เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 664 พบผู้ใหญ่
บทที่ 664 พบผู้ใหญ่
เมื่อลู่ฮ่าวกลับมา พบว่าบรรยากาศภายในบ้านมีชีวิตชีวามาก จนกระทั่งเห็นฉินอวิ๋น ตอนแรกเขาแทบจำเธอไม่ได้ กระทั่งฉินอวิ๋นเรียกพี่ลู่ฮ่าวออกมาหนึ่งคำ ลู่ฮ่าวถึงรู้ว่าเธอเป็นใคร
“เสี่ยวอวิ๋นเปลี่ยนไปมากเลยนะ”
“แน่ล่ะ เธอเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่มาได้สักระยะแล้ว ไม่แปลกที่เสี่ยวอวิ๋นจะกลมกลืนเหมือนคนต่างชาติเข้าไปทุกวัน”
ลู่ฮ่าวได้ยินคำพูดของกู้หนานก็หันไปมองเธอทันที
ตอนนั้นเองเขาถึงได้ตระหนักว่าภรรยาตัวเองก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วย
ในตอนนั้น ร่องรอยของความรู้สึกผิดก็ฉายผ่านดวงตา
คำพูดของกู้หนานเมื่อครู่ ถูกลู่ฮ่าวตีความไปว่าเป็นความอิจฉา
เขามองเธอพร้อมกับพูดเบา ๆ “ผมได้วันหยุดพักร้อนเมื่อไหร่ พวกเราค่อยเข้าไปเที่ยวเล่นในเมืองใหญ่กันนะ”
เฉินหย่าจือยิ้มพลางพูดเสริม “ใช่ คราวหน้าเราจะไปเที่ยวด้วยกันทั้งครอบครัว ตอนนี้ภายในประเทศจีนมีการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม่อยากไปสำรวจดูรอบ ๆ สักหน่อย”
ครอบครัวของฉินเฟิงอยู่ที่บ้านของลู่ฮ่าวเพื่อรับประทานอาหารเย็น มื้อนี้ถือเป็นมื้ออาหารค่ำคืนสู่เหย้า ทุกคนต่างอารมณ์ดี พูดคุยกันอย่างมีความสุข
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ฉินเฟิงก็ไปส่งกู้ย่าถิง ส่วนฉินอวิ๋นเดินกลับบ้านกับแม่ของเธอ
บ้านของเฉินหย่าจือก็อยู่ห่างไกลจากชุมชนที่ฉินเฟิงอาศัยอยู่ สองแม่ลูกจึงเดินคุยไปพลาง ๆ
ไม่นานหลังจากที่พวกเธอถึงบ้าน ฉินเฟิงก็กลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน
ฉินอวิ๋นลังเลอยู่นาน ก่อนจะรวบรวมความกล้าพูดกับแม่และพี่ชาย “แม่ พี่ชาย คุณจอร์จบอกว่าอยากเชิญพวกคุณไปทานอาหารในวันพรุ่งนี้”
“จอร์จเชิญเราไปทานอาหาร?” ฉินเฟิงมองฉินอวิ๋นด้วยความประหลาดใจ
“เนื่องในโอกาสอะไร? พวกเราควรเป็นฝ่ายเชิญเขาต่างหาก เขาเป็นอาจารย์ของเธอ เป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียง จู่ ๆ เขาจะเชิญเราไปทานอาหารเย็นทำไม? นี่ไม่มีเหตุผลเลย”
เมื่อต้องเผชิญความสงสัยของฉินเฟิง ฉินอวิ๋นก็อ้างเหตุผลที่แทบไม่มีน้ำหนักขึ้นมา “เขาอาจอยากทำความคุ้นเคยกับพวกคุณก็ได้”
“ทำไมถึงต้องคุ้นเคยกับพวกเรา?” ฉินเฟิงถามอีกครั้ง
ทำไมผู้ชายคนนี้ทำตัวแปลก ๆ?
“เรื่องนั้นไม่รู้หรอก แต่ถ้ามีคนเชิญพวกเราไปทานอาหาร เราก็ควรไปตามคำเชิญของเขานะ”
ทันทีที่ฉินอวิ๋นเห็นสายตาของแม่และพี่ชาย เธอก็รู้สึกผิดขึ้นมาอีกครั้ง ในปากเต็มไปด้วยคำพูดเป็นล้านอย่าง สิ่งที่เธอต้องการจะพูดจุกขึ้นมาอยู่ที่ลำคอแล้วแท้ ๆ แต่กลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ก่อนหน้านี้เธอเคยสัญญากับแม่และพี่ชายแล้วว่าถ้ามีผู้ชายมาจีบจะเล่าให้พวกเขาฟัง จากนั้นพวกเขาจะช่วยตรวจสอบให้ และเธอจะสามารถคบหากับเขาได้ก็ต่อเมื่อครอบครัวรู้สึกว่าคนคนนั้นไม่มีพิษมีภัย
ตอนนี้ ฉินอวิ๋นกลับไม่กล้าเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจอร์จตอนอยู่เซี่ยงไฮ้ให้ครอบครัวฟัง
เธอกลัวเหลือเกินว่าพวกเขาจะผิดหวัง
ฉินอวิ๋นยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีกว่า ถ้าเธอพูดออกไป พวกเขาอาจแสดงท่าทีไม่เห็นด้วย และเธอจะไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้พบจอร์จอีก
เธอคิดว่าตัวเองคงทำอะไรไม่ได้แล้ว นอกจากรอวันพรุ่งนี้เพื่อที่เธอกับจอร์จจะได้เผชิญหน้าด้วยกัน
ฉินเฟิงชำเลืองมองที่ฉินอวิ๋น ก่อนจะพยักหน้า “ได้ งั้นก็ไปสักหน่อยเถอะ พรุ่งนี้พี่จะออกเงินค่าอาหารให้ ถือซะว่าเป็นการขอบคุณ”
ตกกลางคืน ฉินอวิ๋นนอนกับแม่ของเธอ แต่เธอเอาแต่พลิกตัวไปมาเพราะข่มตานอนไม่หลับ
“สาวน้อย เป็นอะไรไป? ลูกนอนพลิกตัวไปมานานแล้วนะ นอนไม่หลับหรือลูก?” ฉินอวิ๋นเอาแต่พลิกตัวซ้ายทีขวาที สลับกับทอดถอนหายใจ สร้างความรำคาญจนผู้เป็นแม่สะดุ้งตื่น
แม่ของเธอถามด้วยความงุนงง
“แม่ ฉันแค่ไม่ชินน่ะค่ะ ฉันไม่ค่อยชินกับการนอนแปลกที่” จนถึงตอนนี้ ฉินอวิ๋นก็ยังไม่มีความกล้ามากพอที่จะบอกความจริง เพราะกลัวว่าแม่จะอาละวาดขึ้นมากลางดึก แม่ของเธอเป็นคนหัวรั้นมาก แม้ว่าจะรักลูกสาวมากแค่ไหน แต่เธอไม่มีวันยอมง่าย ๆ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญแบบนี้
เช้าวันรุ่งขึ้น ฉินอวิ๋นได้รับโทรศัพท์จากจอร์จ เขาโทรมาบอกสถานที่นัดหมายให้เธอทราบ
แม่ของฉินเฟิงแต่งตัวอย่างพิถีพิถันเป็นพิเศษ ผูกผ้าไหมที่ลูกสาวมอบให้เป็นของขวัญไว้ตรงคอ
เธอถามฉินเฟิง “น่าเสียดายที่วันนี้ย่าถิงมีสอน ไม่อย่างนั้นวันนี้ครอบครัวของเราคงได้ไปกินข้าวด้วยกันอย่างพร้อมหน้า”
ฉินเฟิงเอ่ย “แม่ ย่าถิงไม่สะดวกลางานบ่อย ๆ เธอยังมีโอกาสในอนาคตรออยู่”
โรงแรมที่จอร์จจองห้องอาหารไว้อยู่ติดกับโรงแรมหนานเฉิงที่เขาพักอยู่ ที่นี่เป็นหนึ่งในภัตตาคารระดับไฮเอนด์ที่ดีที่สุดในหลันเฉิง
ตอนนี้ แม่ของฉินเฟิงกำลังยืนอยู่ในล็อบบี มองไปรอบ ๆ ท่ามกลางการตกแต่งที่หรูหราของสถานที่ ทันใดนั้นก็รู้สึกวิงเวียนขึ้นมาเล็กน้อย
เธอไม่เคยทานอาหารในภัตตาคารระดับไฮเอนด์มาก่อนเลย
บรรยากาศตรงหน้าหรูหรายิ่งกว่าที่เคยเห็นในโทรทัศน์เป็นไหน ๆ
เมื่อเดินเข้ามาแล้ว บริกรก็พาพวกเขาไปที่ห้องอาหารส่วนตัวทันที
ประตูห้องอาหารเปิดอยู่ จอร์จรีบร้อนออกมาต้อนรับทันทีเมื่อได้ยินเสียง
“คุณป้า หัวหน้าฉิน เสี่ยวอวิ๋น พวกคุณมาถึงแล้ว เชิญเข้ามานั่งก่อนครับ”
จอร์จดูกระตือรือร้นผิดวิสัย มุมปากของฉินเฟิงกระตุกยิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกเขาว่าหัวหน้าฉิน
ถึงขั้นเรียกเขาว่าหัวหน้าเชียวหรือ?
เป็นไปได้ไหมว่าจอร์จคนนี้มีปัญหาทางการเงิน ก็เลยต้องการขอให้เขาช่วยเรื่องผลประกอบการ?
ถ้าไม่ใช่ เขาก็ไม่สามารถคิดหาเหตุผลสำหรับความกระตือรือร้นของอีกฝ่ายได้แล้ว
จอร์จเชิญพวกเขาเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัว คุณหญิงซุนและสามีก็ยืนขึ้นเช่นกันเมื่อเห็นสมาชิกตระกูลฉินเดินเข้ามา
ฉินเฟิงและแม่ของเขารู้สึกประหลาดใจกว่าเดิมเมื่อเห็นชายหญิงวัยกลางคนสองคนที่มีกลิ่นอายไม่ธรรมดา
สถานการณ์แบบนี้คืออะไรกัน?
เพียงมองทั้งสองแค่ปราดเดียว ก็รู้แล้วว่าพวกเขามีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดา
เมื่อเห็นสายตาที่สับสนของพวกเขา จอร์จจึงแนะนำด้วยรอยยิ้ม “นี่คือคุณลุงและคุณป้าของผม พวกเขามาจากกั่งเฉิงครับ”
“คุณลุง คุณป้า นี่เสี่ยวอวิ๋น คุณแม่ และพี่ชายของเธอครับ”
“สวัสดีค่ะคุณฉิน ฉันเป็นป้าของจอร์จค่ะ พ่อแม่ของเขาอยู่ในกั่งเฉิง ฉันบังเอิญมาเจรจาธุรกิจที่หลันเฉิงพอดี เมื่อมีโอกาสเลยอยากทานอาหารเย็นกับพวกคุณทุกคนค่ะ”
คุณหญิงซุนพูดด้วยรอยยิ้มจนจบ ส่วนสามีเธอเพียงพยักหน้ารับอย่างสุภาพ
“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยค่ะ” แม่ของฉินเฟิงนั่งลงด้วยร่างกายสั่นเทา
คุณหญิงซุนมองไปที่ฉินอวิ๋นด้วยความเอ็นดู “คนนี้คือเสี่ยวอวิ๋นหรือ? หน้าตาน่ารักจริงเชียว มานั่งตรงนี้สิ”
ฉินอวิ๋นทักทายคุณหญิงซุนและคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้ม
แม่ของฉินเฟิงนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น ภายในหัวของเธอเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามสีดำ
นักธุรกิจใหญ่จากกั่งเฉิง ทำไมถึงได้อยากร่วมโต๊ะอาหารกับพวกเธอกัน?
ต่อให้อีกฝ่ายเป็นญาติของจอร์จจริง แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเชิญพวกตนมารับประทานอาหารโดยไม่มีเหตุจำเป็น
ขณะที่แม่ของฉินเฟิงกำลังสงสัย ฉินเฟิงก็หรี่ตาลง มองไปที่จอร์จ พ่อและแม่ของซุนเฉิง ก่อนจะโพล่งถามขึ้นมา “คุณจอร์จ นี่มันหมายความว่ายังไงกันครับ?”
“คุณเป็นอาจารย์ของน้องสาวผม พวกเราควรเป็นฝ่ายเชิญคุณมาทานอาหารมากกว่า แต่พอเห็นบรรยากาศแบบนี้แล้ว ทำไมดูเหมือนกับการพาผู้ใหญ่มาพบกันยังไงไม่รู้?”
ฉินเฟิงเป็นนักธุรกิจ ดังนั้นเขาจึงมักคำนึงถึงสาระสำคัญเกี่ยวกับธุรกิจหรือจุดประสงค์ของอีกฝ่ายเป็นอันดับแรก
ในตอนที่เห็นคุณลุงและคุณป้าของจอร์จ เขาก็นึกถึงบางอย่างที่เผลอมองข้ามไปขึ้นมาได้
พอคิดได้แล้วก็แอบก่นด่าว่าตัวเองโง่เง่าอยู่ในใจ
เขาน่าจะคาดเดาได้ตั้งแต่เห็นจอร์จพยายามทำตัวสนิทสนมกับพวกเขาที่สถานีเมื่อวานนี้แล้ว
จากนั้นก็เลื่อนสายตาไปมองฉินอวิ๋นอย่างคาดคั้นทันที
ฉินอวิ๋นก้มหน้าลงอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ
พ่อกับแม่ซุนเฉิงหันมองหน้ากันด้วยความงุนงงเมื่อได้ยินสิ่งที่ฉินเฟิงพูด
ที่แท้พ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็ไม่รู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขามาก่อนงั้นหรือ?
จอร์จไม่ได้บอกว่าคุณฉินจะเป็นคนเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับครอบครัวเองแล้วหรือไง?
จะให้มาเจอกันวันนี้แล้วคุยเรื่องแต่งงานทันทีเลยหรือ?
จอร์จคนนี้ไว้ใจไม่ได้เลยจริง ๆ
ดูเหมือนว่าสิ่งที่ลูกชายของพวกเขาพูดจะถูก ครอบครัวของคุณฉินไม่ใช่แค่ไม่เห็นด้วย แต่พวกเขาไม่รู้เรื่องด้วยซ้ำ
ตอนแรกจอร์จต้องการเริ่มบทสนทนาไปทีละขั้นอย่างช้า ๆ เพื่อให้อีกฝ่ายรู้จักเขามากขึ้นก่อน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องอื่น ๆ
แต่พอฉินเฟิงมุ่งตรงเข้าประเด็นแบบนี้ หนำซ้ำบรรยากาศยังตึงเครียดขึ้นมา จอร์จถึงรู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะค่อย ๆ ตะล่อมอีกต่อไป เขาจึงลุกขึ้นแล้วฉุดแขนฉินอวิ๋นให้มายืนเคียงข้างกัน