เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 674 อาการของคนมีความรัก
บทที่ 674 อาการของคนมีความรัก
ฉินเฟิงอยากให้แม่อยู่ที่หลันเฉิงต่ออีกหน่อย แต่แม่มักคำนึงถึงธุรกิจในบ้านเกิดขึ้นมาเป็นอันดับแรก
เธอไม่สามารถละทิ้งเรื่องของฉินอวิ๋นได้เช่นกัน
แม่ของฉินเฟิงจึงหันไปเตือนฉินอวิ๋นอีกครั้ง “ถ้าลูกยังเห็นแก่หน้าแม่คนนี้ ก็อย่าได้ไปเจอหน้าคนชื่อจอร์จอีก ลูกไม่เหมาะกับเขาเลยสักนิด”
“ลูกมันโง่ หลอกง่าย โดนหลอกครั้งเดียวยังไม่รู้จักจำ พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่อาจถูกหลอกเป็นครั้งที่สองอีก เขาน่ะเป็นตาแก่เจ้าเล่ห์ คนอย่างลูกจะไปทันเล่ห์เหลี่ยมเขาได้ยังไง? ลูกอายุแค่เท่าไหร่เอง? จะเอาทั้งชีวิตของตัวเองไปจมอยู่กับคนแบบนั้นจนตายเชียวหรือ ฉันไม่ได้แค่ไม่ชอบรูปร่างหน้าตาของเขา ฉันยังคิดว่าพวกเธอสองคนแตกต่างกันมากในแง่ของสถานะและอายุ มองยังไงก็ไม่เหมาะที่จะคบหากัน”
แม่ของฉินเฟิงมองไปที่ฉินอวิ๋น ปากไม่หยุดสาปแช่ง
ฉินอวิ๋นไม่กล้าพอที่จะเถียง แต่เธอก็ไม่คิดจะประนีประนอมเช่นกัน
“แม่คะ คนเรายิ่งอายุมากก็ยิ่งใส่ใจคนรอบข้างมากขึ้น มีเหตุผลมากกว่า”
ฉินเฟิงพูดเสริม “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาสองคนมีความรู้สึกดี ๆ ต่อกันนะครับ พวกเขาทำงานในแวดวงอุตสาหกรรมเดียวกัน คุยภาษาเดียวกันอยู่แล้ว ผมไม่เห็นว่าพวกเขาไม่เหมาะที่จะอยู่ด้วยกันตรงไหน”
แม่ของฉินเฟิงตะคอกอย่างเย็นชา “ฉันไม่สนใจหรอกว่าพวกเขาจะคุยภาษาอะไรกัน ฉันแค่ไม่ชอบเขา”
ฉินเฟิงหุบปากฉับ ไม่สามารถหาทางเกลี้ยกล่อมเธอได้เลย
ฉินเฟิงมองไปที่ฉินอวิ๋น คิดว่าเรื่องราวคงเป็นไปไม่ได้แน่แล้ว เขาทำได้เพียงเกลี้ยกล่อมให้ฉินอวิ๋นเลิกรากับเขาเท่านั้น
คนในครอบครัวจะแข็งขืนต่อกันไปตลอดเวลาไม่ได้
กู้หนานสังเกตท่าทีแม่ของฉินเฟิง รู้ว่าตัวเองไม่มีประโยชน์ที่จะพูดอะไรอีก
เธอพูดแค่ว่า “คุณป้าคะ ปล่อยให้เสี่ยวอวิ๋นไปทำงานเถอะค่ะ เก็บเรื่องนี้ใส่ลิ้นชักเอาไว้ก่อน”
ในฐานะที่เป็นเจ้านาย กู้หนานพิจารณาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับงานก่อนเป็นอันดับแรก เธอไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกส่วนตัวของตนส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของฉินอวิ๋น
“ได้ ลูกไปทำงานตามสัญญาเถอะ” แต่แล้วแม่ของฉินเฟิงก็พูดจาจู้จี้อีกครั้ง
“ฉันขอเตือนไว้ก่อน หลังจากทำงานแล้วก็จงทำงานอย่างเต็มที่ ถ้าลูกมีแผนชั่วร้ายในใจอย่างการหนีตามผู้ชายคนนั้นไป ชาตินี้อย่าได้เรียกฉันว่าแม่อีก เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องทนทุกข์ ตกยากลำบาก หรือเผชิญความเสียใจ อย่าได้คิดถึงฉันกับพี่ชายแกเด็ดขาด”
แม่ของฉินเฟิงขู่เข็ญอย่างปากร้ายไปอย่างนั้น เพราะในขณะที่เธอพูดคำเหล่านี้ เธอกลับรู้สึกอึดอัดใจและอดหวาดกลัวไม่ได้
จะทำยังไงถ้าเธอดื้อด้านจนหนีตามผู้ชายคนนั้นไปจริง ๆ?
ฉินอวิ๋นรีบออกตัวว่า “แม่ หนูไม่ทำแบบนั้นแน่นอนค่ะ”
กู้หนานเสริมทันที “คุณป้า ไม่ต้องกังวลนะคะ ถ้าฉินอวิ๋นคิดจะหนีตามใครสักคนขึ้นมาจริง ๆ เธอต้องผ่านความเห็นชอบจากทางโรงงานของเราไปก่อน เธอเซ็นสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับเราแล้ว ไม่มีทางหนีไปได้ตามใจชอบแน่ค่ะ”
“ถ้าไม่เห็นแก่แม่ก็เห็นแก่พี่สะใภ้ของลูกเถอะ จำไว้ว่าพวกเขาทุ่มเทให้ลูกไปมากแค่ไหน”
แม่ของฉินเฟิงมองไปที่ลู่ฮ่าว จากนั้นหันกลับมามองลูกชายตัวเองอย่างฉินเฟิง พวกเขาทั้งหล่อเหลาและมีมาดสมชายชาตรี ถ้าฉินอวิ๋นหาคู่ครองแบบพวกเขาได้ แม่คนนี้คงจะมีความสุขมาก
ทำไมลูกสาวเธอถึงได้ตาบอดไปรักคนแบบนั้นกันนะ?
เมื่อลู่ฮ่าวและกู้หนานออกมาจากบ้านของฉินเฟิง ลู่ฮ่าวบอกว่า “ดูท่าทางคุณป้าแล้ว ฉันเกรงว่าเธอไม่มีทางเห็นด้วยกับการที่ฉินอวิ๋นและจอร์จจะคบหากันจริง ๆ”
กู้หนานพยักหน้า “เป็นเรื่องยากพอตัว”
“ถ้ารอบหน้าจอร์จเขามาขอความช่วยเหลือจากเธออีกครั้ง เธอก็ปฏิเสธเขาไปเถอะ อย่าเอาตัวเองไปยุ่งกับเรื่องของพวกเขาเลย” ลู่ฮ่าวจับมือกู้หนานไว้พร้อมกับพูดเบา ๆ
“คุณเองก็ไม่เห็นด้วยกับพวกเขาใช่ไหมล่ะ?” กู้หนานถามด้วยรอยยิ้ม
ลู่ฮ่าวไม่ได้แสดงมุมมองของตัวเองอย่างชัดเจน แต่ออกความเห็นอย่างสบาย ๆ ว่า “คุณป้าแค่ต้องการลูกเขยที่มีภาพลักษณ์เหมาะสมตามเพศสภาพ ถ้าลูกสาวของเราพาคนแบบเขากลับมาให้รู้จัก ฉันก็คงไม่ยอมรับเหมือนกัน”
ลู่ฮ่าวหรี่ตาลง ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางพูดว่า “ไม่เพียงแต่ฉันจะไม่ยอมรับเขาเท่านั้น ฉันยังคิดจะหักขาของอีกฝ่ายด้วย”
ลูกสาวของเขายังไม่ทันออกมาลืมตาดูโลก คนเป็นพ่อก็เริ่มกังวลเกี่ยวกับอนาคตของเธอแล้ว
เขานึกไม่ออกเลยว่าวันนั้นตัวเองจะมีปฏิกิริยายังไงบ้าง ถ้าในอนาคตจู่ ๆ ลูกสาวของเขาก็พาแฟนที่มีลักษณะดังกล่าวกลับมาหาพ่อแม่เข้าสักวัน
บางทีอาจมีเหตุเลือดตกยางออกกันวันนั้นเลยก็ได้
กู้หนานมองหน้าเขาจากด้านข้าง เห็นว่าลู่ฮ่าวกัดฟันกรามกรอด ๆ ด้วยท่าทางมาดร้าย จึงพูดกลั้วหัวเราะว่า “คุณควรหักขาลูกสาวของตัวเองมากกว่า ทำไมต้องไปทุบตีคนอื่นด้วย?”
“เป็นความผิดของผู้ชายคนนั้นที่ยั่วยวนลูกสาวฉัน ถ้าไม่ให้ตีเขาแล้วจะให้ฉันไปตีใครล่ะ”
ขณะที่ลู่ฮ่าวพูดแบบนี้ เขาก็มองไปที่ท้องของกู้หนานด้วยสายตาอ่อนโยนรักใคร่ พูดปลอบใจตัวเองว่า “ลูกสาวของพวกเราต้องเติบโตขึ้นเป็นเด็กดี เธอต้องเชื่อฟังพวกเราแน่นอน ไม่มีทางไปสร้างเรื่องวุ่นวายข้างนอกหรอก”
จากนั้นเขาก็รำพึงกับตัวเองว่า “ถ้าเธอโตพอที่จะรู้ความได้เมื่อไหร่ ฉันคงต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจสั่งสอนอบรมเธอ สอนทัศนคติการมองคน และสุนทรียภาพสามประการ*[1] ที่ถูกต้องให้เธอด้วย”
ยังไม่ทันไรลู่ฮ่าวก็เริ่มกังวลเกี่ยวกับการสอนวิธีเลือกแฟนของลูกสาวในอนาคตแล้ว
เขาคิดเสมอว่าลูกสาวสอนยากกว่าลูกชาย
กู้หนานแอบมองแสดงออกของคุณพ่อมือใหม่ที่เต็มไปด้วยความกังวล จากนั้นพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไว้ถึงเวลาเมื่อไหร่ ฉันจะยกให้คุณเป็นคนสอนลูกถึงวิธีเลือกคู่ชีวิตตามมาตรฐานของคุณเลย”
มุมปากของลู่ฮ่าวโค้งขึ้นเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็เดินเข้าไปใกล้เธอ และจูบเธอที่แก้ม “อีกหน่อยเธอเองก็ต้องสอนเรื่องนี้กับลูกเหมือนกัน”
“ได้ค่ะ ฉันจะสอนลูกอย่างดี ให้เลือกลูกเขยที่ถูกใจพ่อ นอกเหนือจากนั้นปัดทิ้งสถานเดียว”
จู่ ๆ ลู่ฮ่าวก็อารมณ์ดีขึ้นมาก เขากอดเธอไว้ในอ้อมแขนแล้วกลับบ้านไปด้วยกัน
วันต่อมา ฉินอวิ๋นไปรายงานตัวที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า
กู้เจิ้งอันมาต้อนรับเธอเป็นการส่วนตัว ก่อนอื่นเขายกย่องและชื่นชมในความสามารถของฉินอวิ๋น แน่นอนว่าถ้าเธอสามารถทำงานได้โดยมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ จะพิจารณาปรับขึ้นเงินเดือนให้ทันที จากนั้นจึงอธิบายให้เธอฟังเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาตราสินค้า*[2] ในอนาคตของโรงงาน ตลอดจนภาระงานที่เธอต้องรับผิดชอบ
ฉินอวิ๋นได้ยินจากปากของผู้อำนวยการโรงงานว่าพวกเขาจะสร้างตราสินค้าเป็นของตัวเองในอนาคต และว่าจ้างให้เธอเป็นหัวหน้าแผนกนักออกแบบ เธอก็ตกอยู่ภายใต้ความกดดัน
ถึงอย่างนั้นก็เต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
จากนั้นกู้หนานก็พาฉินอวิ๋นขึ้นไปที่สำนักงานออกแบบ
ห้องทำงานของเธอได้รับการจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว อยู่ติดกับห้องทำงานของซุนเฉิง
เมื่อเห็นว่ากู้หนานพาฉินอวิ๋นมา ซุนเฉิงก็ทักทายเธอด้วยรอยยิ้ม “คุณฉิน ยินดีต้อนรับครับ ต่อจากนี้เราสองคนจะกลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้ว”
“คุณซุน ฉันยังต้องขอคำแนะนำจากคุณอีกมากเลยค่ะ”
“เรียกว่าให้คำแนะนำซึ่งกันและกันดีกว่า”
กู้หนานไม่คล่องตัวและเดินขึ้นไปชั้นบนลำบาก จึงขอให้ซุนเฉิงช่วยเป็นธุระพาฉินอวิ๋นขึ้นไปชั้นบนเพื่อเยี่ยมชมสำนักงาน พร้อมกับให้แนะนำเรื่องงานระหว่างนั้นไปด้วย
ซุนเฉิงพาฉินอวิ๋นไปทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมซะก่อน แล้วเล่าให้เธอฟังเกี่ยวกับงานภายในสำนักออกแบบ
“ที่นี่เรารับผลิตชุดทำงาน ชุดนักเรียนนักศึกษา และเสื้อผ้าคุณภาพสูงทุกประเภทเป็นหลัก ผมรับผิดชอบงานพวกนี้ ส่วนงานของคุณ เหมือนหัวหน้ากู้เคยบอกว่าคุณจะได้รับผิดชอบด้านการออกแบบเสื้อผ้ารูปแบบใหม่ ๆ เพราะในอนาคตทางโรงงานมีแผนจะเปิดตราสินค้าเป็นของตัวเองด้วย”
ตอนนี้ฉินอวิ๋นเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นในส่วนงานของตัวเอง ยังไม่ทันเริ่มงานก็มีไอเดียต่าง ๆ ผุดขึ้นมาแล้ว “คุณซุนคะ หัวหน้ากู้เล่าเรื่องการสร้างตราสินค้าให้ฟังแล้วค่ะ ฉันจะทำงานให้หนัก และตั้งใจออกแบบสินค้าอย่างสุดความสามารถค่ะ”
“ดีเลย ขอให้โชคดีครับ”
หลังจากทำความคุ้นเคยสักพัก ก็ถึงเวลาอาหารกลางวันแล้ว ซุนเฉิงขอให้กู้หนานอยู่ต่อ จากนั้นทุกคนก็ไปที่ร้านอาหารเพื่อกินข้าวร่วมกัน
ตั้งแต่ซุนเฉิงมาทำงานที่นี่ เขาก็หลงรักรสชาติของก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเก่าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเอามาก ๆ
เขาต้องกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อทุกวันในช่วงพักเที่ยง บางวันก็ชามเดียวบางวันก็สองชาม
วันนี้ก็เช่นกัน หลังจากปรึกษาความคิดเห็นของสองสาวแล้ว ท้ายที่สุดทั้งสามก็ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่าจะไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ
ฉินอวิ๋นอดใจรออาหารมื้อนี้แทบไม่ไหว ตั้งแต่เธอกลับมา เรื่องวุ่นวายของเธอกับจอร์จทำให้เธอไม่มีเวลาออกไปหาอาหารอร่อย ๆ กินเลย และแน่นอนว่าเธอไม่มีความอยากอาหารด้วยซ้ำ
ทันทีที่พวกเขามาถึงทางเข้าร้านอาหาร โทรศัพท์ของซุนเฉิงก็ดังขึ้น
เป็นจอร์จนั่นเองที่โทรมา
“เปี่ยวเกอ พวกเราออกมากินข้าวข้างนอกกันพอดี มีฉัน รองหัวหน้ากู้ แล้วก็คุณฉิน” ซุนเฉิงมองไปทางผู้หญิงสองคนที่เดินอยู่ข้างหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม
[เสี่ยวอวิ๋นของฉันก็อยู่ด้วยหรือ?]
“ใช่ คุณฉินกับฉันกลายเป็นเพื่อนร่วมงานกันแล้วนับจากนี้”
เมื่อได้ยินแบบนั้น จอร์จก็ตอบกลับอย่างมีความสุขว่า “เดี๋ยวฉันตามไป”
หลังจากพูดจบก็กดวางสายทันที
ซุนเฉิงรีบเลือกที่นั่งริมหน้าต่างพร้อมกับสั่งบะหมี่เนื้อมาสามชาม
หลังจากนั่งลงแล้ว ซุนเฉิงก็ยิ้มพลางพูดกับสองสาวว่า “อีกสักพักเปี่ยวเกอของผมคงตามมาที่นี่”
สีหน้าของฉินอวิ๋นสดใสขึ้นทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น
เมื่อเห็นว่าฉินอวิ๋นที่มักจะขี้อายและเก็บตัวอยู่เสมอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน กู้หนานก็ถอนหายใจ
นี่สินะอาการของหญิงสาวที่ตกอยู่ในห้วงรัก
[1] สุนทรียภาพสามประการ ได้แก่ ทัศนคติต่อโลก ทัศนคติต่อชีวิต และทัศนคติต่อคุณค่า คนจีนมองว่า ถ้าทัศนคติทั้งสามประการไม่ตรงกันก็ไม่ควรคบกัน
[2] ตราสินค้า หรือ แบรนด์ เป็นผลงานออกแบบของสินค้าและผลิตภัณฑ์ที่สามารถสร้างภาพจำให้บุคคลทั่วไปได้