เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 696 กู้หลันท้อง
บทที่ 696 กู้หลันท้อง
เมื่อเนี่ยอวี้ฮว๋าได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ภายในใจก็เต็มตื้นไปด้วยความประสบความสำเร็จ
เธอมองไปที่คู่หนุ่มสาวรุ่นหลัง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความโล่งใจ “ตอนนี้ลูก ๆ ต่างก็ได้พบเจอความสุขเป็นของตัวเองแล้ว ลูก ๆ ต้องทะนุถนอมจิตใจกันและกันให้มากนะ”
กู้ย่าฮุยตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “แม่ เราจะครองรักกันตลอดไปเหมือนพ่อกับแม่เลยครับ”
เฉินรั่วหลินกับกู้ย่าฮุยก็ตั้งตาคอยวันที่ตัวเองจะมีลูกเช่นเดียวกัน ตอนนี้เฉินรั่วหลินกลายเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องสำอางแบรนด์ของกู้หลัน ส่วนแม่ของเธอก็เพิ่งเปิดร้านตัวแทนจำหน่ายในกั่งเฉิงไปหมาด ๆ
เฉินรั่วหลินตั้งใจว่าจะกลับไปกั่งเฉิงสักระยะหนึ่ง เพื่อแนะนำลักษณะการทำงานให้กับผู้เป็นแม่
ตอนแรกเฉินรั่วหลินลังเล พยายามหาข้อแก้ตัวที่จะไม่ไป
ตอนนี้เธอยังไม่ท้อง ถ้ากลับไปที่นั่นความจริงอาจจะถูกเปิดเผยในไม่ช้า
แต่ก่อนจะได้ตัดสินใจอย่างไร แม่ของเฉินรั่วหลินก็พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดมาทางโทรศัพท์ว่า [แม่รู้นะว่าลูกกังวลอะไร ที่จริงแม่รู้ตั้งนานแล้วละว่าลูกไม่ได้ท้อง]
ตอนนั้นเฉินรั่วหลินตกใจมาก ถามกลับไปอย่างอ่อนแรงว่า “แม่คะ แม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
แม่ของเฉินรั่วหลินบอกว่า [แม่เดาได้ตั้งแต่ตอนที่แม่สามีของลูกบอกแม่ว่าลูกท้องแล้วละ หลังจากนั้นพอคุณหญิงซุนเขากลับมากั่งเฉิงแล้วเล่าเรื่องตอนที่ไปเจอลูกให้ฟัง แม่ก็ยิ่งแน่ใจขึ้นไปอีก]
“แม่ หนูขอโทษจริง ๆ” เฉินรั่วหลินขอโทษด้วยความรู้สึกผิด
ที่แท้แม่ของเธอก็รู้ทุกอย่างอยู่แล้ว แต่ก็ยังอนุญาตให้เธออยู่ในหลันเฉิงและใช้ชีวิตหลังแต่งงานกับกู้ย่าฮุยต่อไป
[เรื่องมันผ่านไปแล้ว ลูกกลับมาให้คำแนะนำกับแม่เถอะ แม่ยังต้องไปติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกั่งเฉิงให้เร็วที่สุด]
ในอดีต เธอเคยอยากให้ลูกสาวได้แต่งงานกับครอบครัวของซุนเฉิง พูดตามตรงก็เพื่อที่ธุรกิจของตัวเองจะสามารถตั้งหลักในกั่งเฉิงได้อย่างมีเสถียรภาพ แต่ตอนนี้ครอบครัวฝั่งสามีของเฉินรั่วหลินเป็นนักธุรกิจใหญ่ จึงเป็นธรรมดาที่แม่ของเฉินรั่วหลินจะเลิกกังวลเรื่องอื่น ๆ แล้วพยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวฝั่งสามีของลูกสาว
เฉินรั่วหลินกลายเป็นนักธุรกิจสาวที่แข็งแกร่งอย่างเต็มตัว กู้หนานและคนอื่น ๆ จึงมองเธอด้วยความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
นอกจากนี้ เฉินรั่วหลินยังเคยเป็นนักเรียนระดับแนวหน้าของกั่งเฉิง คงน่าเสียดายแย่ถ้าเธอต้องอยู่บ้านเพื่อเลี้ยงลูก และทำหน้าที่ภรรยากับแม่แค่อย่างเดียว
ในขณะเดียวกัน พวกเขาต่างก็ชื่นชมวิสัยทัศน์อันเปิดกว้างของเนี่ยอวี้ฮว๋าด้วยเช่นกัน เธอคือคนที่สนับสนุนให้ลูกสะใภ้ออกไปทำงานนอกบ้าน มองการณ์ไกล สร้างความกล้าหาญให้ลูกสะใภ้ได้ใช้ชีวิตในแบบที่เธอต้องการ แทนที่จะอุดอู้อยู่ในบ้าน และพึ่งพาผู้ชายเพียงอย่างเดียว
หลังมื้ออาหาร ผู้เฒ่ากู้และคนอื่น ๆ ยังคงกำชับลู่ฮ่าวอีกหลายครั้ง พวกเขาพูดประโยคเดิมซ้ำ ๆ ว่าถ้าพวกเขาย้ายไปเรียนที่เมืองปักกิ่งแล้ว ลู่ฮ่าวจะต้องดูแลกู้หนานเป็นอย่างดี ปกป้องให้เธอและลูกในท้องปลอดภัย
กู้หนานและลู่ฮ่าววางแผนว่าวันนี้จะอยู่ค้างคืนที่บ้านตระกูลกู้
กู้เจิ้งอันเตรียมห้องไว้สำหรับทั้งสองเป็นพิเศษ ตอนนี้ทั้งสี่คนจึงกลับไปนอนพักที่อาคารหลังเล็ก
หลังจากกลับถึงบ้าน กู้เจิ้งอันมองไปที่กู้หนาน ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็อดกลั้นไม่ได้จึงพูดว่า “หนานหน่าน ลูกช่วยตรวจดูชีพจรให้แม่หน่อยได้ไหม?”
ตอนแรกพวกเขาตั้งใจว่าจะแอบไปหาเนี่ยเหล่า แต่ตอนนี้กู้หนานที่เป็นแพทย์วิชาชีพก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว กู้เจิ้งอันผู้สงบนิ่งมาโดยตลอดขณะนี้รู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องขึ้นมา
กู้หนานยิ้ม มองไปทางกู้หลันที่ดูมีอาการไม่สบายจริง ๆ “แม่คะ รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวหรือ?”
กู้หลันรู้สึกอายเกินกว่าจะมองหน้ากู้หนานและลู่ฮ่าวตรง ๆ เธอก้มหน้าลงพลางตอบว่า “รู้สึกอึดอัดนิดหน่อย”
กู้หนานเห็นว่านักธุรกิจสาวผู้วางมาดสง่างามและน่าเชื่อถืออยู่เสมอ กลับแสดงท่าทางเขินอายเล็กน้อย จึงพูดว่า “งั้นเดี๋ยวหนูจะลองตรวจให้ค่ะ”
เธอหันไปบอกลู่ฮ่าวว่า “คุณขึ้นไปเตรียมที่นอนก่อนแล้วกัน วันนี้ฉันเหนื่อยนิดหน่อย หลังจากจับชีพจรให้แม่เสร็จแล้วจะได้ขึ้นไปนอนข้างบนเลย”
ลู่ฮ่าวตอบรับ “ได้”
เมื่อลู่ฮ่าวขึ้นไปชั้นบนแล้ว กู้หนานก็นั่งลงตรงโซฟา หยิบหมอนมาให้กู้หลันใช้เอนตัวลงแล้วเริ่มตรวจสอบชีพจรของเธอ
กู้เจิ้งอันยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างประหม่า รอคอยผลการวินิจฉัย
หลังจากผ่านไปสองนาที กู้หนานก็เอามือออกจากข้อมือของกู้หลัน แล้วสอบถามเกี่ยวกับรอบเดือนของเธอ
กู้หลันตอบว่ารอบเดือนของเธอเลื่อนออกไปจากปกติเป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว
กู้หนานมองทั้งสองคนที่กำลังมองหน้าเธอด้วยความประหม่าและคาดหวัง ก่อนจะพูดตรง ๆ ว่า “แม่คะ ขอแสดงความยินดีด้วย หนูกำลังจะได้น้องชายไม่ก็น้องสาวค่ะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน ดวงตาของกู้เจิ้งอันและกู้หลันก็เปล่งประกายด้วยความยินดี พวกเขาถามเพื่อยืนยัน “จริงหรือหนานหน่าน?”
กู้หนานตอบกลับยิ้ม ๆ “พวกคุณก็น่าจะมีคำตอบอยู่ในใจแล้วไม่ใช่หรือคะ”
กู้เจิ้งอันพูดอย่างไม่สบายใจว่า “ใช่ พวกเราก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เพราะยังไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ก็เลยไม่มั่นใจเท่าไหร่”
อายุของพวกเขาล่วงเข้าสู่วัยกลางคนมาหลายปีแล้ว อารมณ์จึงสงบกว่าคนหนุ่มสาวเล็กน้อย
หลังจากประจำเดือนขาดไปเป็นเวลานาน กู้หลันก็ไม่กล้าไปโรงพยาบาล เพราะกลัวว่าตัวเองจะได้รับคำตอบที่น่าผิดหวัง
จนกระทั่งไม่กี่วันมานี้ เธอก็เริ่มมีปฏิกิริยาต่าง ๆ
กู้หนานบอกว่า “พ่อ แม่ การวินิจฉัยของหนูไม่น่ามีอะไรผิดพลาดนะคะ จังหวะชีพจรที่ตรวจพบชัดเจนมาก พวกคุณลองหาเวลาไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจอัลตราซาวนด์ดู หรือลองไปหาคุณตา ให้ท่านคอนเฟิร์มอีกครั้งก็ได้”
“หนานหน่าน ลูกจับชีพจรได้แม่นยำยิ่งกว่าอะไรดี ผลที่ออกมาไม่ผิดแน่ แต่ตอนนี้ดึกมากแล้ว ไว้ค่อยมาตรวจกันอย่างละเอียดทีหลัง ช่วยเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับก่อนก็แล้วกันนะ”
สมัยนั้นตอนที่เธอไม่ยอมตั้งท้องซะที กู้หลันตั้งตารอวันที่ตัวเองจะได้เป็นแม่คนมาโดยตลอด
ในที่สุดวันที่รอคอยก็มาถึง เธอยังไม่ทันได้เตรียมใจไว้ด้วยซ้ำ
อาจเป็นเพราะเธออายุมากแล้ว ทั้งยังมีความสัมพันธ์พิเศษกับกู้เจิ้งอัน ดังนั้นจึงค่อนข้างหวาดกลัวแรงกดดันจากคำวิจารณ์ของคนอื่น ๆ
กู้หนานพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ค่ะ เรายังไม่ควรประกาศเรื่องนี้กับใคร แต่ในช่วงสามเดือนแรกต้องระวังหน่อยนะคะ โดยเฉพาะการที่คุณตั้งท้องตอนอายุมากยิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หลังจากนี้ลองหาโรงพยาบาลดี ๆ สำหรับไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ “
เมื่อได้ยินคำแนะนำของกู้หนาน กู้เจิ้งอันที่ดูเต็มไปด้วยความสุขในตอนแรกก็เปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจัง “หนานหน่าน มองจากอายุและสถานการณ์ของแม่ การมีลูกจะเป็นอันตรายหรือเปล่า?”
กู้หลันก้าวเข้าสู่วัยสี่สิบแล้ว นี่คือสิ่งที่กู้เจิ้งอันเคยกังวลก่อนหน้านี้
กู้หนานมองไปที่พ่อของเธอด้วยสีหน้าจริงจังเหมือนกัน พูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายว่า “ตอนนี้ทุกอย่างยังปกติดีค่ะ ถึงอย่างนั้นก็ควรไปฝากครรภ์ก่อนคลอดอยู่ดี ถ้าเจอปัญหาใด ๆ ก็ตามจะได้แก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ เรื่องไม่คาดฝันจะได้ไม่เกิดขึ้น”
อารมณ์ของกู้เจิ้งอันผ่อนคลายลงเพราะคำพูดของกู้หนาน เขาพูดกับกู้หลันว่า “ถึงเวลานั้นพวกเราไปคลอดที่โรงพยาบาลปักกิ่งดีไหม ถึงยังไงโรงพยาบาลที่นั่นก็มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ากว่าหลันเฉิง”
กู้หลันยิ้ม “อย่าเพิ่งกังวลไปเลย ฉันสบายดี จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น”
“แม่คะ ช่วงนี้พยายามอย่าโหมงานจนเหนื่อยเกินไป หาเวลาพักบ้างนะคะ”
กู้หนานรู้ว่าตอนนี้ธุรกิจของกู้หลันที่ปินเฉิงกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา ดังนั้นเธอต้องงานยุ่งมากเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่ในฐานะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ตอนอายุมาก คงต้องดูแลสุขภาพให้เข้มงวดกว่าปกติ
กู้หลันพยักหน้า “ได้ ฉันจะจำไว้”
“งั้นหนูขอขึ้นไปข้างบนก่อนนะคะ”
ทันทีที่กู้หนานเดินขึ้นไปแล้ว กู้เจิ้งอันก็โผเข้ากอดกู้หลันด้วยความตื่นเต้น
กู้หลันมองตามแผ่นหลังของกู้หนานที่หายลับเข้าไปในทางเดิน แล้วผลักเขาออกเบา ๆ “กลับไปที่ห้องกันก่อนเถอะ”
“อืม ขึ้นห้องกัน”
กู้เจิ้งอันก้าวเข้ามาอุ้มภรรยาในท่าเจ้าหญิง จากนั้นก็พากันไปที่ห้องนอน
เขาเป็นผู้ชายอายุสี่สิบเศษ กู้เจิ้งอันมีความสุขอย่างยิ่งที่ตัวเองกำลังจะได้ใช้ชีวิตคู่อย่างสมบูรณ์กับคนที่เขารัก
เขาไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตอันมืดมนของตัวเองจะมีจุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่ในปีนี้
กู้หลันเองก็มีความรู้สึกที่หลากหลาย เธอจำได้ว่าตัวเองไม่ยอมตั้งท้องเป็นเวลาหนึ่งปีเต็มหลังจากแต่งงาน ทำให้เธอถูกตัดสินว่าเป็นผู้หญิงที่ไร้ความสามารถในการมีลูก จนถูกสามีทิ้ง
ความสิ้นหวังที่เธอประสบในตอนนั้น เมื่อเธอหวนนึกถึงในเวลานี้แล้ว ยังเป็นอะไรที่ยากจะลืมเลือน
ไม่น่าเชื่อว่ายี่สิบปีต่อมา เธอจะได้เป็นแม่คนแล้วจริง ๆ
กู้หลันนึกถึงความโศกเศร้าที่พบเจอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา น้ำตาก็ค่อย ๆ รินไหลอย่างสุดจะหักห้าม
เมื่อกู้หนานกลับมาที่ห้อง พบว่าลู่ฮ่าวได้จัดการเปลี่ยนผ้าปูที่นอนและปลอกผ้านวมเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นเธอเข้ามา เขาก็รีบไปช่วยประคองเธอให้นั่งลง
ลู่ฮ่าวถามอย่างเป็นกันเอง “เป็นยังไงบ้าง แม่สบายดีไหม?”
กู้หนานตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “เธอสบายดี แถมกำลังจะมีน้าชายหรือน้าหญิงให้ลูกของเราสองคนด้วย”
“เธอท้องหรือ?”
กู้หนานพยักหน้า
ในฐานะที่เป็นหมอ ลู่ฮ่าวพอจะคาดเดาได้เล็กน้อยเกี่ยวกับปฏิกิริยาทางกายของอีกฝ่ายเมื่อกี้นี้
แต่ตอนนี้เขาได้รับคำตอบยืนยันชัดเจนแล้ว จึงหัวเราะเบา ๆ “พ่อตานี่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ”