เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 692 จอร์จรวยกว่าที่เราคิด
บทที่ 692 จอร์จรวยกว่าที่เราคิด
ทันใดนั้น จู่ ๆ ภายในใจของจอร์จก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ในตอนนั้นเขาก้าวขาออกจากบ้านโดยไม่ลังเล หลายปีที่ผ่านมาพ่อแม่ของเขาจะเป็นกังวลมากแค่ไหนกันนะ
แม่ของฉินเฟิงถอนหายใจ “เฮ้อ เป็นความจริงที่หัวใจของพ่อแม่อยู่ที่ลูก แต่หัวใจของลูกอยู่บนก้อนหิน”
สิ่งที่ว่าที่แม่ยายพูด ทำให้จอร์จก้มหน้าลงด้วยความอับอาย
จู่ ๆ เขาก็รู้สึกอยากกลับบ้านขึ้นมา
“เจียหาว คุณวางแผนว่าจะแต่งงานเมื่อไหร่?” แม่ของฉินเฟิงถามอีกครั้ง
สำหรับคำถามนี้ คำตอบของจอร์จเปิดกว้างมาก เขาตอบว่า “คุณป้า ผมจะยึดตามความพร้อมของเสี่ยวอวิ๋นเป็นหลักครับ ไม่ว่ายังไงผมก็อายุเลยสามสิบปีมาแล้ว ผมคงไม่รีบร้อนที่จะจัดงานภายในปีหรือสองปี ขอแค่เราได้อยู่ด้วยกันก็พอ ตราบใดที่เสี่ยวอวิ๋นไม่ทิ้งผมไปซะก่อน เราค่อยแต่งงานเมื่อไหร่ก็ได้”
เมื่อแม่ของฉินเฟิงได้ยินสิ่งที่เขาพูด เดิมทีเธอต้องการจะบอกว่า ยิ่งคุณอายุสามสิบแล้วยิ่งต้องรีบแต่งสิ
แต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก เธอกลับรู้สึกว่าไม่เหมาะที่จะพูดออกไป
ลูกสาวคนเดียวของครอบครัวจะแต่งงานทั้งที ถ้าพวกเขารีบร้อนขนาดนั้น คงเหมือนพยายามจะยัดเยียดลูกสาวให้ออกจากบ้านไปไว ๆ นอกจากนี้ ลูกสาวของเธอยังอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ อีกฝ่ายอายุตั้งสามสิบกว่ายังไม่รีบร้อนเลย แบบนี้จะรีบแต่งไปทำไม คบกันไปก่อนสักปีสองปีก็ได้
ทางด้านฉินเฟิงก็ให้อิสระกับพวกเขาเช่นเดียวกัน “เอาล่ะ พวกเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวเรื่องนี้ พวกคุณสองคนค่อยแต่งงานกันตอนที่พร้อมก็แล้วกัน”
ปากจอร์จก็บอกว่าตัวเองยึดตามความคิดเห็นของฉินอวิ๋นเป็นหลัก แต่การกระทำของเขากลับชัดเจนไม่คลุมเครือ
ถึงยังไม่รีบร้อนแต่งงาน แต่เขาก็ต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้แน่นหนา
จอร์จถามฉินเฟิงว่า “พี่เฟิง ได้ยินมาว่าคุณกำลังจะซื้อบ้านในหลันเฉิงไม่ใช่หรือ? บ้านหลังนั้นอยู่ที่ไหน? ยังพอมีบ้านว่างเหลืออยู่หรือเปล่า เป็นไปได้ไหมที่เราจะกลายเป็นเพื่อนบ้านกัน”
เมื่อได้ยินคำถามของจอร์จ ฉินเฟิงก็ยิ้มพลางพูดว่า “ทำไมถึงอยากเป็นเพื่อนบ้านของผมล่ะ กลัวไม่มีใครกินข้าวมื้อเย็นเป็นเพื่อนหรือ”
จอร์จยิ้ม “คุณเป็นพี่ชายของเสี่ยวอวิ๋น ย้ายมาอยู่บ้านใกล้เรือนเคียงกัน อีกหน่อยจะได้ช่วยดูแลกันและกันได้”
ฉินเฟิงเห็นด้วยมาก ๆ กับข้อเสนอของจอร์จ
น้องสาวย้ายมาอาศัยอยู่ใกล้กับเขาทั้งที ในอนาคตเขาจะช่วยสอดส่องความเป็นอยู่ของเธอได้
ถ้าอีกหน่อยจอร์จปฏิบัติต่อเธอไม่ดี เขาซึ่งเป็นพี่ชายจะได้รีบเข้าไปช่วยเหลือเธอโดยเร็ว
เขาตอบกลับว่า “บ้านว่างก็พอจะมีอยู่หรอก แต่สภาพแวดล้อมในละแวกนั้นออกจะธรรมดาไปสักหน่อย คุณเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าชื่อดัง คงอยู่ในที่แบบนั้นไม่ได้หรอกมั้ง”
“เสี่ยวอวิ๋น เธอเคยไปบ้านใหม่ของพี่เฟิงหรือยัง? สำหรับเธอแล้วบ้านแบบนั้นดูโอเคไหม?” จอร์จถามความเห็นของฉินอวิ๋นอีกครั้ง
ฉินอวิ๋นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นตอบกลับว่า “ค่อนข้างดีเลยล่ะค่ะ พวกเราชาวชนบทสามารถซื้อบ้านอยู่ในเมืองใหญ่แบบนี้ได้ถือว่าไม่ธรรมดา ยังต้องเลือกมากอีกหรือคะ”
ฉินอวิ๋นรู้สึกว่าบ้านหลังนั้นดูดีจริง ๆ
การที่ชาวชนบทสามารถเข้ามาอาศัยอยู่ในอาคารชุดแบบนี้ได้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม คนอย่างจอร์จคงปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมแบบนั้นไม่ได้แน่
แถวนั้นเสียงดังเกินไป ภายในอาคารเดียวกัน พวกผู้ใหญ่และผู้สูงอายุมักจะออกมานั่งเรียงกันด้านล่างเป็นแถวเพื่ออาบแดด แถมยังมีเด็ก ๆ วิ่งเล่นเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว จอร์จเคยบอกว่าเขาไม่ชอบสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังยิ่งกว่าอะไร
แต่ตอนนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ชาย เธอกลับกระดากปากเกินกว่าจะพูดว่าอาคารชุดแบบนั้นไม่เหมาะกับเขา
จอร์จได้ยินจากฉินอวิ๋นว่าเธอพอใจกับสภาพแวดล้อมในบ้านหลังใหม่ของฉินเฟิงมาก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจทันที “ได้ ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจเธอ พี่เฟิง คุณช่วยพาเราไปดูบ้านว่างหน่อยได้ไหม พวกเราจะได้ปรึกษากันเพื่อซื้อบ้านโดยเร็วที่สุด”
“แต่ว่า…” ฉินอวิ๋นเห็นจอร์จตัดสินใจอย่างเข้มแข็งและเด็ดเดี่ยวจึงลังเลที่จะพูดอะไรออกไป
แม่ของฉินเฟิงเริ่มตามไม่ทันเขาแล้ว “คุณคิดจะซื้อบ้านตอนนี้เลยหรือ?”
จอร์จไม่ได้บอกว่าเขาไม่รีบร้อนที่จะแต่งงานหรอกหรือ?
แล้วทำไมเขาถึงรีบซื้อบ้านขนาดนั้น?
จอร์จดูเหมือนจะเข้าใจความสงสัยของแม่ยาย เขาอธิบายว่า “คุณป้า ตั้งแต่มาที่หลันเฉิงผมก็พักอยู่ในโรงแรมมาตลอด ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนไม่มีบ้านอยู่ ถึงยังไงมีที่พักอาศัยเป็นของตัวเองก็สะดวกสบายกว่าเปิดห้องนอนมาก”
แม่ของฉินเฟิงพูดอย่างจริงจัง “เจียหาว สิ่งที่คุณพูดก็ไม่ผิด แต่การซื้อบ้านต้องใช้เงินจำนวนมาก คุณควรคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ดี”
ถ้าจอร์จตัดสินใจหุนหันพลันแล่นเพื่อซื้อบ้านในหลันเฉิง แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาจะไม่เสียใจภายหลังหรือ
ฉินเฟิงมองสีหน้ากังวลของผู้เป็นแม่ ยิ้มพลางพูดว่า “แม่ อย่าประเมินจอร์จต่ำเกินไปสิครับ เขาเป็นคนมีฐานะ สถานะทางการเงินเขาแตกต่างจากพวกเรามาก พวกเราต้องเก็บหอมรอมริบกันแทบตายกว่าจะซื้อบ้านได้สักหลัง กลับกันถ้าเขาอยากจะซื้อบ้านสักหลัง แค่ควักกระเป๋าจ่าย บ้านก็ตกเป็นของเขาแล้ว”
ฉินเฟิงเคยเห็นสำนักงานออกแบบขนาดใหญ่ของจอร์จในเซี่ยงไฮ้มาก่อน
สำหรับชาวเมืองที่แสนจะทันสมัยเหล่านั้น แค่เหลือบไปเห็นเขา คนพวกนั้นก็พากันตะโกนเรียกเขาว่าคุณจอร์จอย่างสุภาพนอบน้อม
เขามีอำนาจขนาดนี้ บ้านแค่หลังเดียวจะทำให้ขนหน้าแข้งร่วงได้ยังไง?
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง จอร์จก็ถอนหายใจ “พี่เฟิง ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อใช้ชีวิตอย่างประหยัด สมัยที่ผมออกจากกั่งเฉิงแล้วย้ายไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้คนเดียว ผมกินซาลาเปากับน้ำดื่มธรรมดา ๆ เพื่อประทังชีวิตแทบทุกวัน อาศัยซุกหัวนอนที่จุดพักผู้โดยสารในสถานีรถไฟ ช่วงหนึ่ง ผมไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อซาลาเปากินด้วยซ้ำ พอมองย้อนไปถึงตอนนั้น ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองรอดชีวิตมาได้ยังไง”
เขาไม่ใช่คนร่ำรวยมาตั้งแต่แรก
ความสำเร็จของเขาในวันนี้ เป็นเพราะความสามารถและความพยายามที่ไม่หยุดยั้ง
ฉินเฟิงตบไหล่จอร์จ “แต่คุณก็ผ่านมันมาได้จริง ๆ”
หลังจากฟังเสียงถอนหายใจของจอร์จ สายตาของแม่ของฉินเฟิงก็เต็มไปด้วยความทุกข์
ว่ากันว่าลูกเขยก็เหมือนลูกของตัวเองครึ่งหนึ่ง เมื่อเธอเริ่มยอมรับจอร์จเป็นลูกเขย ความคิดอ่านก็เปลี่ยนไปจากเดิมทันที
เธอมองไปที่จอร์จแล้วพูดอย่างจริงจังว่า “เจียหาว เสี่ยวอวิ๋นของฉันเป็นแค่เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างลำบากมาตั้งแต่ยังเด็ก
“อีกหน่อยถ้าเธอได้แต่งงานกับคุณ เราไม่ขอให้คุณดูแลเธอแบบภรรยาที่ร่ำรวย ตราบใดที่คุณปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี ไม่สำคัญว่าพวกคุณจะมีชีวิตความเป็นอยู่ยังไง แค่อย่าทำงานจนเหนื่อยเกินไปก็พอแล้ว”
“คนเราทำงานไปตลอดทั้งชีวิตไม่ได้ ลองคิดให้รอบคอบ ความจริงแล้วเงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต สิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าคือความสุขต่างหาก เพราะฉะนั้นอย่ากดดันตัวเองจนเกินไป”
แม่ของฉินเฟิงไม่อยากให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ทุ่มเทเวลาให้กับการทำงานมากเกินไป
สิ่งที่เธอพูด ทำให้จอร์จหวนนึกถึงแม่แท้ ๆ ของเขาอีกครั้ง
แม่เคยพูดแบบเดียวกันนี้กับเขามาแล้วครั้งหนึ่ง
หล่อนไม่เคยคาดหวังเลยว่าเขาจะประสบความสำเร็จไปถึงขั้นไหน แต่หวังเพียงให้เขาได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข
นี่แหละหนอความรักของบุพการีที่มีต่อลูก
ขอบตาของจอร์จเปียกชื้นเล็กน้อย เขาพยักหน้า “ขอบคุณครับคุณป้า ผมเข้าใจแล้ว ไม่ต้องกังวลนะครับ ผมจะไม่ปล่อยให้เสี่ยวอวิ๋นต้องลำบากเด็ดขาด”
ฉินเฟิงบ่นจากด้านข้าง “แม่ อย่าสอนแนวคิดทำนองนี้ให้คนอื่นทำตามเลย คนเราใช้ชีวิตอย่างสมถะติดดินไปตลอดไม่ได้หรอก สังคมเรายังต้องการการพัฒนา ต้องมีใครบางคนที่พร้อมจะปฏิวัติวงการเสมอ”
“จอร์จเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่มีฝีมือมาก เขาจะสร้างผลงานได้ก็ต่อเมื่อสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อความคิดสร้างสรรค์ ผลงานทุกชิ้นออกมาจากสมองที่โลดแล่น เราถึงมีเสื้อผ้าที่ดูดีไว้สวมใส่”
“พวกเขาเปรียบเหมือนผู้นำความนิยม เราควรสนับสนุนให้เขาได้ออกแบบเสื้อผ้าใหม่ ๆ จนได้รับความนิยมมากขึ้น แทนที่จะกักขังพวกเขาไว้ที่บ้าน แล้วให้อาหารสามมื้อต่อวัน”
“พี่เฟิง รู้ใจ รู้ใจจริง ๆ”
จอร์จรู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกับคำพูดของฉินเฟิง เขาจับมือของฉินเฟิงไว้แน่นด้วยแรงอารมณ์ “ผมโชคดีเหลือเกินที่เจอกับพี่เขยที่ดีอย่างคุณ คุณเข้าใจเจตนารมณ์ของผมที่สุดแล้ว
“ทำไมผมถึงยอมต่อสู้กับครอบครัว ยอมทิ้งบ้านเกิดเพื่อมาเดินบนเส้นทางการออกแบบนี้? ก็เพื่อทำให้คนธรรมดาได้มีเสื้อผ้าที่สวยงามไว้สวมใส่ทัดเทียมใครเขานั่นละครับ ในช่วงสองปีที่ผ่านมา ผมเน้นส่งเสริมเครื่องแต่งกายแบบดั้งเดิมของบรรพบุรุษเรามาโดยตลอด หลังจากนี้ยังวางแผนว่าจะผสมผสานรูปแบบจากชุดประจำชาติของเราให้เข้ากับเสื้อผ้าแบบตะวันตก วัฒนธรรมของเราจะได้ไปสู่สายตาชาวโลก…”
ฉินเฟิงทำหน้าเหยเกก่อนจะดึงมือออก “เอาล่ะ เอาล่ะ หยุดสาธยายก่อนเถอะ ทำไมถึงโยงเข้าประเด็นพวกนั้นได้นะ ผมไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่คุณพูดหรอก คราวหน้าอย่าหยิบเรื่องพวกนี้มาคุยอีกเลยนะ เรื่องนี้คนธรรมดาอย่างผมทำความเข้าใจได้ยาก เราคุยแค่ธุระส่วนตัวก็พอ ดีไหม?”
จอร์จหัวเราะแหะ ๆ พลางตอบตกลง “ได้ครับ”
พี่เขยคนนี้ดูเป็นคนจริงจังเกินไปสำหรับเขา
แม้ว่าฉินเฟิงจะอายุน้อยกว่าเขาตั้งห้าหกปี แต่ก็มีความเป็นผู้ใหญ่สูง ซึ่งเขารู้สึกชื่นชมมาก
ทันใดนั้นฉินเฟิงก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา ยิ่งดื่มชามากเท่าไหร่ก็ยิ่งหิวโหยเท่านั้น เมื่อมองดูนาฬิกาถึงรู้ว่าเป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว
“พวกเราคงคุยกันเพลินไปหน่อย ไปกันเถอะ กลับบ้านไปทำอาหารกินกัน”
แม่ของฉินเฟิงก็ตอบรับเช่นเดียวกัน “ใช่ กลับบ้านไปทำกับข้าวกันดีกว่า อย่าเปลืองเงินกินข้าวที่ร้านด้านนอกเลย มันไม่อร่อยเท่าเข้าครัวเองหรอก”
ตอนนี้แม่ของฉินเฟิงยอมรับจอร์จเป็นลูกเขยของเธอแล้ว
จอร์จตามพวกเขาไปยังบ้านเช่าที่ฉินเฟิงอาศัยอยู่
ว่าที่แม่ยายของเขารับหน้าที่เข้าครัวทำอาหาร หลังจากที่ทั้งครอบครัวรับประทานอาหารเสร็จ จอร์จแทบอดใจรอไม่ไหวที่จะขอให้ฉินเฟิงพาเขาไปดูบ้านหลังใหม่
ตอนแรกจอร์จเต็มไปด้วยความคาดหวัง คิดต่าง ๆ นานาเกี่ยวกับการจะได้เป็นเพื่อนบ้านกับฉินเฟิง แต่เมื่อเขามาถึงบริเวณชุมชน เดินขึ้นบันไดไปถึงชั้นห้า และมองไปรอบ ๆ แล้ว ความกระตือรือร้นของเขาก็ดับวูบลง
“ที่นี่หรือ?” น้ำเสียงของจอร์จฟังดูผิดหวังเล็กน้อยอย่างเห็นได้ชัด
ฉินเฟิงพูดว่า “ทำไม? คุณไม่ชอบหรือ? ที่อยู่อาศัยทั่วไปของพวกเราก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่มีลิฟต์เหมือนสำนักออกแบบของคุณ ผมลองถามพนักงานดูแล้ว ชั้นหนึ่งและชั้นสองไม่เหลือห้องว่างอีก ถ้าคุณอยากซื้อ พอจะมีห้องว่างก็คือชั้นห้าเท่านั้น”
“เสี่ยวอวิ๋น เธอคิดว่าที่นี่เป็นไง?” จอร์จมองไปที่ฉินอวิ๋นเพื่อขอความเห็นจากเธอ
เมื่อนึกถึงการที่ต้องแบกร่างขึ้นมาห้าหกชั้นทุกวันต่อจากนี้ สองขาของจอร์จก็เริ่มอ่อนแรงแล้ว