เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 682 ซื้อบ้านที่ปักกิ่ง
บทที่ 682 ซื้อบ้านที่ปักกิ่ง
เฉินหย่าจือมองลูกชายของเธอด้วยสีหน้าราบเรียบ ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “เสี่ยวฮ่าว แบบนี้ลูกก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลแล้วใช่ไหม? พูดถึงเราก็ยังไม่เคยไปปักกิ่งเลย อาศัยโอกาสนี้เพื่อขยายขอบเขตทางธุรกิจของเราก็ดีเหมือนกัน”
กู้หนานพยักหน้า “ใช่ ฉันไม่เคยไปไหนไกล ๆ เลย ฉันเองก็อยากออกไปเห็นโลกกว้างด้วยเหมือนกัน คุณเคยรับปากไม่ใช่หรือคะ ว่าถ้าคุณมีโอกาสจะพาฉันไปเที่ยว ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว คุณอย่าพยายามหาข้ออ้างมาบ่ายเบี่ยงอยู่เลย ไม่อยากพาฉันไปเปิดหูเปิดตาบ้างหรือ?”
เฉินหย่าจือกับกู้หนานสนับสนุนเป็นลูกคู่ลูกรับ ตัดสินใจเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว
“ฉันก็ยังเป็นห่วงเธออยู่ดี”
ลู่ฮ่าวชำเลืองมองท้องของกู้หนาน พูดอย่างเป็นกังวลว่า “เธอท้องอยู่ กำลังจะย้ายไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคย นานวันเข้าถ้าเธอไม่ชินกับมันจะทำยังไง? พ่อตาจะยอมเห็นด้วยไหม?”
กู้หนานยืนยันกับเขาโดยตรง “เขาต้องเห็นด้วยแน่นอน ปินเฉิงอยู่ใกล้กับปักกิ่งจะตายไป แม่ของฉันก็ทำงานอยู่ที่ปินเฉิง หล่อนสามารถแวะไปหาเราได้ทุกเมื่อ การเดินทางสะดวกสบายมาก”
ลู่ฮ่าวไม่เหลือช่องโหว่ให้โต้แย้งอีกต่อไป เฉินหย่าจือจึงเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้
นักธุรกิจใหญ่คนนี้นอกจากจะร่ำรวยแล้วยังเอาแต่ใจ เฉินหย่าจือคิดจะลงหลักปักฐานที่ไหนก็ได้ตามที่ลั่นวาจาไว้จริง ๆ
ยิ่งไปกว่านั้นยังถือว่านี่เป็นการลงทุน ลู่ฮ่าวจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธอีกต่อไป
ตอนแรกเมื่อกู้หนานได้ยินว่าเฉินหย่าจือจะแก้ปัญหาโดยการซื้อบ้านที่ปักกิ่ง แล้วพาเธอย้ายไปอยู่และคลอดลูกที่นั่น เธอยังคิดว่ามันเกินจริงไปเล็กน้อย
แต่เมื่อเฉินหย่าจือหยิบยกเรื่องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาอ้าง กู้หนานก็ปิดปากฉับทันที
เธอคิดอยู่แล้วว่าเฉินหย่าจือไม่ได้ตัดสินใจแบบนั้นไปเพราะมีเธอเป็นเหตุผลเพียงอย่างเดียว
กู้หนานรู้ดีว่าคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ ไม่มีทางตัดสินใจอย่างฉาบฉวยจากคำพูดหรือปัญหาแค่ไม่กี่อย่างโดยขาดการคิดคำนวณ
พวกเขาต้องทำการวิเคราะห์ตลาดเป็นอันดับแรก
นักธุรกิจเหล่านี้มีนิสัยอย่างหนึ่ง คือกระตือรือร้นในการเปิดตลาดใหม่
“ถ้าอย่างนั้นปัญหาเรื่องนี้ก็แก้แตกแล้ว เสี่ยวฮ่าว ลูกเข้าไปนอนพักผ่อนก่อนเถอะ ดูรอยคล้ำใต้ตาของลูกสิ”
เฉินหย่าจือมองเห็นใบหน้าที่ปรากฏร่องรอยความเหนื่อยล้าของลูกชาย ก็อดรู้สึกเป็นทุกข์ไม่ได้
เขาไม่ได้นอนทั้งคืน ต้องเหนื่อยขนาดไหนกัน
ตอนนี้ลู่ฮ่าวยังอายุไม่มาก เขาอาจไม่รู้สึกว่ามันหนักหนาอะไร แต่ผู้ใหญ่วัยกลางคนค่อนสูงวัยอย่างพวกเขา อดนอนคืนเดียวก็ทนไม่ได้แล้ว
เฉินหย่าจือจัดการเรื่องทั้งหมดอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ถามกู้หนานว่า “หนานหน่าน เธอมีหมายเลขโทรศัพท์ของผู้อำนวยการเย่หรือเปล่า?”
กู้หนานตอบว่า “มีค่ะแม่ แม่จะโทรหาตอนนี้เลยใช่ไหมคะ?”
กู้หนานกลัวว่าถ้าเวลาผ่านไป ลู่ฮ่าวอาจจะเปลี่ยนใจอีกครั้ง จึงรีบค้นหาหมายเลขโทรศัพท์ของผู้อำนวยการเย่ทันที
วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ผู้อำนวยการเย่น่าจะใช้เวลาวันหยุดอยู่ที่บ้าน
“อืม แม่ตั้งใจว่าจะโทรตอนนี้เลย เดาว่าทางผู้อำนวยการเย่เองก็น่าจะรอฟังข่าวดีจากเราอยู่เหมือนกัน”
กู้หนานกดโทรศัพท์ แล้วยื่นให้เฉินหย่าจือ “รบกวนแม่ช่วยแจ้งผู้อำนวยการเย่ด้วยนะคะ”
“จ้ะ เดี๋ยวแม่จัดการเอง ลูก ๆ เข้าไปพักผ่อนเถอะ”
ลู่ฮ่าวต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่กู้หนานกลับคล้องแขนเขาไว้แน่นหนา เดินตรงกลับไปที่ห้องนอนโดยไม่รอช้า
เฉินหย่าจือกดโทรออกหาผู้อำนวยการเย่ ผู้อำนวยการเย่ที่รับสายรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อได้ยินว่าลู่ฮ่าวยอมตกลงรับทุนไปเรียนต่อแล้ว [คุณเฉิน คุณพูดจริงหรือครับ? เด็กคนนั้นยอมไปเรียนต่อจริง ๆ หรือ?]
เฉินหย่าจือพูดด้วยรอยยิ้ม “ผู้อำนวยการเย่ เขาเห็นด้วยกับพวกเราจริง ๆ ค่ะ คุณสามารถรายงานต่อผู้บริหารได้เลย เขาพร้อมเดินทางทุกเมื่อค่ะ”
ผู้อำนวยการเย่ยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินจึงถามด้วยความสงสัย [คุณเฉิน ผมขอถามได้ไหมว่าคุณทำให้เขาเห็นด้วยได้ยังไง? ทางเราต้องได้รับการยืนยันก่อนว่าเจ้าตัวแสดงความยินยอมจริง ๆ ไม่อย่างนั้น ถ้าเขาเปลี่ยนใจขึ้นมากะทันหัน อาจส่งผลกระทบต่อผมและโรงพยาบาลได้]
ก่อนหน้านี้เขายืนกรานหัวชนฝาอย่างจริงจัง ทัศนคติของลู่ฮ่าวนั้นมั่นคงยิ่งกว่าอะไรดี ทำไมคนในครอบครัวถึงได้โน้มน้าวสำเร็จในเวลาอันสั้น?
เฉินหย่าจือตอบว่า “ผู้อำนวยการเย่ ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ เขายอมเห็นด้วยแล้ว เพราะหนานหน่านบอกว่าเธอจะตามลู่ฮ่าวไปที่ปักกิ่งด้วย พวกเราเลยวางแผนว่าจะซื้อบ้านที่นั่นสักหลัง ฉันกับเดวิดจะถือโอกาสเปิดตลาดใหม่ทางธุรกิจเสียเลย เราเองก็จะไปที่นั่นด้วยเป็นการเปิดหูเปิดตา”
ผู้อำนวยการเย่เดาะลิ้นทันทีเมื่อเขาได้ยินแบบนั้น ครอบครัวนี้ต้องเป็นคนแบบไหนกันนะ
ภรรยาของเขาต้องรอจนบ่ายคล้อยไปแล้วถึงจะออกไปซื้อเนื้อสองกิโลในราคาที่ถูกกว่าปกติ แต่พวกเขากลับพูดว่าจะซื้อบ้านง่าย ๆ เหมือนซื้อกะหล่ำปลี
แถมยังซื้อบ้านในปักกิ่งเสียด้วย
ผู้อำนวยการเย่ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ต้องขอบคุณที่สวรรค์เบิกทางให้ลู่ฮ่าวได้เจอกับแม่ของเขา ทำให้เขามีผู้สนับสนุนความก้าวหน้าในชีวิตที่ยอดเยี่ยม
ผู้อำนวยการเย่ตอบกลับด้วยความตื่นเต้นว่า [คุณเฉิน ผมจะส่งเรื่องทุนการศึกษาของลู่ฮ่าวให้โรงพยาบาลพิจารณาทันทีครับ]
“ถ้าอย่างนั้นขอบคุณมากเลยนะคะ”
ลู่ฮ่าวถูกกู้หนานลากเข้าไปในห้อง แต่เขาก็ยังเหมือนไม่ได้สติกลับคืนมา
ถึงก่อนหน้านี้เขาจะเหนื่อยมาก แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้สึกง่วงเลย เขามองไปที่กู้หนาน ถามเพื่อจะยืนยันครั้งแล้วครั้งเล่า “หนานหน่าน เธออยากไปปักกิ่งกับฉันจริง ๆ หรือ?”
กู้หนานพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม “ใช่ค่ะ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหน ครอบครัวของเราควรจะอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้า”
“แต่สุขภาพร่างกายของเธอไม่ค่อยพร้อม นับประสาอะไรกับถนนหนทางที่เป็นหลุมเป็นบ่อ ลองคิดดูสิ ถ้าเธอย้ายไปอยู่ปักกิ่งแล้วไม่ชินกับสภาพแวดล้อมขึ้นมาจะทำยังไง? นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย ฉันไม่ยอมให้มีอันตรายเกิดขึ้นกับเธอแน่”
สีหน้าของเขาดูเคร่งขรึม รู้สึกราวกับถูกก้อนหินกดถ่วงอยู่ในใจ “แม่กับลุงเดวิดถึงกับจะซื้อบ้านหลังใหม่ที่นั่น ฉันว่าทุกคนรีบร้อนเกินไป”
กู้หนานดึงเขาไปนั่งข้างเตียง แล้วอธิบายกับเขาด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ไม่มีใครรีบร้อนหรอกค่ะ พวกเขามีเงินเหลือเฟือ ตอนนี้ราคาบ้านก็ยังถูกอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงคิดจะฉวยโอกาสนี้ซื้อบ้านเก็บไว้ ยิ่งซื้อเร็วมูลค่ายิ่งเพิ่ม พวกเขาเป็นนักธุรกิจนะคะ คนทำธุรกิจจะยอมเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์หรือ? เมืองปักกิ่งเป็นหัวใจหลักของประเทศ ถ้าธุรกิจเติบโตขึ้น ในอนาคตเราก็ต้องขยายแวดวงการค้าไปที่ปักกิ่งอยู่แล้ว คนเราต้องมีความทะเยอทะยาน ไม่แน่ว่าอีกหน่อยคุณอาจจะบรรจุเป็นหมอในโรงพยาบาลปักกิ่งก็ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน ลู่ฮ่าวก็โคลงศีรษะไปมา “เธอมีความทะเยอทะยานสูงจริง ๆ”
“เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นเราสองคนตกลงกันตามนี้ ถ้าคุณไปถึงปักกิ่งแล้ว ขอให้ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ ฉันจะเลี้ยงลูกรอคุณอยู่ที่บ้าน ลุงเดวิดกับคุณแม่ต้องขยายกิจการที่นั่นแน่ ๆ พวกเขามีคนรู้จักอยู่ที่ปักกิ่ง ทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่ของใครของมัน ฉะนั้นทำตามความฝันเถอะค่ะ อย่ารีบร้อนยอมแพ้ ตรงกันข้าม โอกาสนี้ผ่านเข้ามาในชีวิตเราได้ทันเวลา แล้วเราก็สามารถไขว่คว้ามันไว้ได้”
ความกังวลของลู่ฮ่าวส่วนใหญ่เป็นเพราะกลัวสุขภาพของกู้หนานอาจรับไม่ไหว แต่ในแง่อื่น ๆ เขาไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว แม่ของเขาและลุงเดวิดเป็นนักธุรกิจ การขยายธุรกิจในเมืองปักกิ่งจะทำให้ทุกคนได้รับโอกาสที่มากขึ้น
ลู่ฮ่าวถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ “แม่คงโทรแจ้งข่าวดีกับผู้อำนวยการเย่เรียบร้อยแล้ว ฉันไม่มีโอกาสปฏิเสธแล้วล่ะ”
“เรานอนกันเถอะค่ะ เรื่องนี้จัดการลงตัวแล้ว”
กู้หนานดึงลู่ฮ่าวให้เอนตัวนอนลงไปบนเตียง
จากนั้นเธอก็เอนตัวนอนข้างเขา ทำให้คิ้วที่ขมวดมุ่นของเขากลับมาเรียบตรงอีกครั้ง พร้อมพูดย้ำว่าเธออยากตามเขาไปที่ปักกิ่งจริง ๆ
ในที่สุดลู่ฮ่าวก็ถูกเธอเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จ
ลู่ฮ่าวนอนกอดเธอและผล็อยหลับไปในที่สุด แต่กู้หนานรู้สึกตื่นเต้นเกินกว่าจะผล็อยหลับตาม เธอค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ แล้วออกไปที่ห้องโถง
เฉินหย่าจือคุยกับผู้อำนวยการเย่เสร็จแล้ว ทางด้านเดวิดก็กำลังโทรหาคนรู้จักของเขาในปักกิ่ง
กู้หนานนั่งลงถัดจากเฉินหย่าจือ ฟังเดวิดยืนอยู่ในห้องนั่งเล่นพลางคุยโทรศัพท์กับเพื่อนในเมืองปักกิ่ง จากนั้นถามเสียงต่ำ “แม่คะ ลุงเดวิดมีเพื่อนอยู่ที่ปักกิ่งด้วยหรือ?”
เฉินหย่าจือพยักหน้า “ใช่ ตอนที่เราอยู่ต่างประเทศ เราคบหากับเพื่อนร่วมชาติเดียวกันหลายคน บางคนเรียนจบจากต่างประเทศ บางคนทำธุรกิจ ตราบใดที่พวกเขาพูดสำเนียงเดียวกันกับเรา เราก็รู้สึกดีใจและต้องการผูกมิตรกับพวกเขา”
“พวกเรามีเพื่อนคนจีนที่ดีหลายคน หลังจากกลับมาจีนแล้วเราก็ยังติดต่อกับพวกเขาอยู่เนือง ๆ ลุงเดวิดยังรับอุปการะนักเรียนต่างชาติที่ไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนได้ และวางแผนที่จะกลับมาทำงานในประเทศจีนอีกด้วย เขาคือผู้ที่ให้การสนับสนุนเด็ก ๆ จนสำเร็จการศึกษาอย่างราบรื่น”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินหย่าจือ กู้หนานมองไปที่เดวิดด้วยความเคารพชื่นชม “ลุงเดวิดมีเมตตาเหลือเกินค่ะ”
หลังจากวางสาย เดวิดหันมองไปที่เฉินหย่าจือกับกู้หนานด้วยรอยยิ้ม “ฉันติดต่อกับม่ายรุ่ยแล้ว ตอนนี้เขาทำงานอยู่ในบริษัทการค้า ถึงเวลาเราค่อยไปเจอเขา แล้วเขาจะหาแบบบ้านให้เราเลือกดู”
เฉินหย่าจือพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ดีค่ะ ถ้าเสี่ยวฮ่าวได้ฤกษ์ไปเรียนต่อเมื่อไหร่ พวกเราค่อยไปเจอเขาที่นั่นแล้วกัน”