เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 675 เดินเหมือนนางแบบ
บทที่ 675 เดินเหมือนนางแบบ
บะหมี่เนื้อของทั้งสามคนถูกยกมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว
ซุนเฉิงที่เป็นคนทางใต้คลั่งไคล้รสชาติก๋วยเตี๋ยวเนื้อของร้านนี้เป็นพิเศษ
เขายังสั่งพริกชี้ฟ้าลายเสือ*[1] และกะหล่ำปลีดองมากินแกล้มอีกด้วย
“คุณชอบกินของพวกนี้ด้วยหรือคะ?” กู้หนานมองไปยังจานเล็ก ๆ ที่ซุนเฉิงสั่งมาเพิ่ม ถามด้วยรอยยิ้ม
ซุนเฉิงตอบกลับ “ใช่ พอลองกินครั้งเดียวก็เลิกกินไม่ได้อีกเลย เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม”
เมื่อฉินอวิ๋นได้ยินว่าจอร์จกำลังจะมาที่นี่ ใจเธอก็เริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่างบ่อยครั้ง
กู้หนานมองหญิงสาวที่ตกอยู่ในภวังค์รักจนเลื่อนลอยพลางเตือนว่า “กินก่อนเถอะ อีกไม่นานจอร์จก็มาแล้ว ไม่นานเกินรอหรอก”
เมื่อได้ยินกู้หนานพูดแบบนั้น ฉินอวิ๋นก็รู้สึกอับอายจนหน้าแดงแล้วเปลี่ยนมาก้มหน้าก้มตากินตามคำเตือน
ขณะที่ทั้งสามกำลังกินก๋วยเตี๋ยวเนื้ออยู่นั้น จอร์จก็มาถึง
เมื่อจอร์จปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา กู้หนานและฉินอวิ๋นที่กำลังกินก๋วยเตี๋ยวก็เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยความตกตะลึง ถึงขั้นลืมคีบเส้นบะหมี่เข้าปาก
ซุนเฉิงไม่แปลกใจกับเสื้อผ้าที่จอร์จสวมใส่ เขาลุกขึ้นยืน
“มาแล้วหรือเปี่ยวเกอ? นั่งลงก่อน เดี๋ยวฉันจะสั่งบะหมี่ให้”
ซุนเฉิงเดินไปที่โต๊ะสั่งอาหารในร้านบะหมี่ ฉินอวิ๋นนึกอะไรขึ้นได้ จึงตะโกนไปทางซุนเฉิงว่า “เขาไม่กินเผ็ดนะคะ”
จอร์จจัดระเบียบเสื้อผ้าของเขาให้เรียบตรง นั่งลงตรงข้ามกับกู้หนานและฉินอวิ๋น เมื่อเผชิญกับสายตาแปลก ๆ ของพวกเธอ เขาก็ลูบจมูกตัวเองอย่างไม่สบายใจ
“หมอกู้ เสี่ยวอวิ๋น อย่ามองฉันแบบนั้นสิ”
กู้หนานถามด้วยรอยยิ้ม “คุณจอร์จ วันนี้นึกครึ้มอะไรถึงได้แต่งตัวแบบนี้ออกมาคะ?”
“มันดูแปลกตาขนาดนั้นเลยหรือ?” จอร์จขยับแขนนิดหน่อย เมื่อวานเขารู้สึกอึดอัดมากกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ตอนนี้เขารู้สึกดีขึ้นมาก
กู้หนานอธิบาย “ไม่ได้แปลกอะไรหรอกค่ะ ฉันแค่คิดว่าคุณหล่อมาก”
“จริงไหม เสี่ยวอวิ๋น”
ฉินอวิ๋นพยักหน้ารับอย่างเขินอาย
เธอเขินอายเกินกว่าจะมองหน้าจอร์จตรง ๆ
แม้ว่าเธอจะชอบความเป็นตัวเองของจอร์จในทุก ๆ ด้าน แต่บอกเลยว่า หลังจากเขาเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวไปจากเดิม จอร์จดูหล่อขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก
ฉินอวิ๋นเห็นว่าจอร์จพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อเธอ หัวใจของเธอที่จมดิ่งลงไปในตอนแรกก็ฟื้นคืนความหวังขึ้นมาทันที
ในเมื่อจอร์จเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง บางทีเรื่องระหว่างพวกเขาอาจจะพอมีความหวัง
จอร์จยืนยันกับฉินอวิ๋นอย่างเคร่งขรึมว่า “ไม่ต้องกังวลนะ เสี่ยวอวิ๋น ฉันจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นในแบบที่คุณป้าชอบแน่นอน”
เขาไม่คำนึงว่าตอนนี้ทั้งสองไม่ได้อยู่กันตามลำพัง จอร์จคว้ามือของฉินอวิ๋นจับไว้ ส่งสายตาแสดงความจริงใจ
กู้หนานรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นก้างขวางคอ พยายามลดการมีอยู่ของตัวเองลงให้ได้มากที่สุด
ฉินอวิ๋นมองไปทางกู้หนานและกลุ่มลูกค้าที่กำลังกินบะหมี่อยู่ในร้าน แล้วรีบดึงมือออก
ซุนเฉิงยกชามบะหมี่มาวางตรงหน้าจอร์จ “เปี่ยวเกอ กินให้อร่อยล่ะ ชามนี้ไม่ใส่พริก”
จอร์จเปลี่ยนแปลงการแต่งตัวแล้วก็จริง แต่ตอนที่เขาทานอาหาร การเคลื่อนไหวของเขายังคงละเอียดอ่อนเหมือนผู้หญิง
กู้หนานเตือนด้วยความหวังดี “คุณจอร์จ คุณต้องคีบบะหมี่เข้าปากทีละมาก ๆ ถ้าตักเข้าปากทีละคำแบบนี้ เดี๋ยวบะหมี่จะอืดไม่อร่อย”
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นผู้ชายใช้ชีวิตแบบบรรจงไปซะทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ตอนกินอาหาร
ดูจากการเคลื่อนไหวและความเร็วในการกินของเขา เกรงว่าคงเสี่ยงเป็นโรคขาดสารอาหารมาตั้งแต่เด็ก
ฉินอวิ๋นยังพูดเสริมด้วยว่า “ใช่ค่ะ คุณต้องกินให้เร็ว แม่ฉันชอบคนที่กินข้าวเร็ว ทำงานฉับไว”
“ฉันจะพยายาม”
จอร์จพยายามอ้าปากให้กว้างขึ้น คีบบะหมี่คำโต ๆ แล้วยัดเข้าปากในคราวเดียว
กู้หนานมองดูจอร์จปรับท่าทางการกินของตัวเองจนเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น ฉินอวิ๋นเห็นก็ค่อนข้างโล่งใจ
ซุนเฉิงกระซิบกับกู้หนานว่า “หมอกู้ คุณรู้ไหม นี่เป็นช่วงเวลาที่ผมได้เจอหน้าเปี่ยวเกอบ่อยที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา”
“จริงหรือคะ” กู้หนานเลิกคิ้ว
ขณะที่เคี้ยวบะหมี่อยู่ในปาก จอร์จเห็นซุนเฉิงกระซิบกระซาบอะไรบางอย่างกับกู้หนาน ดูเหมือนพวกเขากำลังพูดถึงตัวเอง แต่เขาไม่สนใจ ยกชามใบใหญ่ขึ้นมาแล้วจัดการซดน้ำซุป
จริงด้วย พอกินแบบนี้แล้ว รสชาติอาหารอร่อยขึ้นกว่าตอนที่เขาแบ่งกินเป็นคำเล็ก ๆ เป็นไหน ๆ
หลังกินอาหารกันเสร็จ จอร์จขอให้กู้หนานกลับไปที่สำนักงานออกแบบพร้อมกับเขาอีกครั้ง
กู้หนานเดินตามหลังจอร์จและฉินอวิ๋น เธอสังเกตท่าทางการเดินของจอร์จ รู้สึกว่าดูแตกต่างจากก่อนหน้านี้เล็กน้อย
ถึงอย่างนั้น ท่าทางก็คงมีความประดักประเดิดอยู่บ้าง
เหตุผลหลักอาจเป็นเพราะเธอคุ้นชินกับกิริยาแบบเดิม ๆ ของจอร์จมานานเกินไป ตอนนี้เมื่อจอร์จบอกว่าเขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง แต่เขายังไม่ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ภาพจึงออกมาแปลกอย่างที่เห็น
ซุนเฉิงเอามือล้วงกระเป๋า เดินไปอยู่ข้างหลังกู้หนาน พูดยิ้ม ๆ ว่า “หมอกู้ คุณต้องช่วยเปี่ยวเกอของผมนะ เขาดูจริงใจกับคุณฉินมากจริง ๆ ผู้ชายคนนี้หลงระเริงในความเป็นตัวเองมานานหลายปี คุณลุงคุณป้าของผมมีปัญหากับเขาเรื่องนี้เสมอมา ขนาดอยู่ต่อหน้าพ่อแม่ของเขาแล้ว เขาไม่เคยประนีประนอมเลย ตอนนี้เขากลับยอมเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อคุณฉิน แสดงว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาน่าจะลึกซึ้งมาก”
“เขาไม่เคยคบกับใครมาก่อนเลยหรือคะ?” กู้หนานถามซุนเฉิงด้วยความสงสัย
ซุนเฉิงตอบกลับ “ผมเองก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้น แต่เคยได้ยินผู้ใหญ่เล่าให้ฟังอีกทีว่า สมัยเรียนเขาเคยคบใครคนหนึ่ง แล้วก็เลิกรากันไป จากนั้นอารมณ์ของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ประกาศว่าอยากเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า และจะออกไปทำงานหาเงินข้างนอกด้วยตัวเอง แล้วย้ายไปอยู่ที่เซี่ยงไฮ้”
“ตอนที่เขาออกจากบ้านไป ไม่มีใครเชื่อว่าเขาจะประสบความสำเร็จ ทุกคนคิดว่าเขาแค่ออกไปเที่ยวเล่น ไม่นานคงกลับบ้านด้วยตัวเอง ไม่คาดคิดว่าเขาประสบความสำเร็จอย่างมากในแวดวงอุตสาหกรรมการออกแบบ กวาดรางวัลจากต่างประเทศมาแล้วมากมาย ผมถึงเชื่อว่าเขาจริงจังกับคุณฉิน ตราบใดที่พวกเขาทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน ต่อให้ลำบากแค่ไหนพวกเขาก็สามารถฝ่าฟันไปได้”
จากคำบรรยายของซุนเฉิงทำให้ กู้หนานมีความเข้าใจที่ชัดเจนแจ่มแจ้งมากขึ้นเกี่ยวกับจอร์จ
เขาเป็นคนมีความสามารถ มุมานะอดทน มีเพียงกิริยาท่าทางและภาวะอารมณ์ที่แตกต่างจากผู้ชายทั่วไป อาจเป็นเพราะเขาคุ้นชินกับการทำตามใจตัวเองตอนที่อยู่คนเดียว ทำให้ติดนิสัยเอาแต่ใจมาด้วย
หวังเหลือเกินว่าเพื่อฉินอวิ๋นแล้ว เขาจะสามารถเปลี่ยนแปลงข้อบกพร่องที่คนทั่วไปไม่สามารถยอมได้
“ตามมาเร็วเข้า มัวกระซิบกระซาบอะไรกันอยู่ข้างหลัง? พวกคุณทั้งคู่ยังต้องเป็นอาจารย์ชี้แนะฉันอยู่นะ อย่าเพิ่งเหนื่อยใจกับฉันล่ะ”
จอร์จพูดแบบนั้น ซุนเฉิงจึงรู้สึกเกรงใจอีกฝ่าย รีบถอยห่างจากกู้หนานทันที
“หมอกู้ ค่อย ๆ เดินนะครับ”
กู้หนานกำลังตั้งท้อง ขณะที่เธอขึ้นบันได ซุนเฉิงจึงยื่นมือออกไปช่วยประคองเธอ
หลังจากเข้าไปในห้องทำงานแล้ว จอร์จก็เชื้อเชิญให้พวกเขาทั้งสามนั่งลง
“ฉันจะลองเดินไปรอบ ๆ ห้องให้พวกคุณดู วันนี้ทุกคนจะได้เห็นความคืบหน้าของฉัน”
จอร์จใช้ห้องทำงานของอีกฝ่ายเป็นเหมือนเวทีเดินแบบ จากนั้นก็เริ่มก้าวขาเดิน
ตอนแรกเขายังเดินด้วยท่าทางปกติทั่วไป แต่หลังจากเดินกลับไปกลับมาสองครั้ง ท่าเดินของเขาก็เปลี่ยนเป็นเหมือนเดิมอีก
กู้หนานมองเขา มุมปากกระตุกเล็กน้อย
ท่าเดินเขาไม่ต่างอะไรจากนางแบบเลย สงสัยเขาคงเห็นนางแบบเดินบนเวทีมากเกินไป ทำให้ติดภาพจำเหล่านั้นมา
“เปี่ยวเกอ นายหยุดซ้อมเดินเถอะ”
ซุนเฉิงรู้สึกแสลงสายตา จึงรีบดึงเขากลับมาทันที
“ฉันยังเดินได้ไม่ดีอีกหรือ” จอร์จสังเกตจากสีหน้าของพวกเขา จึงพอคาดเดาได้ว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีนัก
กู้หนานเกลี่ยเส้นผมแล้วพูดเบา ๆ ว่า “คุณจอร์จ คุณควรตระหนักอยู่เสมอว่านายแบบผู้ชายเขาเดินกันยังไง พยายามอย่ายึดตามท่าทางการเดินของนางแบบหญิง”
จอร์จขอให้ซุนเฉิงเดินนำหน้าสองก้าว ส่วนเขาจะเดินตามหลังเพื่อเรียนรู้
ซุนเฉิงรู้สึกอายไม่น้อย ประเด็นคือที่นี่เป็นสำนักงานออกแบบของเขา เพื่อที่จะดึงดูดความสนใจทางด้านธุรกิจ ตัวอาคารจึงมีการปรับเปลี่ยนให้ผนังกลายเป็นหน้าต่างกระจกใส ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาด้านนอกจะได้มองเห็นเสื้อผ้าตัวอย่างด้านในได้ แน่นอนว่าพวกเขาก็อาจมองทะลุเข้ามาเห็นการกระทำของเขา
ซุนเฉิงเลือกที่จะปฏิเสธ “เปี่ยวเกอ ตรงนี้คงไม่เหมาะหรอก ฉันยังมีงานต้องทำ ขอตัวกลับไปทำงานต่อก่อนนะ”
เขาหนีจากเงื้อมมือของจอร์จแล้วเดินออกจากห้องไปทันที
“งั้นฉันจะฝึกเอง”
จอร์จสั่งตัวเองให้อดทน เริ่มเดินกลับไปกลับมา โดยขอให้กู้หนานและฉินอวิ๋นเป็นที่ปรึกษาของเขา
ฉินเฟิงได้ยินว่าฉินอวิ๋นจะได้เข้ามาทำงานในสภาพแวดล้อมใหม่เป็นครั้งแรกในวันนี้ เขาเป็นห่วงเธอว่าจะปรับตัวลำบาก จึงตั้งใจว่าจะหยุดงานและแวะมาให้กำลังใจเธอโดยเฉพาะ ทั้งยังหวังว่าเธอจะหยุดพักเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของตัวเองเอาไว้ แล้วทำงานของตัวเองให้ดี เพื่อที่เธอจะได้ไม่ทำให้หัวหน้ากู้และกู้หนานต้องผิดหวัง
แต่ทันทีที่เขาเข้ามา เขาก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินไปมาด้วยท่วงท่าราวกับเดินบนเวที
หลังจากเดินเข้าไปใกล้แล้วมองอีกครั้ง ถึงรู้ว่าชายคนนั้นก็คือจอร์จนั่นเอง
[1] พริกชี้ฟ้าลายเสือ เป็นอาหารเสฉวน ใช้พริกชี้ฟ้าหรือพริกหยวกมาจี่กระทะ จนเปลือกพริกเหี่ยวเป็นลายไหม้คล้ายลายเสือพาดกลอน แล้วผัดกับพวกซอสต่าง ๆ