เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 670 จับจอร์จแปลงร่าง
บทที่ 670 จับจอร์จแปลงร่าง
เนี่ยอวี้ฮว๋าแก้ไขคำพูดของเขา “เธอควรพูดว่า รุ่นพี่อวี้ฮว๋า ถ้าคุณพอมีเวลาว่าง รบกวนไปช่วยเลือกซื้อเสื้อผ้าทำงานให้ผมสักสองชุดได้ไหม?”
จากนั้นเนี่ยอวี้ฮว๋าก็มองเลยไปยังมือขวาของอีกฝ่ายที่กรีดกรายอยู่ด้านข้าง
“นิ้วก้อยนั่นอีก ไม่จำเป็นก็อย่ากระดกจนเคยตัว”
จอร์จชักมือหนีด้วยความลำบากใจ “มันติดเป็นนิสัยไปซะแล้วน่ะสิครับ”
เนี่ยอวี้ฮว๋าอธิบาย “ยิ่งเธอเคยชินกับกิริยาพวกนี้จนติดเป็นนิสัย เธอยิ่งต้องพยายามปรับให้มากขึ้น ในเมื่อเธอมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็ควรเปลี่ยนแปลงรายละเอียดยิบย่อยทั้งหมด แล้วไม่ต้องเอาเหตุผลการติดนิสัยมาหักล้างฉัน ถ้าเธอปรับตัวได้ก็จะกลายเป็นผู้ชายทั่วไปแล้ว”
จอร์จพยักหน้า “รุ่นพี่อวี้ฮว๋า ผมจะเชื่อฟังคุณ”
“รีบกินข้าวเถอะ กินเสร็จแล้วจะได้ไปซื้อเสื้อผ้ากัน”
“ที่จริงไม่ต้องซื้อหรอก ฉันจำได้ว่าในสำนักงานออกแบบของซุนเฉิงพอจะมีเสื้อผ้าตัวอย่างอยู่บ้าง พวกมันล้วนเป็นชุดส่งออกทั้งนั้น ลองไปดูที่นั่นกัน ถ้ามีแบบที่เหมาะสมก็ยืมมาใส่ก่อนได้”
เนี่ยอวี้ฮว๋าคิดถึงชุดสูทที่เรียบง่ายและทันสมัยที่ผลิตโดยโรงงานของกู้หนานเมื่อปีที่แล้ว คนหนุ่มสาวที่สวมใส่ชุดเหล่านั้นดูภูมิฐานและดูดีมาก ๆ
อย่างน้อยก็ดูดีกว่าเสื้อผ้าสีสันฉูดฉาดรูปแบบแปลกตาที่จอร์จกำลังสวมอยู่ในตอนนี้มาก
เธอเคยคิดว่าเขาเป็นคนทันสมัย แต่ความนำสมัยของเขาแปลกแยกจากโลกความเป็นจริงจนกลายเป็นไม่น่ามอง
เมื่อจอร์จได้ยินว่าพวกเขากำลังจะไปที่ที่ทำงานของซุนเฉิงเพื่อเลือกเสื้อผ้าใหม่ เขาก็เห็นด้วยอย่างมาก
“ได้ ผมจะแวะไปดูสักหน่อย ถึงยังไงมันก็เป็นที่ทำงานในอนาคตของเสี่ยวอวิ๋นของผม”
เนี่ยอวี้ฮว๋าดับฝันเขาทันที “เรื่องนั้นขึ้นอยู่กับเธอว่าจะได้เกี่ยวดองเป็นครอบครัวเดียวกับเขาหรือเปล่า อย่าเพิ่งฝันลม ๆ แล้ง ๆ ไปเลย”
เนี่ยอวี้ฮว๋ารู้สึกกลาย ๆ ว่าเส้นทางความรักระหว่างจอร์จกับฉินอวิ๋นไม่ใช่เรื่องง่าย
เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองคิดถูกไหมที่ตัดสินใจช่วยจอร์จ
แม้เธอหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเพื่อนรุ่นน้องจะได้แต่งงานกับผู้หญิงที่รักในท้ายที่สุด แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมปรับตัว ก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขาที่จะอยู่ด้วยกัน
คราวนี้เธอได้แต่รอดูว่าจอร์จจะพัฒนาตัวเองไปได้ไกลแค่ไหน
จอร์จเต็มไปด้วยความมั่นใจในเรื่องนี้ “รุ่นพี่อวี้ฮว๋า ผมจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน”
เนี่ยอวี้ฮว๋าไม่ได้กลับเข้าไปทำงานในตอนบ่าย แต่ไปที่ที่ทำงานของซุนเฉิงเป็นเพื่อนจอร์จ
ซุนเฉิงและเวิงอิ่งกำลังรับประทานอาหารกลางวันในขณะที่พวกเขามาถึง
ตรงหน้าของพวกเขาเป็นคอมพิวเตอร์คนละหนึ่งเครื่อง และชามบะหมี่เนื้อที่สั่งมาจากร้านบะหมี่ฝั่งตรงข้าม
เมื่อเห็นเนี่ยอวี้ฮว๋าและจอร์จเดินใกล้เข้ามา ซุนเฉิงก็รีบลุกขึ้นยืนเพื่อทักทายพวกเขา
“ป้าเนี่ย เปี่ยวเกอ มีอะไรถึงแวะมาที่นี่หรือครับ?”
“เดี๋ยวนี้คนหนุ่มสาวเขานิยมกินข้าวในระหว่างทำงานกันแล้วหรือ?” เนี่ยอวี้ฮว๋ามองไปที่บะหมี่เนื้อในชามของพวกเขาพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
ซุนเฉิงอธิบายว่า “พักเที่ยงแบบนี้ ร้านฝั่งตรงข้ามมีลูกค้าแน่นมาก พวกเราเลยสั่งมากินที่นี่ครับ ชั่วโมงเร่งด่วนก็แบบนี้”
เวิงอิ่งวางชาม เช็ดปากอย่างรีบร้อนแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปทักทาย
“สวัสดีค่ะคุณป้าเนี่ย”
เวิงอิ่งหันมองไปที่จอร์จ จากนั้นก็ทักทายเขา “คุณจอร์จ สวัสดีค่ะ”
เนื่องจากซุนเฉิงได้เล่าเรื่องจอร์จให้เวิงอิ่งฟังแล้ว เมื่อทั้งสองฝ่ายได้พบกันครั้งแรก เวิงอิ่งจึงทักทายเขาอย่างเป็นธรรมชาติและสุภาพมาก
เมื่อเห็นท่าทีสงบเรียบร้อยของเวิงอิ่ง จอร์จสังเกตจากปฏิกิริยาของเธอ ก่อนจะตั้งคำถามแบบเกินจริง “คุณคงเป็นนักเขียนสาวที่อายุน้อยและสวยสง่าตามที่คุณป้าของผมเคยพูดถึงสินะ?”
“ใช่ค่ะ แต่ฉันเป็นแค่นักเขียนนิยายมือใหม่เท่านั้นเอง” เวิงอิ่งตอบกลับอย่างถ่อมตัว
“คุณสวยมากจริง ๆ เสี่ยวเฉิง นายนี่ไม่ธรรมดาเลยนะ” เมื่อเห็นซุนเฉิงและแฟนสาวของเขารักใคร่กลมเกลียวกันดีแบบนี้ จอร์จก็ยิ่งรู้สึกอิจฉาในใจ
เมื่อได้รับคำชมจากจอร์จ ซุนเฉิงก็ยิ้มกว้างพลางพูดว่า “คุณฉินก็สวยมากเหมือนกัน”
เนี่ยอวี้ฮว๋าจงใจแกล้งเขา
“ซุนเฉิง อย่าเพิ่งพูดถึงคุณฉินตอนนี้เลย ลูกพี่ลูกน้องของคุณกำลังเศร้ากับเรื่องนี้อยู่พอดี”
ซุนเฉิงมองดูหน้าจอร์จที่ซีดเซียว รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาเล็กน้อย
เมื่อวานนี้พ่อแม่ของเขาเล่าเรื่องนัดทานอาหารค่ำกับครอบครัวของฉินเฟิงให้ฟัง เขาเองก็พูดไม่ออกกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ยิ่งเมื่อเห็นสภาพของจอร์จในตอนนี้…
“ที่จริงฉันพอคาดเดาผลลัพธ์ได้อยู่แล้วล่ะ”
“นายรู้อยู่แล้วหรือว่าแม่ของเสี่ยวอวิ๋นจะไม่เห็นด้วย?”
ดวงตาของจอร์จหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองไปที่ซุนเฉิง ตอนแรกเขาคิดว่าซุนเฉิงรู้จักกันกับฉินเฟิง ฉินเฟิงอาจจะเล่าอะไรให้ซุนเฉิงฟังเป็นการส่วนตัวก็ได้?
ตอนนัดไปกินข้าวเมื่อวานนี้ จอร์จก็เชิญซุนเฉิงให้ไปด้วยกัน เพราะหวังว่าถ้าโต๊ะอาหารมีอีกฝ่ายอยู่ด้วย คงอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวของเขากับฉินเฟิงช่วยพูดอะไรได้บ้าง
ทว่าซุนเฉิงบอกว่าเขางานยุ่ง ไม่มีเวลาไป
มาตอนนี้จอร์จถึงได้ตระหนักว่า คำว่าไม่มีเวลาเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงเท่านั้น ซุนเฉิงรู้ผลลัพธ์ตั้งนานแล้ว
ซุนเฉิงไม่ได้แก้ตัว พูดอย่างจริงจังว่า “ใช่ แต่ฉันช่วยอะไรนายไม่ได้จริง ๆ ในเมื่อนายยืนกรานหัวชนฝาว่าจะเป็นตัวของตัวเองต่อไป”
ซุนเฉิงพูดกับจอร์จ “อีกอย่างเป็นเพราะนายไม่ได้เตรียมการวางแผนล่วงหน้าก่อนจะไปเจอว่าที่แม่ยาย ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอจะไม่เห็นด้วย”
ซุนเฉิงมีประสบการณ์และกลยุทธ์มากพอสมควรในเรื่องนี้
เช่นเดียวกับกรณีของเขาและเวิงอิ่ง ถ้าเขาไม่วางแผนล่วงหน้าก่อนที่จะพาเวิงอิ่งมาเจอครอบครัวของตัวเอง ตอนนี้ทั้งสองอาจจะต้องแยกทางกันไปแล้ว
จอร์จรู้ตัวว่าเขาทำสิ่งที่ไม่เหมาะสมลงไป จึงพูดด้วยความรู้สึกผิดว่า “ฉันรู้แล้วว่าตัวเองทำผิดพลาด ฉันก็เลยมาที่นี่เพื่อวางแผนแก้ตัวใหม่ยังไงล่ะ”
ซุนเฉิงรู้สึกงงงวยเมื่อได้ยินสิ่งนี้
เนี่ยอวี้ฮว๋ารีบพูดกับซุนเฉิง
“ซุนเฉิง ในสำนักออกแบบของคุณพอมีเสื้อผ้าตัวอย่างสำหรับส่งออกหรือเปล่า? ลองหาเสื้อสูทมาให้ลูกพี่ลูกน้องของคุณใส่สักชุดสองชุดสิ”
“เสื้อสูท?” ซุนเฉิงมองไปที่จอร์จพลางทำหน้าตาแปลก ๆ
ลูกพี่ลูกน้องของเขาคนนี้ทำอาชีพนักออกแบบเสื้อผ้า และเท่าที่เขาจำได้ ผู้ชายคนนี้ไม่เคยใส่สูทเลยสักครั้ง
ต่อให้สวม แต่ก็ต้องเป็นชุดสูทที่มีรูปแบบไม่เหมือนใครซึ่งออกแบบไว้สำหรับใส่เอง
คนคนนี้เคยใส่ชุดธรรมดา ๆ เหมือนชาวบ้านเสียที่ไหนกัน?
เนี่ยอวี้ฮว๋าพยักหน้า
“ใช่แล้ว เสื้อสูทสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีขาวเหมือนกับที่คุณใส่อยู่ตอนนี้นี่แหละ ช่วยเลือกจับคู่ให้หน่อยแล้วเอาให้เขาลองใส่ เราจะได้มาดูผลลัพธ์กัน”
“เปี่ยวเกอ นายอยากได้ชุดแบบไหนดีล่ะ?” ซุนเฉิงถามด้วยรอยยิ้ม มองไปที่จอร์จซึ่งทำหน้าตากระอักกระอ่วน
จอร์จกระแอมเบา ๆ แล้วตอบกลับว่า “ชุดเหมือนกับที่นายใส่อยู่ตอนนี้ก็ได้”
จอร์จออกแบบเสื้อผ้าแฟชั่นสตรีเป็นหลัก เป็นผลให้ตัวเขาเองค่อย ๆ ซึมซับความเป็นผู้หญิงมากขึ้นทุกวันโดยไม่รู้ตัว
เขาจึงไม่ค่อยเต็มใจที่จะลองสวมเสื้อผ้าแบบผู้ชายทั่วไป
ซุนเฉิงพูดยิ้ม ๆ “ได้ เดี๋ยวฉันจะลองเลือกดู”
ซุนเฉิงหยิบสูทสีดำมาตัวหนึ่งโดยกะจากขนาดตัวของจอร์จ จากนั้นก็หยิบเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวมาจับเข้าคู่
“ตอนนี้อากาศร้อนอบอ้าว เสื้อผ้าพวกนี้สวมแล้วช่วยให้รู้สึกสดชื่นเย็นสบาย แถมยังดูมีความน่าเชื่อถือมากอีกด้วย”
เนี่ยอวี้ฮว๋าเห็นเสื้อผ้าที่ซุนเฉิงนำมาให้ ก็รีบพูดเสริมทันที “ปีที่แล้วหนานหน่านก็เลือกชุดแบบเดียวกันนี้ให้ย่าฮุยใส่เหมือนกัน เสื้อนอกมีหลายเฉดสีเลยล่ะ เจียหาว เธอลองไปเปลี่ยนชุดดูสิ เสื้อผ้าพวกนี้จะทำให้เธอปรับลุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบแน่ ๆ”
จอร์จรับเสื้อผ้าที่ซุนเฉิงนำมาให้ พิจารณาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนมั่นใจในสไตล์การออกแบบ เนื้อผ้า และสีของชุดที่ถูกใจ
“เอาล่ะ ไปแต่งตัวเถอะ”
ซุนเฉิงพาจอร์จขึ้นไปชั้นบนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
สิบนาทีต่อมา จอร์จก็เดินลงมาจากบันได
เมื่อเนี่ยอวี้ฮว๋าเห็นอีกฝ่ายสวมชุดสูทที่เรียบง่าย ก็พบว่าบุคลิกท่าทางของเขาค่อนข้างขัดกับเสื้อผ้าที่สวมใส่เล็กน้อย
เมื่อเทียบกับลูกชายของเธอ หรือแม้แต่ลู่ฮ่าวและฉินเฟิง เขายังห่างไกลจากพวกเขาเหล่านั้นมาก
“รุ่นพี่อวี้ฮว๋า เป็นยังไงบ้าง? ผมใส่ชุดนี้แล้วดูดีไหม?” จอร์จเดินไปข้างหน้าแล้วหมุนตัวต่อหน้าพวกเขา คาดว่าทำไปเพื่อขอคำแนะนำจากเนี่ยอวี้ฮว๋า
“เสื้อผ้าที่เธอใส่ต้องดูดีแน่อยู่แล้ว เพียงแต่…”
เนี่ยอวี้ฮว๋ารู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมานั่งเกรงใจอีกฝ่าย ดังนั้นจึงพูดออกไปตรง ๆ
“สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าสำหรับเธอ คือการเปลี่ยนท่าทางการเดินซะใหม่ เข้าใจไหม?”
ซุนเฉิงสมทบ “คุณป้าเนี่ยพูดถูก คนคนหนึ่งจะดูดีได้ขึ้นอยู่กับบุคลิกเป็นหลัก”
เนี่ยอวี้ฮว๋าคว้าผ้าโพกศีรษะลายดอกไม้ออกจากหัวของจอร์จ “เธอควรถอดเจ้านี่ออกซะ”
หลังจากถอดออกแล้วมองดูอีกครั้ง ก็รู้สึกสบายตามากขึ้นทันที