เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 700 คนดำรงอยู่ ศักดิ์ศรีก็ดำรงอยู่
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 700 คนดำรงอยู่ ศักดิ์ศรีก็ดำรงอยู่
บทที่ 700 คนดำรงอยู่ ศักดิ์ศรีก็ดำรงอยู่
กู้หนานหยิบสมุดบัญชีที่สวี่เจิงยื่นให้ จากนั้นพลิกอ่านรายละเอียดดู
ฟางกั๋วผิงเหมาะสมอย่างยิ่งกับตำแหน่งผู้ทำบัญชีของฝ่ายผลิต รายการเดินบัญชีถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก มองเห็นภาพรวมได้อย่างรวดเร็ว
กู้หนานอ่านรายการบัญชีต่ออีกนิดหน่อย พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เลวเลย เรารวบรวมสมุนไพรได้เป็นจำนวนมาก ดูเหมือนว่าพื้นที่ทดลองปลูกของเราจะประสบความสำเร็จอย่างมากในปีนี้ คาดว่าอีกหน่อยน่าจะมีผู้คนจำนวนมากหันมาปลูกสมุนไพรกัน”
สวี่เจิงพยักหน้า “ใช่ครับ สมุนไพรเกือบทั้งหมดได้มาจากแหล่งทดลองปลูกภายในอำเภอ ตอนนี้ลำเลียงเข้าสู่โรงงานแปรรูปวัสดุยาของเราเรียบร้อยแล้ว แต่ด้วยเหตุนี้ เถ้าแก่เนี้ยหยางที่เคยทำงานกับคุณเมื่อปีที่แล้วกลับต่อว่าที่พวกเราขโมยแหล่งทำเงินของหล่อน ทำให้หล่อนไม่สามารถรับซื้อสมุนไพรจากบริเวณใกล้เคียงได้เลย จนต้องไปที่อำเภอหลินแทน”
กู้หนานตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อได้ยินสิ่งที่สวี่เจิงพูด
เธอลืมไปเสียสนิทเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรป่าที่เพาะปลูกในบริเวณใกล้เคียง หรือสมุนไพรที่ปลูกเพื่อขายโดยเฉพาะ ล้วนถูกกว้านซื้อโดยโรงงานแปรรูปวัสดุยา สิ่งนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจของผู้ค้าสมุนไพรในท้องถิ่นอย่างมาก
กู้หนานบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นนายลองเสนอความร่วมมือกับหล่อนดู นำสมุนไพรบางส่วนที่เรารับซื้อมาไปขายคืนให้ หล่อนจะได้เอาผลผลิตทั้งหมดไปขายต่อให้โรงงานแปรรูปที่อื่น”
“เถ้าแก่เนี้ยหยางบังเอิญขอหมายเลขโทรศัพท์ของคุณจากผมเมื่อวานนี้ ผมคิดว่าหล่อนน่าจะโทรติดต่อคุณในเร็ว ๆ นี้แหละ คุณค่อยเจรจากับหล่อนตรง ๆ ก็ได้” ตอนที่สวี่เจิงพบกับเถ้าแก่เนี้ยหยางเมื่อวานนี้ ทัศนคติของเถ้าแก่เนี้ยหยางแย่มาก หล่อนขอข้อมูลติดต่อของกู้หนาน บอกว่าจะคุยกับกู้หนานด้วยตัวเอง
กู้หนานได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า “ได้ ฉันจะกำหนดราคาให้หล่อนเป็นพิเศษ ไม่มีการคัดค้านใด ๆ ทั้งสิ้น ปีที่แล้วฉันได้รับหม้อทองคำ*[1] ใบแรกจากเถ้าแก่เนี้ยหยาง ถ้าไม่มีหล่อน ฉันก็ไม่มีช่องทางเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพร ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องตอบแทนหล่อนบ้าง”
ชาติที่แล้วเธอเคยทำงานเสริมในร้านขายยาที่บ้านของเถ้าแก่เนี้ยหยาง หล่อนยินดีรับเธอไปอยู่ด้วยเป็นเวลาสองเดือนเต็ม หลังจากรายได้เพียงพอกับค่าเดินทางแล้ว เธอถึงไปที่หลันเฉิงเพื่อหาเลี้ยงชีพ
ชาตินี้ ป้าหยางก็มอบเงินมัดจำสำหรับรับซื้อสมุนไพรให้กับเธอ ในเวลาที่ทั้งครอบครัวไม่เชื่อในความสามารถ ป้าหยางกลับยินดีมอบเงินมัดจำห้าร้อยหยวนให้ จึงสามารถริเริ่มเส้นทางการรับซื้อสมุนไพรได้ในที่สุด
ดังนั้น จึงถือว่าหล่อนมีพระคุณต่อเธอมาก
สวี่เจิงยิ้มพลางพูดว่า “พี่สะใภ้ คุณเป็นเจ้าของโรงงาน พวกเราไม่มีปัญหากับราคาพิเศษที่คุณกำหนดอยู่แล้ว ตราบใดที่คำนวณแล้วไม่ขาดทุนเกินไป”
กู้หนานยิ้ม “เราเป็นนักธุรกิจนะ จะปล่อยให้ตัวเองขาดทุนได้ยังไง?”
ขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยหารือกันเกี่ยวกับการรับซื้อสมุนไพร เจียงผิงที่นั่งอยู่ข้างสวี่เจิงก็ตั้งใจฟังและคิดตาม
อย่างไรก็ตาม ผู้เฒ่าลู่ผู้ที่มักจะมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ ตอนนี้กลับเหม่อลอยมองท้องฟ้า ไม่ยอมพูดอะไรสักคำ
กู้หนานจับแขนของผู้เฒ่าลู่ แล้วถามเบา ๆ ว่า “คุณปู่ ทำไมถึงดูไม่มีความสุขเลยล่ะคะ?”
ผู้เฒ่าลู่กลับมาได้สติจึงฝืนยิ้ม “เปล่านี่ ฉันมีความสุขดี โรงงานของเราเปิดทำการแล้ว ทำไมฉันต้องไม่มีความสุขด้วย?”
สวี่เจิงเตือนจากด้านข้าง “คุณปู่คงเป็นห่วงคุณกับพี่ชาย เขาไม่สบายใจตอนรู้ว่าพวกคุณกำลังจะเดินทางไปอยู่ไกล ๆ”
ตั้งแต่วันที่เขาได้รับโทรศัพท์จากลู่ฮ่าว ชายชราก็หมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ตลอดมา
แม้ว่าตอนเฝ้าอยู่หน้าประตูโรงงาน ชายชราจะคุยโอ้อวดกับทุกคนว่าหลานชายของตัวเองกำลังจะได้ไปเรียนต่อที่เมืองปักกิ่ง และอีกหน่อยเขาก็จะกลายเป็นหมอ ‘ใหญ่’
ถึงอย่างนั้น เมื่อไม่มีใครอยู่รอบข้าง ผู้เฒ่าลู่กลับนั่งเหม่อลอย ดูเหมือนว่าเขามีบางอย่างอยู่ในใจ
ต่อมา สวี่เจิงได้ยินเขาบ่นกับลู่เซิ่งหมินว่ากู้หนานกำลังตั้งท้องอยู่แท้ ๆ กลับตัดสินใจเดินทางไปอยู่ที่เมืองปักกิ่ง สถานที่ที่ไม่คุ้นเคย อีกทั้งกู้หนานยังไม่มีญาติอยู่ที่นั่น กังวลเหลือเกินว่าอาจไม่สะดวก
เมื่อกู้หนานได้ยินคำพูดของสวี่เจิง เธอเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น จึงมองไปที่ชายชรา ทันใดนั้นก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยในใจ
ชายชราไม่สนใจว่าพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีหรือร่ำรวยแค่ไหน เขาแค่ต้องการให้หลาน ๆ อยู่อย่างปลอดภัย
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ชายชราจะกังวลกับการที่เธอออกเดินทางย้ายเมืองทั้ง ๆ ที่ท้องโย้ขนาดนี้
สำหรับคนชราแล้ว ระยะทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง คือระยะทางระหว่างสวรรค์และโลก
เธอจับแขนชายชรา พูดด้วยรอยยิ้ม “คุณปู่ ถ้าอย่างนั้นคุณก็เลิกกังวลแล้วเดินทางไปอยู่กับเราเลยสิคะ แม่สามีของหนูซื้อบ้านในปักกิ่งไว้แล้ว มีที่อยู่อาศัยสะดวกสบายแน่นอนค่ะ”
ผู้เฒ่าลู่ส่ายหน้าอย่างรวดเร็วและรีบปฏิเสธ “ฉันไม่ไปหรอก ฉันอายุปูนนี้แล้ว เข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่แบบนั้นแล้วจะมีประโยชน์อะไร? อีกอย่าง ฉันทิ้งโรงงานเปิดใหม่ไปไม่ได้ ฉันยังต้องเฝ้าประตู”
ผู้เฒ่าลู่สาธยายถึงงานเฝ้าประตู ราวกับมันเป็นภาระรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่เทียบเท่าคณะผู้บริหาร
สวี่เจิงมองไปที่ยังท่าทางที่จริงจังของเขา แล้วพูดอย่างจริงจังเช่นกันว่า
“ใช่ครับ ปู่ยังต้องเฝ้าประตูโรงงาน แถมเขายังเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับพวกเราอีกด้วย ถ้าปู่จากไป พวกเราทุกคนก็เหมือนถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง”
คำเยินยอของสวี่เจิงค่อนข้างตรงไปตรงมา ใบหน้าของผู้เฒ่าลู่จึงเต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
เจียงผิงยังพูดเสริมอีกว่า “ใช่ คุณปู่ยังไปไหนตอนนี้ไม่ได้ โรงงานของเราอยู่ไม่ได้แน่ถ้าขาดเสาหลักอย่างคุณปู่ไปสักคน”
ความจริงแล้ว ผู้เฒ่าลู่เป็นคนเดียวที่เคยทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ เขาทำงานอยู่ที่สถานีกำจัดของเสียในหลันเฉิงเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว นอกจากนั้นเขายังเคยเป็นเจ้าหน้าที่เฝ้าประตูโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า นับว่ามีประสบการณ์พอสมควร
เมื่อเกิดปัญหาสำคัญบางอย่างขึ้นภายในโรงงาน ผู้เฒ่าลู่จึงสามารถรับมือได้ดีกว่าคนอื่น ๆ อย่างน้อยเขาก็ไม่ใจร้อนเมื่อต้องรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ตัวอย่างเช่น เมื่อไม่กี่วันก่อน ขณะที่คนงานคนหนึ่งกำลังควบคุมเครื่องตัดหั่นสมุนไพร เขากลับจุดบุหรี่สูบดื้อ ๆ ตอนอยู่ในพื้นที่ผลิตของโรงงาน ทำให้เหม่อลอยไม่มีสมาธิจนสับหวงฉีทั้งกระสอบ สวี่เจิงรู้เข้าก็มีอารมณ์รุนแรงมาก แทบจะไล่อีกฝ่ายออกทันที แต่ฟางกั๋วผิงคิดว่าพวกเขามาจากหมู่บ้านเดียวกัน และไม่มีของเสียหาย ดังนั้นจึงปล่อยผ่าน
ในที่สุดเมื่อปัญหาไปถึงหูผู้เฒ่าลู่ ชายชราก็ขอให้คนงานคนนั้นหยุดทำงานชั่วคราว แล้วจัดแจงให้คนงานไปดูวิธีการทำงานที่ถูกต้องของพนักงานคนอื่น ในขณะเดียวกันก็ไม่ลืมให้คำแนะนำเกี่ยวกับความปลอดภัยและอันตรายจากการสูบบุหรี่เมื่อต้องทำงานกับเครื่องจักรภายในโรงงาน
วันนั้นคนงานคนนั้นไม่ได้รับค่าจ้าง จากนั้นเขาก็กระจายข่าวให้คนงานทุกคนรับรู้ถึงบทเรียนที่ตัวเองได้รับหลังจากเลิกงาน พนักงานคนอื่น ๆ รู้แล้วจะได้ไม่เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
ผู้เฒ่าลู่ดูเหมือนเป็นคนแก่ใจดี แต่ความจริงแล้วเขาเป็นคนเข้มงวดมาก บรรดาคนงานจึงเชื่อฟังเขา
กู้หนานเกลี้ยกล่อมเขาอย่างอดทนว่า “คุณปู่ ไม่ต้องกังวลนะคะ จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น หนูจะพาลูกกลับมาที่นี่ตอนสิ้นปี คุณช่วยดูแลกิจการของเราที่บ้านเกิดให้ดีก็พอแล้วค่ะ ปีนี้พวกเราจะได้มีรายได้เพิ่มขึ้น”
ผู้เฒ่าลู่ตอบกลับ “มีแม่สามีของเธออยู่ดูแลที่นั่นทั้งคน ฉันไม่กังวลหรอก”
เฉินหย่าจือมีฐานะร่ำรวยและมีความสามารถ อีกทั้งเธอกำลังจะซื้อบ้านในปักกิ่ง แต่สำหรับเขา ถึงกังวลเรื่องนี้มากแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้
หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว ผู้เฒ่าลู่ก็ตัดสินใจว่าจะปล่อยวาง ไม่คิดสร้างปัญหาให้กับคนรุ่นหลังอีก
ในขณะที่ตัวเองยังสามารถเคลื่อนไหวได้ ก็ควรทำตัวให้มีประโยชน์
“คุณปู่ คุณคงเดินทางมาเหนื่อย ๆ เข้าไปพักผ่อนในห้องก่อนเถอะค่ะ”
หลังจากนั่งรถมายาวนานกว่าสามชั่วโมง ชายชราดูเหนื่อยล้าเป็นพิเศษ กู้หนานจึงเชื้อเชิญด้วยความห่วงใย
ชายชราอายุเจ็ดสิบกว่าแล้ว ต้องขอบคุณที่เขามีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่กล้าปล่อยให้เขาขึ้นรถโดยสารเป็นระยะทางไกลเด็ดขาด
ผู้เฒ่าลู่เหลือบมองไปทั่วห้องโถงในบ้านของเฉินหย่าจือ รู้สึกว่าตัวเองตัวเล็กขึ้นมาทันที ไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหน “คืนนี้ฉันไปพักที่ตึกพักบุคลากรก็แล้วกัน ฉันไม่ค่อยชินกับการอยู่ที่นี่”
ผู้เฒ่าลู่ยังรู้สึกสบายใจซะมากกว่าถ้าได้อยู่ในตึกพักบุคลากร
บ้านหลังใหญ่กลางลานกว้างนี้เป็นของเฉินหย่าจือ ถึงตัวเฉินหย่าจือจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่เขาก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ สวี่เจิงและเจียงผิงก็คิดเช่นเดียวกัน พากันไปนอนค้างแรมในบ้านของลู่ฮ่าวเองอาจจะเหมาะสมมากกว่า
ความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายของเขากับเฉินหย่าจือแตกหักไปนานแล้ว ในฐานะพ่อ ผู้เฒ่าลู่จะมีแก่ใจอาศัยอยู่ในบ้านของอดีตลูกสะใภ้ได้อย่างไร
ครั้งล่าสุดที่เขามาเยี่ยม เขาไม่กล้าแม้แต่จะเข้ามาข้างในด้วยซ้ำ
ยิ่งมีสวี่เจิง ยิ่งไม่เหมาะสมที่จะอยู่ที่นี่เข้าไปใหญ่
ขืนพวกเขาอยู่ที่นี่ก็อดตะขิดตะขวงใจไม่ได้ถึงความจริงที่ว่า คนดำรงอยู่ ศักดิ์ศรีก็ดำรงอยู่เช่นเดียวกัน
[1] หม้อทองคำ ใช้เปรียบเปรยถึงโชคลาภ