เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 691 แม่ฉินเฟิงไฟเขียวแล้ว
บทที่ 691 แม่ฉินเฟิงไฟเขียวแล้ว
แม่ของฉินเฟิงพยักหน้า “เปล่า ฉันไม่ได้ว่าอะไร ถ้าคุณเต็มใจจะย้ายมาอยู่ที่หลันเฉิง ฉันต้องเห็นด้วยกับการตัดสินใจของคุณอยู่แล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นจริง ๆ ทั้งลูกชายและลูกสาวของฉันก็จะได้อยู่ในเมืองเดียวกัน อีกหน่อยพวกเขาจะได้คอยดูแลซึ่งกันและกันได้ คนเป็นแม่จะได้สบายใจ”
ฉินอวิ๋นยังคงสับสนเล็กน้อยในขณะนี้ ประมาณหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว เธอยังจมอยู่ในความสิ้นหวังอยู่เลย เธอเกือบจะหมดความหวังเกี่ยวกับเรื่องระหว่างตัวเองกับจอร์จไปแล้ว
ถึงขั้นเตรียมใจให้พร้อมที่จะตายอย่างโดดเดี่ยวด้วยซ้ำ
ใครจะไปคิดว่าอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา จอร์จกลับได้นั่งคุยกับแม่และพี่ชายของเธอเรื่องการซื้อบ้านและสร้างครอบครัวร่วมกัน
ฉินอวิ๋นนั่งหลังตรงตัวแข็งทื่อ รู้สึกเหมือนมันไม่ใช่ความจริง
ระหว่างที่คิดก็ใช้นิ้วหยิกเนื้อตรงต้นขาตัวเองเงียบ ๆ
แต่เธอเผลอหยิกแรงเกินไป สุดท้ายเผลอเปล่งเสียงอุทานออกมาด้วยความเจ็บปวด
จอร์จที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเสียงอุทานของเธอ จึงมองไปด้านข้างแล้วถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นอะไรไป? คุณไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?”
ฉินอวิ๋นรีบส่ายหน้าทั้งที่ใบหน้าบิดเบี้ยว “เปล่าค่ะ ฉันสบายดี”
เมื่อเห็นใบหน้าบิดเบี้ยวของน้องสาว ฉินเฟิงก็แสร้งทำเสียงจริงจังพลางถามว่า “เสี่ยวอวิ๋น เธอทำหน้าตาแบบนั้นทำไม เธอไม่ยินดีกับผลลัพธ์ในวันนี้หน่อยหรือ นี่เป็นเหตุการณ์สำคัญในชีวิตของเธอเลยนะ ถ้าพวกเราคุยกันแล้วเธออารมณ์ไม่ดี ถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่พูดถึงมันแล้วก็ได้”
เมื่อฉินเฟิงพูดแบบนี้ ฉินอวิ๋นตัวสั่นด้วยความตกใจกลัว เปิดเผยความในใจตัวเองออกมาทันที “พี่ชาย ฉันไม่ได้อารมณ์ไม่ดีอะไรเลย แค่… แค่รู้สึกเหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความจริงนิดหน่อย เหมือนฉันกำลังฝันไป”
ท่าทีต่อต้านของแม่เมื่อหลายวันก่อน ทำให้เธอนอนฝันร้ายแทบทุกคืน
ฉินเฟิงมองใบหน้าที่โง่เขลาแต่ไร้เดียงสาของน้องสาว อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ก่อนจะพูดยิ้ม ๆ “เด็กโง่ อย่าบอกนะว่าแม่เปลี่ยนใจเร็วเกินไป เธอเลยตอบสนองตามอารมณ์ไม่ทัน?”
ฉินอวิ๋นพยักหน้าอย่างมึนงง
ฉินเฟิงหันไปส่งยิ้มให้แม่ของเขาพร้อมกับพูดว่า
“แม่ ช่วยพูดย้ำให้ลูกสาวซื่อบื้อของแม่รู้ว่านี่คือความจริงหน่อยสิ ไม่งั้นเธอคงไม่ยอมเชื่อแน่ ๆ”
แม่ของฉินเฟิงมองไปที่ฉินอวิ๋น จากนั้นถอนหายใจและพูดว่า “ที่ผ่านมาแม่เอาอารมณ์เป็นใหญ่เกินไป แถมยังรีบร้อนในการจัดการกับปัญหา ต่อจากนี้ลูกก็ตัดสินใจเรื่องส่วนตัวด้วยตัวเองเถอะ”
หลังจากที่เธอพูดจบ เธอก็พูดต่อด้วยสีหน้าไม่สบายใจ “แต่จะโทษแม่เรื่องนี้ซะทีเดียวก็ไม่ได้ คนเป็นแม่ต้องคัดกรองผู้ชายให้ลูกสาวตัวเองเป็นธรรมดา ลองนึกย้อนไปตอนที่จอร์จเจอกับแม่ครั้งแรกสิ แม่คนไหนบ้างจะกล้ายกลูกสาวให้ไปแต่งงานกับผู้ชายท่าทางอ่อนไหวแบบนั้น?”
พอแม่ของฉินเฟิงพูดถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เธอก็อดไม่ได้ที่จะบ่น
“คุณแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาดเกินไป กิริยาการเคลื่อนไหวก็อ่อนช้อย ที่สำคัญคือคุณวางแผนกับลูกสาวฉันกันสองคน ไม่ยอมบอกล่วงหน้าอะไรเลย แต่จู่ ๆ ดันพาพวกเราไปเจอพบพ่อแม่ฝ่ายชาย ฉันไม่ทันได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย คุณทำแบบนั้นได้ยังไง?”
แม่ของฉินเฟิงรู้สึกโกรธเมื่อนึกถึงสิ่งที่จอร์จทำ
วันนั้น เธอยอมไปกินข้าวกับอาจารย์ของฉินอวิ๋นด้วยความเกรงใจ อย่างน้อยก็จะได้แสดงความขอบคุณต่อความเมตตาของเขา
ไม่คาดคิดว่าพวกเขาทั้งสองจะประกาศความสัมพันธ์กันซะดื้อ ๆ
ในฐานะแม่ เธอกลับไม่เคยรู้ที่มาที่ไปของสองคนนั้นมาก่อน การแต่งตัวของจอร์จในเวลานั้นก็ยิ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เธอรับไม่ได้
จอร์จรู้สึกละอายใจมาก เมื่อว่าที่แม่ยายของเขาหยิบยกเหตุการณ์ในอดีตขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง เขาแทบจะหาโพรงตามพื้นดินเพื่อมุดหนีลงไป
แต่สิ่งที่เขาทำคือลุกขึ้นยืน แล้วขอโทษเธออีกครั้ง “คุณป้า ผมขอโทษครับ ผมต้องขอโทษคุณอีกครั้งหนึ่ง เรื่องนี้เป็นความผิดของผมทั้งหมด ผมไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน คิดเอาเองว่าความรักเป็นเรื่องระหว่างคนสองคน ส่วนพ่อแม่และผู้ใหญ่มีหน้าที่แค่เคารพการตัดสินใจของลูกด้วยความเต็มใจ”
“ผมลืมคิดไปว่าคุณเป็นแม่ที่หวงลูกสาวมากแค่ไหน จนยอมปกป้องเธอถึงขนาดนั้น ทุกวันนี้เมื่อนึกถึงการกระทำของตัวเองในวันนั้น ผมยังรู้สึกเสียใจไม่หาย ผมรู้ความผิดแล้วว่าตัวเองทำให้เธอเสียหายขนาดไหน เพราะแบบนี้ผมถึงอยากหาโอกาสแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ที่เคยผิดพลาดมาโดยตลอด”
จากนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ตาม ผมจะคำนึงถึงครอบครัวและผู้ใหญ่ของเธอก่อนเสมอ ส่วนทางผมเองก็จะปรึกษากับผู้ใหญ่ก่อนที่จะทำอะไร จะไม่ทำตามใจตัวเองอีกต่อไปแล้วครับ”
แม่ของฉินเฟิงมองดูการแสดงออกที่เต็มไปด้วยความจริงใจของจอร์จ ในที่สุดก็โบกมือ “ลืมมันไปเถอะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว ฉันเห็นแล้วว่าคุณจริงใจต่อเสี่ยวอวิ๋นจริง ๆ คนเราไม่มีใครไม่เคยทำผิด ฉันจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก”
ประเด็นสำคัญคือจอร์จยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองในแบบที่เธอต้องการแล้ว ฉะนั้นเธอควรมองผ่านไปข้างหน้า
“ขอบคุณครับคุณป้า ขอบคุณที่เปิดทางให้พวกเรา”
ในที่สุดหัวใจที่บีบรัดของจอร์จก็คลายลง
“จริงสิ คราวที่แล้ว ผู้ใหญ่ฝั่งคุณที่มากินข้าวกับพวกเราคือคุณลุงกับคุณป้าของคุณใช่ไหม?” แม่ของฉินเฟิงถาม
จอร์จพยักหน้า “ใช่ครับ พวกเขาเป็นคุณลุงคุณป้าของผมเอง ครอบครัวของพวกเขาทำธุรกิจ คุณคงรู้จักกับซุนเฉิงแล้ว เขาคือลูกชายของพวกท่าน”
แม่ของฉินเฟิงเริ่มถามถึงสถานการณ์ภายในครอบครัวของจอร์จ “นอกเหนือจากพวกเขาแล้ว ในครอบครัวเธอไม่มีใครแล้วหรือ?”
ทำไมครั้งล่าสุดเขาถึงได้ขอให้ลุงกับป้ามาเป็นญาติผู้ใหญ่แทนพ่อแม่แท้ ๆ กันล่ะ?
เมื่อพูดถึงสมาชิกในครอบครัว ดวงตาของจอร์จก็ฉายแววเศร้าสร้อย
เขาตอบว่า “มีพ่อ แม่ พี่ชาย และพี่สาวด้วยครับ ผมเป็นลูกชายคนสุดท้องของครอบครัว”
“คุณอายุเกินสามสิบแล้ว พวกเขาไม่กังวลเรื่องการแต่งงานของคุณบ้างหรือ?”
ถ้าลูกชายของเธอโตจนอายุเข้าเลขสามแล้ว แต่ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีคนรัก เธอคงกังวลแทบตาย
ครอบครัวของจอร์จปล่อยให้เขาเป็นโสดมาจนถึงตอนนี้ได้ยังไงกัน?
พออีกฝ่ายถามคำถามนี้ จอร์จก็ยิ้มอย่างจนปัญญา “ตอนแรกพวกเขาก็กังวลอยู่หรอกครับ แต่หลังจากนั้นมาพวกเขาก็ไม่ยุ่งกับผมอีก”
“ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือเรื่องความสัมพันธ์ พวกเขาต่างก็เคารพในการตัดสินใจของผมอย่างเต็มที่ พวกเขาไม่เคยก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของผมเลย”
พวกเขาบงการชีวิตลูกชายคนนี้ไม่ได้ เพราะเมื่อก่อนจอร์จดื้อรั้นเกินไป ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกต่อต้านพ่อแม่ขนาดนั้น
เขาแค่ไม่อยากทำตามแผนที่พ่อกับแม่วางไว้ให้ เพราะกลัวว่าเรื่องพวกนั้นอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงาน
เขามีความคิดสร้างสรรค์ เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจและพรสวรรค์ เขายังอยากมีเวลาเฉิดฉายเพื่อแสดงตัวตนของตัวเอง
แม่ของฉินเฟิงที่ไม่ค่อยเข้าใจความคิดอีกฝ่าย “พ่อแม่ของคุณนี่ใจกว้างดีจริง ๆ”
ฉินเฟิงพูดว่า “แม่ เขาเรียกว่าการให้อิสระต่างหาก พวกเขาแค่เคารพการตัดสินใจของลูกหลาน ทำได้แค่อวยพรให้พวกเขาเท่านั้น
พวกเขาแค่อยากให้ลูกใช้ชีวิตในวิถีทางของตัวเองให้ดี ถ้าเข้าไปยุ่งเรื่องส่วนตัวของลูกมากเกินไป ไม่ต้องพูดถึงความห่างเหิน ดีไม่ดีอาจไม่ได้รับการเคารพจากเด็ก ๆ เอาก็ได้”
“แกหมายความว่ายังไง หรือแกกำลังตำหนิฉันที่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของพวกแกมากเกินไปงั้นหรือ?” แม่ฉินเฟิงมองค้อนฉินเฟิงด้วยดวงตาที่ลุกไหม้
ฉินเฟิงรีบส่ายหน้าและปฏิเสธ “เปล่าครับ เปล่า สถานการณ์ของแต่ละครอบครัวแตกต่างกันออกไป ถ้าแม่ปล่อยให้พวกเราตัดสินใจเลือกทางเดินกันเอง ป่านนี้พวกเราคงหลงทางไปแล้วก็ได้”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ฉินอวิ๋นก็พยักหน้า “พี่ชายพูดถูกค่ะ แม่ พวกเราอยากได้รับการดูแลจากแม่นะคะ”
ถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีความกล้าหาญเหมือนจอร์จ
เมื่อได้ยินสิ่งที่ลูกชายและลูกสาวพูด แม่ของฉินเฟิงถึงค่อยยิ้มออก
“เจียหาว อีกหน่อยถ้าคุณจะแต่งงาน คุณจะบอกข่าวดีให้พ่อกับแม่รับรู้ไหม?” แม่ของฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะถามจอร์จอีกครั้ง
เห็นเขาเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแล้วนึกกังวลขึ้นมา ถ้าคนเป็นพ่อแม่ไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องการแต่งงานของลูกสาว คงรู้สึกไม่สบายใจจนข่มตานอนไม่หลับ
จอร์จตอบกลับ “ต้องบอกสิครับ จะไม่ให้พวกเขารับรู้เรื่องสำคัญในชีวิตลูกอย่างการแต่งงานได้ยังไง?
“ถ้าพวกเขารู้ว่าผมมีแฟนแล้ว พวกเขาต้องดีใจมากแน่ ๆ ปีนี้พ่อแม่ของผมอายุย่างหกสิบแล้ว ถึงแม้พวกเขาจะไม่รบเร้าผมอีกต่อไป แต่ถ้าเขารู้ว่าจนแล้วจนรอดผมยังไม่แต่งงานซะที คราวนี้พวกเขาคงไม่ยอมปล่อยผมแน่ ๆ”
ก่อนหน้านี้ จอร์จเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานในทุก ๆ เรื่อง เขาไม่เคยให้ความสนใจกับความรักความห่วงใยภายในครอบครัว แต่ครั้งนี้หลังจากเกิดเหตุการณ์ระหว่างเขากับฉินอวิ๋น ยิ่งเมื่อได้เห็นท่าทีของแม่เธอ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาคิดถึงพ่อแม่ตัวเองขึ้นมา