่างพูดช่างคุย เล่าให้ปู่ของเขาฟังว่าที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้นบ้าง จากนั้นกู้หนานก็หันไปกระซิบกระซาบกับหวังชุ่ยผิงราวกับจะเย้าแหย่ “เมื่อก่อนลูกชายของพี่เก็บตัวยิ่งกว่าอะไร ทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นเด็กช่างจ้อไปซะได้ เหมือนพี่ไม่มีผิด”
“ก่อนหน้านี้เขาอาจจะเคยเหมือนหลิวไคซาน แต่ตอนนี้เขาเหมือนฉัน ฉันเลี้ยงเขามากับมือ ทำไมเขาจะไม่เป็นเหมือนฉันล่ะ?” สีหน้าของหวังชุ่ยผิงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเมื่อเห็นว่าลูกชายเริ่มมีนิสัยเหมือนตัวเองขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อเห็นฉากอันอบอุ่นอย่างการที่ชายชราอุ้มเถี่ยตันไว้ สวี่เจิงพลันเกิดอารมณ์ที่หลากหลายในใจ
คุณปู่เป็นชายชราที่อบอุ่นมาก ตอนที่เขาเข้ามาอยู่กับตระกูลลู่เป็นครั้งแรก คุณปู่ก็ปฏิบัติต่อเขาแบบนี้เหมือนกัน แต่อาจเป็นเพราะตอนนั้นเขายังเด็กมาก เต็มไปด้วยความกังวลและหวาดระแวง ทำให้ต่อต้านทุกคนในตระกูลลู่ และไม่เคยให้โอกาสชายชราได้เข้าใกล้ตัวเองเลย…
ถึงอย่างนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณปู่ซื้ออาหารอร่อย ๆ มาให้ลู่ฮ่าว เขาก็ได้รับส่วนแบ่งเสมอ
เพียงแต่ทุก ๆ ครั้งเขากลับไม่เห็นคุณค่า และไม่เคยยอมรับอะไรจากคุณปู่เลย
กู้หนานเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ จากนั้นก็พูดว่า “ไปกันเถอะ ได้เวลาอาหารแล้ว ทุกคนคงหิวกันมาก ต้องสั่งอาหารให้เต็มโต๊ะซะแล้ว”
สวี่เจิงรีบไปช่วยประคองผู้เฒ่าลู่และหยิบเสื้อโค้ตมาสวมให้เขา “คุณปู่ ใส่เสื้อคลุมด้านนอกด้วยนะครับ คืนนี้อากาศค่อนข้างเย็น”
“อืม ใส่ก็ใส่” สวี่เจิงช่วยผู้เฒ่าลู่สวมเสื้อโค้ตอย่างไม่เคอะเขิน จากนั้นก็ช่วยประคองเขาลงบันไดไป โดยไม่เปิดโอกาสให้ลู่ฮ่าวได้ทำหน้าที่เหล่านี้เลย
“คุณปู่ บันไดที่นี่สูงกว่าบ้านเรามาก ก้าวอย่างระวังด้วยครับ”
“ฉันต้องระวังแน่อยู่แล้ว ตอนที่โรงงานของเราเพิ่งสร้างเสร็จหมาด ๆ ถ้าเธอไม่ช่วยประคองฉัน ฉันคงกลิ้งตกลงไปแล้ว”
ผู้เฒ่าลู่พูดคุยกับสวี่เจิงด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายเช่นเดียวกัน ทั้งสองเดินไปข้างหน้า
ลู่ฮ่าวประคองกู้หนานและเดินตามหลัง
เขามองไปที่ร่างของสวี่เจิงซึ่งกำลังช่วยพยุงผู้เฒ่าลู่ ในขณะนี้ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองปล่อยวางสวี่เจิงได้จากก้นบึ้งของหัวใจ
ลู่ฮ่าวไปประจำตำแหน่งคนขับ แต่ไม่สามารถพาทุกคนไปด้วยกันได้ทั้งหมด เจียงจื้อกังจึงบอกว่าเขากับหวังชุ่ยผิงจะขี่จักรยานตามไป
“อืม พวกคุณค่อย ๆ ขี่จักรยานไปแล้วกัน ถึงยังไงร้านจู้เซียงก็อยู่ไม่ไกลมาก”
สวี่เจิงและเจียงผิงมาถึงก่อน กู้หนานและลู่ฮ่าวติดต่อจองห้องอาหารส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เธอเชิญทุกคนเข้าไปร่วมโต๊ะทานอาหารเย็น
นี่เป็นครั้งแรกที่สวี่เจิงและเจียงผิงมีโอกาสได้เข้าภัตตาคารสุดหรู เมื่อมองเห้นห้องอาหารส่วนตัวขนาดใหญ่ เจียงผิงก็กระตุกแขนของกู้หนานและถามด้วยความกังวลว่า “รบกวนเงินเธอมากไปหรือเปล่า?”
กู้หนานดึงเธอให้นั่งลง พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องห่วง ลู่ฮ่าวกับฉันต่างก็เป็นคนรวยรุ่นสองอยู่แล้ว นี่ไม่ถือว่าเปลืองเงินหรอก”
“คนรวยรุ่นสองคืออะไร?” เจียงผิงถามอย่างไม่เข้าใจ
“ลูกหลานทายาทเศรษฐีน่ะ”
กู้หนานสวมบทบาทเป็นลูกสะใภ้ไร้สมองของครอบครัวฝั่งสามี พูดอย่างใจกว้างว่า “เธออาจจะยังไม่รู้ แม่สามีของฉันเป็นเจ้าของธุรกิจรายใหญ่ มีเงินใช้สอยไม่ขาดมือ ส่วนพ่อของฉันก็เป็นเจ้าของโรงงานใหญ่ เขาอยากชดเชยเวลาที่สูญเสียไปให้กับพวกเรา ก็เลยให้เงินเราไว้ใช้มากมาย ถ้าไม่หาเรื่องใช้จ่ายสักหน่อย พวกเขาคงรู้สึกอึดอัดแย่”
[1] เดินไม่เปลี่ยนชื่อ นั่งไม่เปลี่ยนแซ่ หมายถึง ภาคภูมิใจในตัวเอง กล้าเปิดเผยตัวเองอย่างองอาจ ไม่หลบซ่อนชื่อเสียงเรียงนาม