เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 695 อาการแปลก ๆ ของกู้หลัน
บทที่ 695 อาการแปลก ๆ ของกู้หลัน
ช่วงนี้กู้หนานยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวย้ายไปเมืองปักกิ่ง จึงมีความสุขมากเมื่อได้รับโทรศัพท์บอกข่าวดีจากจอร์จ
หลังจากลู่ฮ่าวเลิกงาน เธอก็เล่าเรื่องนี้ให้ลู่ฮ่าวฟังด้วย
โรงพยาบาลหลันเฉิงได้ออกกำหนดการสำหรับวันที่ลู่ฮ่าวจะได้ไปศึกษาวิจัยขั้นสูง เขาต้องไปรายงานตัวที่โรงพยาบาลปักกิ่งในวันที่ยี่สิบพฤษภาคม
หมายความว่ายังมีเวลาอีกประมาณสิบวันก่อนออกเดินทาง
หลังจากที่ลู่ฮ่าวบอกให้กู้หนานและเฉินหย่าจือรู้เรื่องนี้ เฉินหย่าจือก็ตัดสินใจทันทีว่าจะไปเมืองปักกิ่งกับเดวิดล่วงหน้า
ก่อนหน้านี้ เดวิดได้โทรติดต่อกับเพื่อนของเขาในเมืองปักกิ่ง สอบถามเกี่ยวกับการซื้อบ้านพักอาศัยที่นั่นแล้ว
เพื่อนของเดวิดทำงานด้วยความกระตือรือร้น ช่วยแนะนำสถานที่หลายแห่งให้กับเขา มีทั้งอาคารชุดต่าง ๆ รวมถึงบ้านแบบแยกเป็นหลัง ถ้างบประมาณมีจำกัดก็อาจซื้อบ้านเดี่ยวหลังเล็ก ๆ ได้
พอได้ยินว่าลู่ฮ่าวได้รับกำหนดการให้เดินทางไปปักกิ่งในเร็ววันนี้ ทั้งครอบครัวก็นั่งหารือกัน และเริ่มปรึกษาว่าต้องการซื้อบ้านแบบไหน
เฉินหย่าจือมองไปที่ลูกชายและลูกสะใภ้ของเธอ พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “เสี่ยวฮ่าว หนานหน่าน เราคงต้องขอความคิดเห็นจากพวกลูกในเรื่องนี้ ถ้าอยากได้บ้านแบบไหนเป็นพิเศษก็บอกได้เลยนะ”
“แม่ครับ เลือกบ้านในแบบที่แม่กับลุงเดวิดเห็นว่าเหมาะสมเถอะ เราสองคนอยู่ที่ไหนก็ได้ทั้งนั้น” ลู่ฮ่าวไม่มีเงื่อนไขตายตัวเรื่องที่อยู่อาศัย อีกทั้งคนที่จ่ายเงินซื้อบ้านก็คือแม่ของเขาและเดวิด เขาตระหนักเสมอว่าไม่ควรเรื่องมาก
กู้หนานก็สนับสนุนความคิดเขา “ใช่ค่ะ แบบไหนก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นเราซื้อบ้านเดี่ยวหลังเล็ก ๆ ก็แล้วกัน” เดวิดตัดสินใจให้ “เพื่อนของฉันบอกว่าเจ้าของบ้านหลังนั้นกำลังจะย้ายไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศ ก็เลยวางแผนขายมันในราคาที่ต่ำกว่าปกติ ถ้าเราซื้อไว้ ดูเหมือนว่าไม่ต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมมากนัก แค่ตกแต่งภายในซะใหม่ เปลี่ยนเครื่องเรือนบางส่วน ก็สามารถเข้าอยู่ได้เลย”
เฉินหย่าจือถูกใจบ้านประเภทนี้เป็นพิเศษ เพราะมันช่วยประหยัดเวลาในการตกแต่งที่น่าเบื่อหน่าย ทั้งยังเหมาะมากสำหรับคนจากเมืองอื่นที่ต้องการหาที่อยู่อย่างเร่งด่วนในเมืองนั้น ๆ
ลู่ฮ่าวบอกว่า “ลุงเดวิด คุณกับแม่ตัดสินใจกันเองได้เลยครับว่าจะทำอะไรบ้าง ขอแค่ไม่เปลืองงบประมาณมากก็พอ ไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อเราเลย”
ลู่ฮ่าวรู้อยู่เสมอว่าแม่ของเขารู้สึกว่าตัวเองติดหนี้ลูกชาย เธอจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อสรรหาสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่เขา แต่เขาไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่แบบเธอทำอะไรก็ตามที่เกินความสามารถเพื่อตน
เดวิดยิ้ม “ไม่ต้องห่วง เราทำงานอย่างหนักกันมาหลายปี การซื้อบ้านสักหลังไม่ได้ทำให้เราเป็นหนี้หรอก”
“ถ้าอย่างนั้นเรามาตกลงกันก่อน เดวิดกับแม่ตั้งใจว่าจะไปดูบ้านวันพรุ่งนี้เลย ถ้าเป็นไปได้ เราจะทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ให้เร็วที่สุด จากนั้นลูกกับหนานหน่านค่อยตามพวกเราไปที่นั่นหลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว”
นักธุรกิจไม่เคยผัดวันประกันพรุ่ง ถ้ามัวชักช้าลังเล โอกาสทางธุรกิจอาจสูญสลายไปกับตา นอกจากนี้ พวกเขาต่างก็มีทัศนคติในเรื่องนี้ที่พ้องตรงกัน
“เอาตามที่แม่กับลุงเดวิดวางแผนไว้เลยครับ”
วันต่อมา เฉินหย่าจือกับเดวิดเดินทางไปยังเมืองปักกิ่ง
หลังจากลู่ฮ่าวได้รับกำหนดการเดินทางไปปักกิ่งอย่างชัดเจน เขาจึงแวะไปที่บ้านตระกูลกู้กับกู้หนานเพื่อแจ้งให้พวกเขาทราบก่อน
ตระกูลกู้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องนี้ แต่ถึงอย่างไรตอนนี้กู้หนานก็กำลังอุ้มท้อง พวกเขายังกลัวมากว่าเธออาจจะประสบอุบัติเหตุเนื่องจากการเดินทางไกล
แต่พวกเขาก็ไม่สามารถขัดขวางความก้าวหน้าในอนาคตของลู่ฮ่าวได้ ถ้ากู้หนานไม่ตามไป ลู่ฮ่าวจะยอมละทิ้งโอกาสโดยไม่ลังเล
ตอนนี้พวกเขาแค่ทำใจไม่ค่อยได้ก็เท่านั้น
เวลานี้ ลู่ฮ่าวและกู้หนานนั่งอยู่บนโซฟาในบ้านหลังเก่าของตระกูลกู้ รายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ผู้อาวุโสของตระกูลกู้ กู้เจิ้งอัน และคนอื่น ๆ รับฟังโดยทั่วกัน
ตระกูลกู้รู้สึกประหลาดใจมากเมื่อได้ยินว่าเฉินหย่าจือและเดวิดเดินทางไปเมืองปักกิ่งเพื่อดูบ้านตั้งแต่ตอนนี้
“พวกเธอตัดสินใจซื้อบ้านที่นั่นกันเร็วขนาดนี้เชียวหรือ?” ผู้เฒ่ากู้ถามด้วยความตกตะลึง
ลู่ฮ่าวตอบว่า “ใช่ครับคุณปู่ แม่ของผมกับลุงเดวิดเดินทางไปดูสถานที่จริงล่วงหน้า ถ้าทำเลเหมาะสม ก็จะทำเรื่องโอนตามขั้นตอน ผมรู้มาว่ามันเป็นบ้านเดี่ยวมือสอง ผมกับหนานหน่านสามารถย้ายเข้าอยู่ได้เลย”
“ซื้อบ้านเดี่ยวเลยหรือนี่”
ยิ่งรู้สถานะทางการเงินของเฉินหย่าจือมากเท่าไหร่ ตระกูลกู้ก็ยิ่งมองพวกเขาด้วยสายตาที่แตกต่างออกไป
เธอเพิ่งจะซื้อบ้านเดี่ยวขนาดใหญ่ในหลันเฉิง และตอนนี้ก็กำลังจะซื้อบ้านเดี่ยวที่เมืองปักกิ่งอีก
ร่ำรวยเกินไปแล้ว
ผู้เฒ่ากู้พูดกับลู่ฮ่าวด้วยมาดน่าเกรงขาม “ลู่ฮ่าว ถ้าเธอพาหนานหน่านไปอยู่ต่างที่ เธอก็ต้องพาหนานหน่านกลับมาสู่อ้อมกอดของพวกเราอย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่แข็งแรงด้วย ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ ตระกูลกู้ของเราไม่มีวันให้อภัยเธอแน่”
ลู่ฮ่าวสัญญาอย่างจริงจังว่า “คุณปู่วางใจได้เลยครับ ผมจะดูแลเธอเป็นอย่างดี กลับมาครั้งหน้า เราสองคนจะพาเหลนสาวของคุณกลับมาพร้อมกันด้วย”
“เหลนสาว?” ดวงตาของคุณย่ากู้เป็นประกายเล็กน้อย ถามว่า “พวกเธอรู้เพศเด็กในท้องแล้วหรือ?”
คนอื่น ๆ ต่างก็มองไปที่พวกเขาด้วยความคาดหวังเช่นกัน
กู้หนานพูดอย่างโกรธเคืองว่า “คุณย่า อย่าไปฟังคำพูดคำจาไร้สาระของลู่ฮ่าวเลยค่ะ พวกเรายังไม่ได้ไปตรวจเพศเด็ก แต่เขาอยากได้ลูกสาว ก็เลยคิดว่าฉันตั้งท้องลูกสาวมาโดยตลอด”
“ฉันคิดว่าเธอหาเวลาว่างไปตรวจเพศหน่อยก็ดีเหมือนกันนะ”
ผลพวงจากนโยบายการวางแผนครอบครัว ทำให้ในปัจจุบันโรงพยาบาลถูกสั่งห้ามไม่ให้เปิดเผยเพศของทารกในครรภ์เด็ดขาด เพราะกลัวว่าบางคนอาจคิดทำอะไรไม่เข้าท่า
พอพูดถึงเรื่องนี้ กู้หนานก็แสดงความคิดเห็นของตัวเองอย่างชอบธรรม “ไม่ต้องตรวจหรอกค่ะ เขาจะเกิดมาเป็นเพศอะไรก็ได้ทั้งนั้น ยังไงซะเขาก็เป็นลูกของฉัน”
กู้เจิ้งอันได้ยินว่าลู่ฮ่าวอยากได้ลูกสาว เขาก็มองไปทางลูกสาวของตัวเองด้วยสายตาอ่อนโยน “ลูกสาวก็ไม่เลว เธอต้องเป็นเด็กดีแน่ รู้จักเอาใจใส่คนรอบข้าง แถมยังเรียนเก่ง”
ลู่ฮ่าวพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ ลูกสาวผมต้องเป็นเด็กดีแน่นอนครับ”
“เหล่าลู่ อย่าคาดหวังมากเกินไป ถ้าลูกคลอดออกมาเป็นผู้ชายจะทำยังไง?”
ลู่ฮ่าวตอบกลับ “ถ้าเป็นผู้ชายผมก็รักเขาเหมือนกัน”
“อาหารพร้อมแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ”
คนรุ่นหลังในตระกูลช่วยประคองผู้เฒ่ากู้และคุณย่ากู้ไปที่ห้องอาหาร
จู่ ๆ กู้หลันก็วิงเวียนขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทันใดนั้นก็รู้สึกคลื่นไส้จนอยากจะอาเจียน
เธอรีบวิ่งไปที่ห้องน้ำ
กู้หนานถามกู้เจิ้งอันด้วยความเป็นห่วง “แม่เขาเป็นอะไรไปหรือคะ?”
“ไม่มีอะไร เธอ… เธอเป็นแบบนี้มาสองวันแล้ว” กู้เจิ้งอันสบตากับลูกสาว จากนั้นจึงตอบกลับอย่างเชื่องช้า
“หรือว่าเธอจะ… “ คุณย่ากู้มองไปที่กู้เจิ้งอันด้วยความคาดหวัง ต้องการยืนยันการคาดเดาของตัวเอง
“แม่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ไว้ค่อยถามตอนเธอออกมาทีหลังก็ได้”
ใบหน้าที่เคร่งขรึมของกู้เจิ้งอันเต็มไปด้วยความอึดอัดอย่างมาก เขาลุกขึ้น เข้าไปที่ห้องอาหารเพื่อจัดเตรียมเก้าอี้
สีหน้าที่ฉายชัดถึงความอึดอัดใจและเขินอายของกู้เจิ้งอัน ในสายตาของผู้ใหญ่แล้วช่างน่าขบขัน
ทุกคนเริ่มคาดเดากันไปต่าง ๆ นานา กู้เจิ้งอันทำตัวเป็นเด็กโข่งไปได้ เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกสาวและลูกเขยตัวเองก็ไม่กล้าพูดความจริงอย่างนั้นหรือ?
ทั้งครอบครัวมองสบตากันไปมา ในที่สุด พวกเขาทั้งหมดก็มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ถามคำถามเซ้าซี้ใด ๆ อีก ทุกคนเข้าไปนั่งในห้องอาหารแล้วรออาหาร
หลังจากที่กู้หลันออกมา คุณย่ากู้ก็อดกลั้นความอยากรู้ไม่ได้ ถามด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลว่า “เสี่ยวหลัน เธอไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไรค่ะแม่”
กู้หลันหลบสายตาทันควัน ด้วยกลัวว่าทุกคนจะถามอีก เธอจึงเดินไปนั่งถัดจากกู้เจิ้งอัน จากนั้นก็จงใจเปลี่ยนเรื่อง
เป็นเวลานานแล้วที่คนในครอบครัวไม่ได้มาทานอาหารด้วยกัน ดังนั้นบนโต๊ะอาหารจึงมีเรื่องที่ต้องสนทนากันมากมาย
ความสนใจค่อย ๆ กระจัดกระจายไปที่หัวข้ออื่น ๆ
กู้ย่าถิงจับมือกู้หนาน ถามว่า “หนานหน่าน เธอจะกลับมาทันภายในสิ้นปีนี้หรือเปล่า? เธอต้องกลับมาร่วมงานแต่งงานของฉันกับฉินเฟิงให้ได้นะ”
กู้หนานลองคำนวณเวลาในใจ แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนั้นฉันน่าจะคลอดพอดี ถ้ากลับมาร่วมงานแต่งก็คงมาพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมแขนแล้วละ”
“ได้ เราตกลงกันแล้วนะ เธอต้องกลับมาตามที่รับปากด้วย”
“ฉันกลับมาแน่”
ฉินเฟิงเป็นน้องชายที่ดีที่สุดของลู่ฮ่าว ส่วนกู้ย่าถิงก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ ตราบใดที่ไม่มีเรื่องใดเข้ามาแทรก เธอกับลู่ฮ่าวต้องกลับมาร่วมงานแต่งของทั้งสองอย่างแน่นอน
เนี่ยอวี้ฮว๋าได้ยินว่าแม่สามีของลูกสาวยอมเห็นด้วยกับเรื่องระหว่างจอร์จและฉินอวิ๋น เธอจึงหันไปคุยกับกู้หนานและคนอื่น ๆ
เธอสงสัยมากว่าจอร์จใช้วิธีไหน ถึงทำให้แม่สามีที่สุดแสนจะหัวแข็งคนนั้นยอมเปิดไฟเขียวได้
กู้หนานยิ้มพร้อมตอบกลับ “ป้าสะใภ้ จอร์จแค่แสดงความจริงใจให้เธอเห็นเท่านั้นเองค่ะ ความจริงใจคือทักษะการเอาชนะใจขั้นสูงสุดเสมอ คุณแม่ของฉินอวิ๋นเป็นคนมีเหตุผล หล่อนเองก็หวังให้ลูกสาวมีความสุขในชีวิต”
“พี่สะใภ้พูดถูก เราทุกคนมองเห็นความจริงใจของจอร์จที่มีต่อเสี่ยวอวิ๋นอย่างชัดเจน ถ้าเรายังไม่ยอมเห็นด้วยอีก ก็คงจะใจแคบเกินไป”
ว่าแล้วฉินเฟิงก็มองไปทางว่าที่แม่ยายและพูดต่อ “ ถ้าเราไม่ได้รับคำแนะนำจากคุณ เหตุการณ์คงไม่มีทางลงเอยแบบนี้ หลังจากที่แม่ได้ยินคำพูดของคุณแล้ว หล่อนก็คิดทบทวนเรื่องนี้มากขึ้น พอถึงบ้านเลยยอมคล้อยตามคุณในที่สุด”