เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 680 สละสิทธิ์ไปเรียนต่อ
บทที่ 680 สละสิทธิ์ไปเรียนต่อ
ผู้อำนวยการเย่บอกว่า “ทุนน่ะยังอยู่ แต่ลู่ฮ่าวเขาไม่เต็มใจไป ส่วนผู้สมัครคนที่สองก็คือกู้ย่าฮุย กู้ย่าฮุยคิดว่าลู่ฮ่าวตั้งใจสละเพื่อให้โอกาสเขา เขาก็เลยปฏิเสธไม่ยอมไปเหมือนกัน อ้างว่าภรรยายังไม่ยอมตั้งครรภ์ซะที เขาเลยไม่ว่าง…”
พอพูดถึงเรื่องนี้ ผู้อำนวยการเย่ก็กระแอมไอเบา ๆ ด้วยความลำบากใจ จากนั้นหยุดหัวข้อนั้นไว้ดื้อ ๆ
พูดถึงลูกศิษย์ทั้งสองคน ผู้อำนวยการเย่ก็แสดงท่าทางไม่พอใจเท่าไหร่ “เด็กสองคนนี้เคยทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานเป็นหลัก แต่หลังจากพวกเขาแยกย้ายกันไปมีครอบครัว พวกเขาก็ไม่กระตือรือร้นในการทำงานอีก เพราะอยากให้ภรรยากับลูก ๆ ได้รับความอบอุ่นอย่างเต็มที่ ทั้ง ๆ ที่พวกเธอมีครอบครัวคอยช่วยดูแลอย่างดีแท้ ๆ เข้าใจหรอกว่ารักภรรยา แต่แวดวงการแพทย์ก็ต้องการการพัฒนาเหมือนกันหรือเปล่า? ถ้าพวกเราทุกคนเป็นแบบพวกเขา แล้วเมื่อไหร่ทักษะทางการแพทย์ของประเทศเราจะก้าวหน้าทันประเทศที่พัฒนาแล้วกันล่ะ?”
ผู้อำนวยการเย่รู้สึกผิดหวังมากเมื่อรู้ว่าลู่ฮ่าวปฏิเสธที่จะไปเรียนต่อ
โอกาสอันดีถูกหยิบยื่นมาจ่อถึงขนาดนี้ ทำไมเด็กคนนั้นถึงไม่รู้จักคว้ามันไว้?
การศึกษามีค่ายิ่งกว่าทองคำนะ
นอกจากเขาจะได้เรียนรู้เทคโนโลยีทางการแพทย์ขั้นสูงจากมหาวิทยาลัยการแพทย์ปักกิ่งแล้ว ยังอาจได้รับการเลื่อนตำแหน่งหลังจากที่กลับมาประจำการอีกด้วย
ผู้อำนวยการเย่มองไปทางกู้หนานและคนอื่น ๆ ราวกับจะขอความคิดเห็น
“เสี่ยวกู้ คุณเฉิน คุณเดวิด พวกคุณเป็นสมาชิกในครอบครัวของลู่ฮ่าว ในเมื่อพวกคุณรู้เรื่องนี้แล้ว ทุกคนมีความคิดเห็นยังไงบ้างครับ?”
ผู้อำนวยการเย่รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย เมื่อเห็นว่าสมาชิกในครอบครัวของลู่ฮ่าวถึงกับแวะมาหาเข้าที่บ้าน เพื่อสอบถามเกี่ยวกับงานของลู่ฮ่าวโดยเฉพาะ
ลู่ฮ่าวเก็บงำเรื่องหนักหน่วงขนาดนั้นเอาไว้ ไม่เคยแสดงอารมณ์ให้ใครเห็น ในเมื่อเขาตัดสินใจเรื่องนี้อย่างเด็ดขาดแล้ว คนอย่างเขาไม่มีทางเปิดเผยข้อบกพร่องแม้เพียงเล็กน้อยตอนอยู่ที่บ้าน ถึงอย่างนั้นครอบครัวเขาก็ยังมองออกว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับเขา
ทั้งหมดนั้นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นแล้วว่าทุกคนเป็นคนที่ละเอียดอ่อนแค่ไหน พวกเขาเป็นห่วงลู่ฮ่าวมาก
กู้หนานพูดอย่างกระตือรือร้น “ผู้อำนวยการเย่ พวกเรายินดีสนับสนุนเขาแน่นอนอยู่แล้วค่ะ”
เมื่อเห็นว่ากู้หนานเลือกที่จะสนับสนุนเรื่องเกี่ยวกับหน้าที่การงานของลู่ฮ่าวโดยไม่ลังเล เฉินหย่าจือก็พยักหน้าตาม “ใช่ค่ะ ในฐานะครอบครัว เราสนับสนุนความมั่นคงของเขาเป็นอันดับหนึ่ง ไม่กล้ารั้งเขาไว้กับตัวแน่ ๆ”
ผู้อำนวยการเย่รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำยืนยันจากพวกเขา
เขาครุ่นคิด “ถึงอย่างนั้น ลู่ฮ่าวก็คงมีเหตุผลส่วนตัวที่ตัดสินใจสละสิทธิ์ ถ้าเขาเปลี่ยนใจไปเรียนต่อจริง ๆ เขาต้องไปอยู่ต่างเมืองเป็นเวลาหนึ่งปี ตอนที่เสี่ยวกู้คลอด เขาอาจจะไม่ได้อยู่เคียงข้างเธอ นี่อาจเป็นเหตุผลที่เขาปฏิเสธ”
“หนึ่งปีเลยหรือคะ” เมื่อได้ยินแบบนี้ เฉินหย่าจือเองก็เริ่มลังเลเช่นเดียวกัน
เขาไม่สามารถอยู่กับภรรยาได้ในตอนที่เธอคลอดลูกนี่เอง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ลู่ฮ่าวจะยอมละทิ้งโอกาสดี ๆ ตรงหน้า
เมื่อกู้หนานได้ยินคำพูดของผู้อำนวยการเย่ สีหน้าของเธอก็หดหู่ลงกว่าเดิม เธอลดสายตาลง ครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที ก่อนจะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
เธอยิ้มและมองทุกคนพลางพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “หนึ่งปีแป๊บ ๆ เดียวก็ผ่านไปแล้วค่ะ เขาจะอยู่หรือไม่อยู่กับฉันในวันนั้นก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยฉันยังมีคุณแม่กับครอบครัว”
กู้หนานมองไปที่ผู้อำนวยการเย่ ถามอย่างจริงจัง “ผู้อำนวยการเย่ ฉันอยากขอร้องให้คุณช่วยเก็บทุนนี้ไว้ให้เขาก่อนได้ไหมคะ? วันพรุ่งนี้พอลู่ฮ่าวกลับมาหลังจากเลิกกะกลางคืน พวกเราจะลองโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนใจดู ไม่ต้องกังวลนะคะ พวกเราจะให้คำตอบกับคุณภายในวันพรุ่งนี้ไม่เกินเที่ยงค่ะ”
น้ำเสียงของกู้หนานจริงใจมาก ผู้อำนวยการเย่อดคาดหวังไม่ได้ว่าลู่ฮ่าวอาจจะยอมเปลี่ยนใจไปเรียนต่อตามเดิม
เขาไม่ได้มอบโอกาสนี้ให้กับลู่ฮ่าวเพราะความเห็นแก่ตัว แต่ลู่ฮ่าวสมควรได้รับมันจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถทางวิชาชีพหรือลักษณะนิสัยล้วนเหมาะสมทั้งสิ้น
ทางโรงพยาบาลก็ยินดีที่จะสนับสนุนเขาเช่นกัน
เขายินดีเป็นอย่างยิ่งที่กู้หนานเป็นคนมีเหตุผล
“ได้ ผมจะรอฟังข่าวดีจากคุณนะ”
“ผู้อำนวยการเย่ ถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่รบกวนคุณแล้วค่ะ” หลังจากรู้ต้นสายปลายเหตุแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับลู่ฮ่าว พวกเขาก็ไม่รั้งรออยู่ที่นั่นอีกต่อไป ลุกขึ้นพร้อมกับขอตัวกลับ
หลังกลับมาถึงบ้านแล้ว ทั้งสามก็นั่งบนโซฟาเพื่อหารือเกี่ยวกับแผนการโน้มน้าวอีกฝ่าย
กู้หนานพูดกับเฉินหย่าจือและเดวิดว่า “แม่ ลุงเดวิด เราสามคนต้องตกลงกันเรื่องนี้ก่อน ถ้าลู่ฮ่าวกลับมาหลังจากเลิกงานในวันพรุ่งนี้ พวกเราจะลองคุยกับเขาดู แล้วหาวิธีทำให้เขาเห็นด้วย”
แน่นอนว่าเฉินหย่าจือก็คาดหวังว่าลู่ฮ่าวจะได้รับโอกาสไปเรียนต่อเช่นกัน แต่เธอก็ยังอดกังวลไม่ได้เมื่อนึกถึงความเป็นจริงที่ว่าลูกสะใภ้กำลังตั้งท้อง “หนานหน่าน เสี่ยวฮ่าวคงมีเหตุผลของเขาถึงยอมทิ้งโอกาสนี้ไป เธอท้องไส้แบบนี้ แต่เขากำลังจะจากไปเรียนตั้งหนึ่งปี พวกเราจะมั่นใจเรื่องของเธอได้ยังไง แม่กลัวว่าต่อให้เราช่วยกันเกลี้ยกล่อมก็ตาม เขาอาจจะยอมไปโดยที่ตัวเองไม่สบายใจก็ได้”
กู้หนานตอบกลับอย่างเฉยเมย
“แม่คะ ฉันสบายดีค่ะ เขาอยู่กับฉันทุกวันไปตลอดไม่ได้หรอก เขายังต้องไปทำงาน โอกาสดี ๆ แบบนี้มีเข้ามาแค่ไม่กี่ครั้ง ถ้ารอบนี้เขาคว้าเอาไว้ไม่ทัน บางทีอาจไม่มีครั้งต่อไปแล้วก็ได้ ในฐานะที่ฉันเป็นคนในครอบครัว ฉันรั้งตัวเขาไว้จนความก้าวหน้าหลุดลอยไปไม่ได้จริง ๆ ไม่ว่าต้องใช้วิธีไหนก็ตาม เราต้องพยายามโน้มน้าวเขาให้ได้”
ชาติที่แล้วลู่ฮ่าวได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ก็จริง แต่เขารู้สึกเสียใจอยู่เสมอที่ตัวเองไม่สามารถทำงานบนโต๊ะผ่าตัดได้
พอมาชาตินี้ แขนของเขากลับมาใช้งานได้เป็นปกติ ทำให้เขาสามารถทำงานที่รักบนโต๊ะผ่าตัดต่อไปได้ ตอนนี้เขายังมีโอกาสได้ไปเมืองปักกิ่งเพื่อเรียนต่ออีก ดังนั้นเธอต้องโน้มน้าวใจและให้การสนับสนุนเขา
เดวิดแสดงความคิดเห็น “หนานหน่าน ด้วยนิสัยของเขาแล้ว ฉันไม่คิดว่าเสี่ยวฮ่าวจะยอมฟังเรา ถึงยังไงเขาก็ตัดสินใจเรื่องนี้ไปแล้ว หรือพวกเราจะแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้นแล้วปล่อยผ่านไปดี ในใจเขาตอนนี้มีแต่เธอกับเด็กในท้อง เขาคงไม่อยากเดินทางไปไหนไกล”
“ลุงเดวิดคะ ถ้าเขาละทิ้งโอกาสอันดีในการไปเรียนต่อเพราะมีฉันเป็นเหตุผลหลัก ฉันต่างหากที่ต้องเสียใจแทนเขาไปตลอดชีวิต ผู้อำนวยการเย่พูดถูก ถ้าคุณหมอทุกคนคิดเหมือนกับเขา อุตสาหกรรมการแพทย์ภายในประเทศเราจะพัฒนาทัดเทียมคนอื่นได้ยังไง ถ้าเขายังทำให้ตัวเองติดอยู่ในบ้านหลังนี้”
กู้หนานตัดสินใจแล้วว่าจะปล่อยให้ลู่ฮ่าวไปเรียนต่อ ถึงแม้เฉินหย่าจือกับเดวิดจะคล้อยตามความตั้งใจของเธอ แต่พวกเขาก็ยังไม่ค่อยมั่นใจอยู่ดีว่าลู่ฮ่าวจะยอมทำตาม
“เอาล่ะ หนานหน่าน ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็เคารพการตัดสินใจของเธอ เราจะช่วยกันเกลี้ยกล่อมเขา”
วันรุ่งขึ้น ทั้งสามคนตื่นนอนแต่เช้า
เมื่อลู่ฮ่าวกลับมาจากเลิกงาน เขาซื้อซาลาเปานึ่งติดมือมาด้วย นี่คืออาหารมื้อเช้าที่เขามักจะซื้อกลับเข้ามาให้ทุกคนในบ้านหลังเลิกจากกะดึก
ไม่นึกเลยว่าวันนี้อาหารเช้าจะถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว มีทั้งไข่ดาว แฮม ดูเหมือนว่าเดวิดจะเป็นคนทำ
“เตรียมอาหารเช้าไว้แล้วหรือครับ ผมเพิ่งซื้อซาลาเปากลับมาให้” วันนี้ลู่ฮ่าวกลับมาเร็วกว่าปกติเล็กน้อย ทำให้เขาประหลาดใจเมื่อเห็นว่ากู้หนานเองก็ตื่นนอนแล้วเหมือนกัน “ทำไมไม่นอนต่ออีกหน่อยล่ะ?”
ช่วงหลังมานี้กู้หนานค่อนข้างเซื่องซึม ถ้าไม่มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษ เธอคงไม่ตื่นเช้าขนาดนี้
กู้หนานบอกว่า “ฉันนอนไม่ค่อยหลับอีกแล้ว ก็เลยตื่นนอนแต่เช้าเพื่อรอให้คุณกลับมา หลังกินข้าวเสร็จ เดี๋ยวฉันค่อยกลับเข้าไปนอนต่อพร้อมกับคุณ”
“อืม ถ้าอย่างนั้นกินข้าวกันก่อนเถอะ”
เฉินหย่าจือหยิบจานออกมา วางซาลาเปาที่ลู่ฮ่าวซื้อมาไว้ในจานนั้น
“ลูกอยากกินอะไรมากกว่ากันก็เลือกเองเลยนะ”
ลู่ฮ่าวบิซาลาเปาเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อที่กู้หนานจะได้กินง่าย ๆ
เดวิดกับเฉินหย่าจือกินไข่ดาวกับแฮมเป็นมื้อเช้า
หลังจากลู่ฮ่าวกินเสร็จ เฉินหย่าจือก็เริ่มเปิดประเด็นคุยเรื่องสำคัญ
“เสี่ยวฮ่าว ช่วงนี้ลูกมีเรื่องอะไรเก็บซ่อนจากพวกเราหรือเปล่า?” เฉินหย่าจือมองไปที่ลู่ฮ่าวราวกับจะหยั่งเชิง แต่น้ำเสียงยังคงผ่อนคลายเหมือนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบทั่วไป
ลู่ฮ่าวหยุดชะงักไปเล็กน้อย “แม่ ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะครับ?”
กู้หนานกับเดวิดไม่ได้พูดอะไร แต่มองไปทางเขาพร้อมกัน
ดวงตาของลู่ฮ่าวกะพริบปริบ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ “ทำไมพวกคุณมองผมแบบนั้น ผมออกไปทำงานแต่เช้ากว่าจะกลับก็ดึกดื่นทุกวัน จะมีเวลาไปทำอะไรไม่ดีล่ะ”
กู้หนานวางตะเกียบลง มองเขาอย่างจริงจังพลางพูดว่า “เมื่อคืนพวกเราไปที่บ้านของผู้อำนวยการเย่มาค่ะ”
ได้ยินแบบนี้ ลู่ฮ่าวที่กำลังจะไปหยิบแก้วน้ำมาให้กู้หนานก็ตัวแข็งทื่อขึ้นมาทันที
เฉินหย่าจือชิงอธิบาย “เสี่ยวฮ่าว อย่าเพิ่งเข้าใจเจตนาของพวกเราผิดไป แม่กับเดวิดขอให้หนานหน่านช่วยพาเราสองคนไปเยี่ยมผู้อำนวยการเย่ถึงที่บ้าน เพราะอยากขอบคุณเขาเป็นการส่วนตัว ก็เลยได้รู้เรื่องที่ลูกพยายามปิดบังเข้าโดยบังเอิญ”
เมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่ ลู่ฮ่าวก็กลับมานั่งตัวตรง แสดงสีหน้าจริงจัง “ในเมื่อทุกคนรู้เรื่องนี้แล้ว ทุกคนก็ควรเคารพการตัดสินใจของผมด้วย หยุดทุกอย่างไว้แต่เพียงเท่านี้ และอย่าพูดถึงเรื่องนั้นอีกเลยครับ”