เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 698 เปลี่ยนมานับถือพุทธ
บทที่ 698 เปลี่ยนมานับถือพุทธ
ซุนหว่านหรูกุมศีรษะของตัวเองที่กำลังจะระเบิดด้วยความเจ็บปวด จากนั้นมองไปที่เนี่ยเหล่า พูดด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “ลุงเนี่ยคะ ฉันก็ไม่คิดไม่ฝันเหมือนกันว่าหมออาวุโสประจำคลินิกนี้จะเป็นคุณ”
น้ำเสียงของเนี่ยเหล่าเย็นชามาก เขาไม่แม้แต่จะยกเปลือกตาขึ้น “ตอนนี้เธอรู้แล้วไม่ใช่หรือ งั้นก็ไปรักษาที่อื่นสิ”
ร่างอ้วนของเจียงย่าเจี๋ยยืนอยู่หน้าโต๊ะให้คำปรึกษา โต้กลับด้วยความขุ่นเคืองเพื่อเรียกร้องความชอบธรรม “คุณตาเนี่ย คุณทำแบบนี้ได้ยังไง? คุณเป็นหมอ แม่ของผมก็เป็นคนไข้ ถ้าคุณปฏิเสธที่จะให้การรักษา นี่ไม่ถือว่าผิดจรรยาบรรณแพทย์หรือไง?”
ดวงตาที่เฉียบคมของเนี่ยเหล่าจ้องมองไปยังชายร่างอ้วน ก่อนจะเปล่งเสียงตะคอกอย่างเย็นชา “แม่ของเธอ? ผู้หญิงคนนี้กลายมาเป็นแม่ของเธออีกครั้งแล้วหรือ? ก่อนหน้านี้เธอเพิ่งจะกลับชนบทไปหาแม่บังเกิดเกล้าไม่ใช่รึ?”
ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัวของเจียงย่าเจี๋ย เนี่ยเหล่ารู้อย่างชัดเจน
ถึงอย่างไร เขาก็เคยอยู่ที่หมู่บ้านต้าวานเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าเขามีความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับสถานการณ์ของตระกูลเจียง แค่ฟังคำบอกเล่าซุบซิบของชาวบ้านก็รู้กระจ่าง
เจียงย่าเจี๋ยพูดเสียงขรึม “ผมได้รับการเลี้ยงดูจากแม่จนเติบโต พระคุณสูงส่งยิ่งกว่าท้องฟ้า ไม่ว่ายังไงเธอก็เป็นแม่ของผมเสมอ”
เจียงย่าเจี๋ยสรรเสริญเยินยอซุนหว่านหรูด้วยความรอบคอบ
เนี่ยเหล่าพ่นลมหายใจเบา ๆ ไม่ได้สนใจจะต่อความยาวสาวความยืดกับพวกเขาอีก
พูดดีแต่ทำไม่ได้จริงก็แค่คำพูดสวยหรูเท่านั้น
ไม่ใช่เพราะครอบครัวในชนบทยากจนเกินไป เขาจึงหนีกลับมาหาแม่บุญธรรมในเมืองเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีขึ้นหรอกหรือ?
ใบหน้าของซุนหว่านหรูซีดขาวราวกับกระดาษ ไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงอีกต่อไป ขนาดถูกปฏิเสธโดยเนี่ยเหล่า เธอก็ไม่มีความตั้งใจที่จะจากไป
ซุนหว่านหรูทรุดตัวลงบนม้านั่ง เริ่มคร่ำครวญด้วยความสำนึกผิด “ลุงเนี่ยคะ ฉันรู้ว่าคุณโกรธเกลียดที่ฉันเคยทำอะไรผิดพลาดไปในตอนนั้น เพราะความรักลวงตานั่น ทำให้ฉันทำร้ายใครหลายคน โดยเฉพาะลูกสาวของฉันเอง ฉันมันไม่ใช่คนดี พอเข้าใจอยู่หรอกว่าทำไมคุณถึงเลือกปฏิบัติกับฉัน”
เนี่ยเหล่าไม่สนใจเธอ
ซุนหว่านหรูพูดต่อไปว่า “ถ้าคุณมีโอกาสได้เจอหนานหน่าน ฝากบอกเธอด้วยนะคะว่าฉันผิดไปแล้ว และฉันขอโทษเธออย่างจริงใจ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ดวงตาของเนี่ยเหล่าก็ขยับเล็กน้อย เขามองไปที่เธอ เพิ่มระดับเสียงและถามว่า “ในที่สุดก็ทำให้ตัวเองหลุดออกมาจากทางตันได้แล้วสินะ?”
“ไม่คิดจะรบกวนกู้เจิ้งอันอีกต่อไปแล้วหรือ?”
“สำเหนียกแล้วหรือว่าตัวเองควรขอโทษลูกสาว?”
เนี่ยเหล่าถามอย่างตรงไปตรงมาสามครั้ง
ซุนหว่านหรูลดระดับสายตาลง ตอบกลับด้วยเสียงทุ้มว่า “ฉันเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธแล้วค่ะ”
“จริงหรือ?” เนี่ยเหล่าเลิกคิ้ว เขาจำแม่ของซุนหว่านหรูได้ ก่อนเธอจะถูกคุมขัง ดูเหมือนเธอกำลังสวดบทพุทธมนต์อะไรสักอย่าง
เจียงย่าเจี๋ยพูดเสริมจากด้านข้าง “ใช่ครับ ถึงแม้ว่าแม่จะยังไม่ได้ปลงผม แต่เธอก็เป็นพุทธศาสนิกชน เธอไม่มีทางพูดมุสา”
เนี่ยเหล่าพยักหน้า “ดีมาก อย่างนั้นก็ดี แต่มันจะดูจริงใจกว่านี้มากถ้าเธอโกนหัวแล้วไปปฏิบัติธรรมอยู่บนเขา”
การโกนหัวและปลีกวิเวกปฏิบัติธรรมเท่านั้น ถึงจะทำให้เขามั่นใจว่าเธอจะไม่คิดร้ายกับตระกูลกู้อีก
ซุนหว่านหรูตอบกลับอย่างเชื่อฟัง “ฉันจะพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งค่ะลุงเนี่ย”
เนี่ยเหล่ามองเธอด้วยสายตาแปลก ๆ เขาไม่คาดคิดว่าซุนหว่านหรูจะยอมรับคำพูดประชดประชัน
เนี่ยเหล่าเคยเห็นผู้คนมานับไม่ถ้วน ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเจอซุนหว่านหรู แต่เขารู้สึกว่าซุนหว่านหรูในวันนี้ค่อนข้างแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก
อย่างน้อย ความเป็นปรปักษ์ของเธอก็ไม่หนักหนาเกินเยียวยาอีกต่อไป
นอกจากนี้ เธอยังสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ตามปกติ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่แค่พูดสองสามประโยคก็วกกลับมาเรื่องกู้เจิ้งอันอีกแล้ว
ทำอย่างกับถ้าไม่มีกู้เจิ้งอันสักคน ชีวิตเธอก็ไม่มีผู้ชายคนอื่นอีก
เนี่ยเหล่ามองไปที่เจียงย่าเจี๋ยอีกครั้งแล้วพูดว่า “แล้วเธอล่ะ ชื่อของเธอคือเจียงย่าเจี๋ยใช่ไหม? ในเมื่อเธอนับถือผู้หญิงคนนี้เป็นเหมือนแม่แท้ ๆ ก็ควรเรียนรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาเพิ่มเติมด้วย”
เจียงย่าเจี๋ยแก้ไข “ตอนนี้ผมเปลี่ยนมาใช้ชื่อซุนย่าเจี๋ยแล้วครับ”
เนี่ยเหล่ายิ่งรู้สึกสนเท่ห์เข้าไปใหญ่
คนคนนี้ ระยะเวลาแค่สองปี เปลี่ยนไปแล้วสามแซ่
“ดี เปลี่ยนมาใช้ซุนย่าเจี๋ยก็ดีเหมือนกัน”
เขาจะได้ไม่ต้องเรียกอีกฝ่ายว่ากู้ย่าเจี๋ยให้แสลงปากอีก
ซุนย่าเจี๋ยเห็นว่าทัศนคติของเนี่ยเหล่าที่มีต่อพวกเขาอ่อนลง จึงรีบตีเหล็กในขณะที่ยังร้อน “ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยตรวจดูอาการป่วยให้แม่ของผมทีเถอะครับ”
“นั่งลง ให้ฉันตรวจดูหน่อย”
สุดท้าย เนี่ยเหล่าก็ตัดสินใจว่าจะไม่ขับไล่พวกเขาออกไป
ประการแรก เขาเป็นหมอ ใครก็ตามที่เดินเข้ามาในคลินิก ล้วนถือเป็นคนไข้ของเขา ดังนั้นไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ
ประการที่สอง เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจากอธรรมไปสู่ความชอบธรรม จึงคาดหวังว่าศาสนาพุทธอาจมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา เพื่อที่สองแม่ลูกคู่นี้จะละทิ้งความลุ่มหลงทั้งหมดที่เคยมีอยู่ได้อย่างแท้จริง เป็นการดีที่สุดที่ทั้งสองเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ จะได้หยุดทำลายชีวิตคนอื่นเสียที
ซุนหว่านหรูรีบยื่นมือออกไปเพื่อให้เนี่ยเหล่าตรวจสอบชีพจรของเธอ
เธอมีอาการปวดหัวเรื้อรังแบบนี้มาหลายปีแล้ว สมัยที่เธอยังอยู่ในตระกูลกู้ เนี่ยอวี้ฮว๋าเคยขอให้พ่อของเธอช่วยตรวจดูอาการให้ครั้งหนึ่ง
แต่ในเวลานั้น ด้วยความที่เธอเป็นศัตรูกับเนี่ยอวี้ฮว๋า ทำให้ระแวงว่าอีกฝ่ายอาจทำร้ายตัวเอง
ทำให้ตอบปฏิเสธไป
ใครจะไปคิดว่าวันนี้เนี่ยเหล่าจะมีโอกาสได้ตรวจดูอาการของเธอ
เนี่ยเหล่าพูดหลังจากตรวจเสร็จแล้ว “เธอมีอาการไมเกรนทางประสาท และยังเป็นโรคประสาทอ่อน ๆ ชนิดรุนแรง การใช้ยาเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทำให้หายขาด”
“แล้วเราควรทำยังไงครับ?” ซุนย่าเจี๋ยถาม
“ควรปรับภาวะอารมณ์ซะใหม่ ทำใจให้สงบ ปรับเปลี่ยนตารางเวลาชีวิต พูดง่าย ๆ ก็คือ การรักษาสุขภาพจากภายในเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ควรมองข้ามการศึกษาพระพุทธศาสนา มันอาจได้ผลดีกว่าการกินยา”
เนี่ยเหล่ามองไปที่ซุนหว่านหรู อดทนเกลี้ยกล่อมเธอว่า “ปล่อยวางความเคียดแค้นทั้งหมดในใจซะเถอะ มันไม่คุ้มหรอกที่ต้องทรมานตัวเองแบบนี้ไปตลอดชีวิตเพื่อผู้ชายที่ไม่เคยรักเธอเลย ทำให้ตัวเองดูไร้ค่าเสียเปล่า ๆ คนคนนั้นไม่ต่างอะไรจากเหยียนหวาง*[1] หน้าดำ เธอหลงใหลอะไรในตัวเขากันแน่?”
“ฉันลุ่มหลงจนขาดสติค่ะ” ซุนหว่านหรูลดระดับสายตาลงอีกครั้ง ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างขมขื่น
เธอหลงใหลอะไรในตัวเขาน่ะหรือ?
บางทีอาจเป็นเธอเองที่ทำตัวไร้ค่า
ยิ่งมีคนดูถูกเธอมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งต้องการแสดงตัวตนมากเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองก็มีดี
แต่ท้ายที่สุด เธอทำให้ตัวเองอับอายขายหน้ายังไม่พอ กลับทำให้คนอื่นลำบากไปด้วย
แถมยังทำให้ลูกสาวของตัวเองมีบาดแผลทางจิตใจจนไม่สามารถเยียวยาได้
เนี่ยเหล่าบอกว่า
“ฉันจะออกใบสั่งยาให้ หลังจากกลับไปแล้วลองปรับสภาพจิตใจของตัวเองดู ในเมื่อเธอหวนกลับสู่เส้นทางของพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ควรปฏิบัติตนเป็นพุทธสาวกที่มีความประพฤติเหมาะสม ตอนนี้เธออายุมากแล้ว อย่าเอาแต่คิดเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เลย มันไม่ดีต่อสุขภาพจิต เข้าใจไหม?”
“ขอบคุณที่กรุณาให้การรักษาฉันค่ะ”
เนี่ยเหล่าเขียนใบสั่งยา ในขณะที่เสี่ยวหลิวกำลังจัดเตรียมยาอยู่นั้น ซุนหว่านหรูก็พยายามคุยกับเนี่ยเหล่าอีกครั้ง
“ลุงเนี่ยคะ หนานหน่านสบายดีไหม?”
เนี่ยเหล่าตอบ “สบายดีตามอัตภาพ”
“เธอยังเกลียดฉันอยู่หรือเปล่า?” เมื่อพูดถึงกู้หนาน หางตาของซุนหว่านหรูพลันเปียกชื้นขึ้นมา น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
เนี่ยเหล่าถามกลับ “แม่อย่างเธอไม่สมควรถูกเกลียดหรือ?”
ซุนหว่านหรูได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความอับอาย
“อย่าคิดไปรบกวนชีวิตลูกอีกเลย ถ้าเธอรู้สึกผิดกับลูกจริง ๆ งั้นก็หมั่นสวดมนต์ให้มากขึ้น แผ่เมตตาให้กับหนานหน่านเป็นประจำก็พอแล้ว”
เนี่ยเหล่ามองไปที่ซุนย่าเจี๋ยอีกครั้ง แล้วเริ่มสั่งสอนเขาอย่างจริงจัง
“เธอก็ด้วย ไม่ว่าเธอจะกลับมาหาแม่คนนี้ด้วยจุดประสงค์อะไรก็ตาม ในเมื่อเธอกลับมาแล้ว ก็ควรพาชีวิตของพวกเธอสองแม่ลูกให้ไปในทางที่ดี เขาเลี้ยงดูเธอมา ภายภาคหน้าเธอก็ควรเลี้ยงดูเขาเป็นการตอบแทน เธออายุยังน้อย มีกำลังพอที่จะหางานทำได้เพื่อเลี้ยงชีพตัวเอง แต่ถ้าไม่อยากทำงานจริง ๆ จะพากันไปปฏิบัติธรรมก็ได้”
“อย่าคิดโลภอยากครอบครองในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเองอีกเลย ความมั่งคั่งสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยมือของเธอเอง ตราบใดที่ใช้ความคิด ก็สามารถแสวงหาเงินก้อนโตได้ไม่ยาก อย่าไปทำอะไรที่มันขัดต่อกฎหมาย คนในครอบครัวเธอเข้าตะรางไปหลายคนแล้ว ถ้าไม่อยากเจริญรอยตามก็เคารพกฎหมายให้มาก จงเป็นพลเมืองที่ดี”
เนี่ยเหล่าไม่อยากให้สองคนนี้บ้าคลั่งขึ้นมาจนไปทำร้ายคนอื่นอีก
กู้เจิ้งอันแต่งงานแล้ว กู้หนานก็กำลังจะมีลูก พวกเขาต่างมีชีวิตที่มีความสุขเป็นของตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรถูกดาวหายนะสองคนนี้ตามรังควานอีก
ความจริงแล้ว ความดีและความชั่วไม่ได้อยู่เหนือไปกว่าสามัญสำนึก
นับตั้งแต่ซุนหว่านหรูตาสว่าง สามารถหันหลังกลับและเดินออกมาจากทางตันได้ เธอก็ค้นพบว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระสิ้นดี ที่ตัวเองถูกสิ่งที่เรียกว่าความรักบังตาจนเสียผู้เสียคน
[1] เหยียนหวาง เป็นคำเรียกในคติทางพุทธศาสนาแบบจีน ตรงกับคำจำกัดความในภาษาไทยคือ พญายม ยมบาล ยมราช เทพแห่งความตาย หรือผู้ครองนรก