เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 672 พากลับบ้านเกิด
บทที่ 672 พากลับบ้านเกิด
หลังจากทำงานเสร็จ พวกเขาแวะทานอาหารเย็นในร้านอาหารข้างทาง จากนั้นลู่ฮ่าวก็ไปส่งเนี่ยเหล่ากลับบ้าน
ตอนเย็น กู้หนานตั้งใจว่าจะแวะไปที่บ้านของฉินเฟิงพร้อมกับลู่ฮ่าวสักหน่อย
ถึงยังไงจอร์จก็ไว้ใจเธอ เธอควรไปดูสถานการณ์หน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อกู้หนานและลู่ฮ่าวมาถึงบ้านของฉินเฟิง ฉินเฟิงเป็นคนมาเปิดประตู พอเห็นพวกเขามาหาก็รีบเชื้อเชิญ
“พี่ฮ่าว พี่สะใภ้ มาก็ดีแล้ว ช่วยเกลี้ยกล่อมสองคนนั้นด้วยเถอะ ฉันจนปัญญาแล้วจริง ๆ”
ดวงตาของฉินเฟิงเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ตอนเขาเห็นลู่ฮ่าวและกู้หนาน เหมือนกับเขาเห็นผู้ช่วยชีวิต
กู้หนานมองเข้าไปในห้อง แต่ไม่เห็นแม่ของฉินเฟิงกับฉินอวิ๋น จึงถามเบา ๆ ว่า “คุณป้ายังโกรธอยู่หรือ?”
ฉินเฟิงถอนหายใจ “ใช่ โกรธมากด้วย เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึงจอร์จเธอเอาแต่สาปแช่งไม่ยั้ง แถมยังบอกว่าจะพาเสี่ยวอวิ๋นกลับบ้านเกิดด้วย ตอนนี้คงทำหน้าบึ้งตึงอยู่ในห้องนอนนั่นแหละ”
เมื่อกู้หนานได้ยินฉินเฟิงบอกว่าแม่ของเขาจะพาฉินอวิ๋นกลับบ้านเกิด เธอก็เริ่มหวั่น ๆ ขึ้นมา
“พาเธอกลับบ้านเกิด? กล้าดียังไงถึงพาคนมีพรสวรรค์ที่พวกเราทุ่มเทการฝึกฝนให้อย่างหนักไปจากที่นี่ ถ้าอย่างนั้นพวกเราไม่ลงทุนไปโดยเปล่าประโยชน์หรือ”
ฉินอวิ๋นกำลังล้างหม้อในครัว เมื่อได้ยินเสียงของกู้หนาน เธอก็ออกมาจากห้องครัวและทักทายพวกเขา
“พี่ฮ่าว พี่สะใภ้”
ใบหน้าของเธอยังดูซีดเซียว ดวงตาแดงก่ำมากราวกับเพิ่งร้องไห้มาหมาด ๆ
ฉินอวิ๋นมองกู้หนานเหมือนมองเห็นผู้ช่วยให้รอด แต่เมื่อนึกคำพูดของแม่ได้ว่า ต่อให้เจ้าแห่งสวรรค์ลงมาโปรดก็ไม่มีประโยชน์ เธอจึงหลุบตาลงอีกครั้ง
“ฉันบอกแม่แล้วว่าเสี่ยวอวิ๋นเซ็นสัญญากับโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า เธอต้องทำงานในโรงงานเพื่อใช้ทุน ไม่สามารถพาเธอไปไหนได้ทั้งนั้น” ฉินเฟิงอธิบาย
กู้หนานมองไปที่ฉินอวิ๋นอย่างเหนื่อยล้า ถามอย่างจริงจัง
“เรื่องของเธอกับจอร์จเป็นมายังไงกันแน่ มันเกิดขึ้นได้ยังไง?”
การเปิดตัวคบกันของพวกเขาเรียกได้ว่าเกือบกะทันหัน
ฉินเฟิงมองไปที่น้องสาวตัวดีของเขา อดไม่ได้ที่จะบ่น
“พี่สะใภ้ ผู้หญิงคนนี้สมองตายด้าน เจ็บมาครั้งหนึ่งแล้วไม่รู้จักจำ แถมความรักในครั้งนี้ก็พาให้อะไร ๆ วุ่นวายกันไปหมด ถึงแม้จอร์จจะมีความสามารถมากกว่าไอ้ผู้ชายสวะคนก่อน แต่เขาก็ยังห่างไกลจากภาพลักษณ์ลูกเขยในอุดมคติของแม่ฉัน คนอย่างแม่ไม่มีวันยอมเด็ดขาด”
เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันมานี้ยากเกินฉินเฟิงจะรับมือไหว เขากำลังวางแผนที่จะสร้างครอบครัวใหม่ ดังนั้นเขาควรมีความสุขกับช่วงเวลานี้ให้มาก แต่กลับต้องทุกข์ใจเมื่อมีเรื่องของฉินอวิ๋นมารบกวน
ฉินเฟิงมองไปที่ฉินอวิ๋นอย่างจนปัญญา พยายามเกลี้ยกล่อมเธออีกรอบ
“เสี่ยวอวิ๋น ทำไมเธอไม่บอกจอร์จให้เขายอมรับความจริงซะ ว่าเรื่องระหว่างพวกเธอมันจบแล้ว เธอเห็นจอร์จสำคัญกว่าแม่หรือไง?”
เมื่อฉินอวิ๋นได้ยินแบบนี้ หัวใจของเธอยิ่งบีบรัด สุดท้ายหญิงสาวก็สะอื้นแล้วร้องไห้ออกมา
กู้หนานพูดกับฉินเฟิง
“เฟิงจื่อ อย่าไปตำหนิเธอเลย ความรักเป็นสิ่งที่คนเราสามารถควบคุมได้หรือไงกัน? พอความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครหยุดมันได้ทั้งนั้นแหละ”
ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนกำลังสุกงอม ตอนนี้ถ้าดันทุรังเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาเลิกกัน รังแต่จะทำให้ฉินอวิ๋นเกิดความดื้อรั้น จนอาจจะหนีไปจริง ๆ ก็ได้
เมื่อกู้หนานพูดแบบนี้ ฉินอวิ๋นก็หยุดสะอื้นไห้ทันที เธอมองไปที่กู้หนานด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวัง ถึงกับตรึงความคาดหวังทั้งหมดไว้ที่อีกฝ่าย
กู้หนานเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้จอร์จมาหาฉัน ต้องการให้ฉันช่วยเกลี้ยกล่อมคุณป้า ฉันคิดว่าเขาค่อนข้างจริงจังกับความสัมพันธ์นี้มากทีเดียว”
“จริงจังแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์หรอก แม่ฉันไม่ชอบขี้หน้าเขาด้วยซ้ำ เว้นแต่ว่าเสี่ยวอวิ๋นจะดื้อแพ่งจนตัดสินใจทิ้งแม่กับพี่ชายตัวเองเพื่อไปอยู่กับจอร์จ”
ฉินเฟิงไม่สนใจความรักระหว่างฉินอวิ๋นและจอร์จอีกต่อไป
วันนี้แม่ของเขาก็เอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมากินข้าว ใจแข็งแบบนี้ ใครกันจะเปลี่ยนใจเธอได้?
ฉินอวิ๋นพูดอย่างเร่งรีบ “พี่ชาย ฉันไม่ทำอย่างนั้นแน่ ฉันอยากได้รับการอนุญาตและคำอวยพรจากพี่กับแม่”
ถึงเธออยากมีความรักมากแค่ไหน แต่เธอก็ยังอยากได้รับคำอวยพรจากครอบครัว
กู้หนานมองไปที่ฉินอวิ๋นแล้วถามว่า “เธอคิดทบทวนเรื่องนี้ดี ๆ แล้วหรือยัง? เธอจะฝากชีวิตกับจอร์จจริง ๆ หรือ?”
“พี่สะใภ้ จอร์จเขาปฏิบัติต่อฉันเป็นอย่างดี ฉันรู้สึกชื่นชมทุกอย่างที่เป็นเขา ฉันอยากอยู่กับเขาจริง ๆ เขาแตกต่างจากผู้ชายคนไหนที่ฉันเคยรู้จัก เขามีคุณสมบัติเพียบพร้อม มีการศึกษาที่ดี และเคารพในตัวฉัน แล้วฉันก็รู้สึกปลอดภัยที่สุดตอนอยู่กับเขา เราสองคนเข้ากันได้ดี ฉันไม่เคยคิดว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเขาสำคัญ เขามีความเป็นสุภาพบุรุษจากเนื้อแท้ค่ะ”
ตอนนี้แม่ของเธอไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ ฉินอวิ๋นจึงกล้าที่จะพูดความคิดภายในใจของเธอออกมา
เธอไม่ได้ตกหลุมรักจอร์จตั้งแต่แรกพบ เพราะเคยคิดว่ารูปร่างและท่าทางของจอร์จนั้นแปลกประหลาดสิ้นดี แต่หลังจากที่ได้อยู่คลุกคลีกับเขา เธอก็ค่อย ๆ รู้จักตัวตนของเขามากขึ้น ทุกการปกป้องและการชี้แนะจากเขา ทำให้เธอมองเห็นเสน่ห์ในตัวผู้ชายคนนี้
ขณะที่ฉินอวิ๋นพูดถึงจอร์จ ระหว่างคิ้วและดวงตาของเธอสว่างไสวเหมือนเต็มไปด้วยแสงดาว แววตาฉายชัดแสดงออกถึงการตกหลุมรัก
ตอนที่กู้หนานได้เจอกับจอร์จในวันนี้ เขาเองก็มีสีหน้าและแววตาที่เหมือนกันตอนเขาพูดถึงฉินอวิ๋น
“ฉันลองคุยกับจอร์จดูแล้ว ฟังจากน้ำเสียงของเขา เขาจริงใจต่อเสี่ยวอวิ๋นมากจริง ๆ นายล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
กู้หนานได้แต่หันไปขอความเห็นจากฉินเฟิง
ความคิดเห็นของพี่ชายเธอก็สำคัญมากไม่แพ้กัน
ถ้าเขาสนับสนุนฉินอวิ๋น โอกาสที่เธอจะช่วยพูดโน้มน้าวผู้เป็นแม่อาจพอเป็นไปได้
“ไม่ว่าพวกเขาจะจริงใจต่อกันแค่ไหน แต่ฉันจะทำยังไงได้ถ้าแม่ไม่เห็นด้วย? แค่พูดถึงจอร์จยังไม่ได้เลย”
ฉินเฟิงชี้ไปทางประตูห้องนอนที่มีคนอยู่ในนั้น พูดด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า “แม่ยังเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ไม่ยอมออกมาเจอหน้าพวกเรา”
“ถ้าอย่างนั้น ถ้าจอร์จยอมเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่สั่นสะเทือนโลก หรือปรับภาพลักษณ์ให้แตกต่างจากเมื่อก่อน คุณป้าจะยอมเปลี่ยนทัศนคติที่ตัวเองมีต่อเขาไหม?” กู้หนานถาม
“น้ำเสียงกับกิริยาท่าทางแบบนั้น เขาจะเปลี่ยนได้สักแค่ไหน?”
ฉินเฟิงไม่มีความหวังใด ๆ เลยสำหรับจอร์จ ตราบใดที่เขายังเป็นแบบนี้ ทัศนคติของแม่เขาจะเปลี่ยนได้อย่างไร?
แม่เขาต้องการลูกเขยที่มาดแมนสมกับเป็นลูกผู้ชาย แต่จอร์จไม่ต่างจากสาวน้อยขี้แยคนหนึ่ง
เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันเป็นแบบนี้ ไม่แม่ของเขาก็เสี่ยวอวิ๋น ต้องงัดพลังความดื้อรั้นออกมาให้มากกว่าอีกฝ่าย ไม่ช้าก็เร็วต้องมีคนยอมประนีประนอมแน่
แต่การทำให้จอร์จเปลี่ยนแปลงตัวเองจนอยู่ในระดับที่แม่พอใจ บอกเลยว่ายาก
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเขาจริงใจกับเสี่ยวอวิ๋นมากน้อยแค่ไหน”
“เสี่ยวอวิ๋น การที่คุณป้าไม่ยอมเห็นด้วยกับเธอต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง เธอควรเชื่อฟังครอบครัวตัวเองให้มาก”
ลู่ฮ่าวที่นิ่งเงียบตั้งแต่เดินเข้าประตูมา จู่ ๆ ก็พูดประโยคแรก
นั่นคือมุมมองของเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ ฉินอวิ๋นไม่ใช่น้องสาวแท้ ๆ ของเขา เขาจึงไม่มีหน้าที่ที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหาด้านความสัมพันธ์ส่วนตัวของเธอ แต่ในความคิดของเขาแล้ว เขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีเลย
เขาไม่สามารถจินตนาการได้จริง ๆ ว่าการที่อีกฝ่ายใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกับคนอย่างจอร์จ ภาพจะออกมาเป็นแบบไหน
ฉินอวิ๋นพูดด้วยท่าทางที่แน่วแน่ “พี่ฮ่าว ฉันเองก็อยากให้ตัวเองมีความสุขเหมือนกับที่คุณมีความสุขเหมือนกัน”
“นั่นเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน เธอต้องเป็นคนตัดสินใจในเรื่องของตัวเองแน่อยู่แล้ว” ลู่ฮ่าวพยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก
กู้หนานมองไปทางลู่ฮ่าวซึ่งกำลังยืนพิงผนังด้วยรอยยิ้มเจื่อน ๆ
มุมปากเขาโค้งเล็กน้อย
ระหว่างทาง ลู่ฮ่าวบอกว่าเขาไม่ได้มองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับจอร์จและฉินอวิ๋นเหมือนกับเธอ เขาคิดภาพสองคนนี้คบกันไม่ออก
ในฐานะที่เขาเป็นผู้ชายแท้ ๆ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมผู้ชายด้วยกันถึงได้มีรสนิยมการแต่งตัว และแสดงท่าทางตุ้งติ้งจนติดเป็นนิสัยแบบนั้น
แม้กระทั่งเขาเอง ยังสงสัยอยู่เสมอว่าอาจมีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับจอร์จ
นอกจากนี้เขายังนำตัวละครในภาพยนตร์และละครโทรทัศน์ รวมถึงวรรณกรรมเลื่องชื่อมาเป็นตัวอย่างประกอบการวิเคราะห์ให้เธอฟัง เขาบอกว่าจอร์จมีภาพจำคล้ายกับขันทีในวังไม่มีผิด
กู้หนานบอกว่าเธอแค่แนะนำการพักฟื้นร่างกายให้จอร์จเท่านั้น เขามีภาวะไตพร่อง แต่ผลจากโรคไม่ร้ายแรงพอที่จะส่งผลต่อบุคลิกภาพของเขา
เมื่อถกกันเกี่ยวกับประเด็นนี้ กู้หนานไม่เคยบอกว่าตัวเองอยากสนับสนุนฝ่ายไหนอย่างจริงจัง เธอแค่รู้สึกว่าความคิดเห็นของตัวเองเป็นแค่ปัจจัยเสริม ปัจจัยสำคัญคือทัศนคติของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต่างหาก
พวกเธอทำได้เพียงวิเคราะห์อย่างเป็นกลางจากมุมมองของผู้รับชมเท่านั้น