เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 663 ที่รัก เธอไม่รักฉันแล้วหรือ
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 663 ที่รัก เธอไม่รักฉันแล้วหรือ
บทที่ 663 ที่รัก เธอไม่รักฉันแล้วหรือ
จอร์จเห็นว่าทั้งคุณป้าและซุนเฉิงดูไม่เข้าใจอะไรเลย เขาก็ได้แต่ลูบคิ้วอย่างเหนื่อยล้าแล้วพูดกับคุณหญิงซุนว่า “คุณป้า ผมจะลองนัดหมายกับทางครอบครัวของเธอก่อน แล้วจะแจ้งเวลาให้คุณทราบภายหลังนะครับ”
คุณหญิงซุนตอบกลับ “ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถอะ”
แม้ว่าฝ่ายหญิงจะไม่เร่งรีบ แต่คุณหญิงซุนรู้ว่าสามียังมีธุระที่ต้องกลับไปจัดการต่อในกั่งเฉิง แค่อยู่ที่นี่นานกว่ากำหนดก็เต็มกลืนแล้ว
จอร์จกลับไปที่ห้องพักของเขาในโรงแรม เอนหลังลงนอนสักพัก ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกขาดความมั่นใจ
ตอนแรกจอร์จเป็นคนที่มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่ยอดเยี่ยม ทั้งยังมีสถานะเป็นอาจารย์ของฉินอวิ๋น เขามั่นใจเหลือเกินว่าครอบครัวของฉินอวิ๋นต้องยินดีแน่ถ้ารู้ว่าพวกเขาทั้งคู่คบหากัน
แต่หลังจากฟังการวิเคราะห์ของซุนเฉิงแล้ว เขาถึงกับสูญเสียความมั่นใจ
จอร์จทนไม่ไหวจนต้องส่งเพจเจอร์ไปหาฉินอวิ๋น
ฉินอวิ๋นยังไม่ง่วง ทันทีที่เธอได้รับข้อความ เธออ้างกับผู้เป็นแม่ว่ามีคนติดต่อเรื่องงานมา จากนั้นก็รีบลงไปหาโทรศัพท์สาธารณะด้านนอกแล้วโทรกลับหาจอร์จ
[ที่รัก เป็นยังไงบ้าง? เธอเล่าเรื่องของเราให้แม่ฟังหรือยัง?] จอร์จเรียกฉินอวิ๋นอย่างสนิทสนมรักใคร่
ฉินอวิ๋นตอบเสียงอู้อี้ “ยังค่ะ”
[อ้าว ทำไมยังไม่คุยอีกล่ะ?] จอร์จถามอย่างไม่พอใจ
ฉินอวิ๋นเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นพูดด้วยความลังเลว่า “หรือว่า พวกเราควรลืมเรื่องทั้งหมดไปซะ?”
[ลืมหรือ?] จอร์จเด้งตัวลุกขึ้นจากเตียงด้วยความตกใจ น้ำเสียงของเขาแทบจะเปลี่ยนเป็นร้องไห้ [ที่รัก เธอไม่รักฉันแล้วหรือ?]
“เปล่า แต่แม่ของฉันท่านไม่มีทางเห็นด้วยแน่ ๆ” ฉินอวิ๋นแทบจะร้องไห้เหมือนกัน
[ทำไมกัน? ฉันมันไม่ดีตรงไหน?] จอร์จรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อได้ยินคำพูดของฉินอวิ๋น [ฉันเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียง หลายบริษัทในจีนต้องการเชิญให้ฉันไปทำงานด้วย แต่ฉันแค่ปฏิเสธพวกเขาไปทั้งหมด เธอก็รู้นี่ว่าฉันไม่ได้เลวร้ายอะไร? ถึงจะแก่กว่าเธอนิดหน่อย แต่หน้าตายังดูดี เหมือนอายุประมาณยี่สิบต้น ๆ ฉันว่าความแก่ถือเป็นข้อได้เปรียบซะอีก ฉันไม่มีวันทำให้เธอเจ็บช้ำน้ำใจ]
ฉินอวิ๋นนึกถึงแม่และพี่ชายของเธอที่บ่นเกี่ยวกับการแต่งกายของจอร์จ จึงถามอย่างระมัดระวัง “ถ้าอย่างนั้น คุณช่วยเปลี่ยนตัวเองเพื่อฉันได้ไหม?”
จอร์จคิ้วกระตุกทันที [เปลี่ยนยังไง?]
“ก็… รูปลักษณ์ภายนอกไง” ฉินอวิ๋นพูดอย่างลังเล
[ฉินอวิ๋น ฉันเสียใจมากที่เธอพูดแบบนั้น ถ้าเธอรักฉันจริง ๆ เธอต้องรักฉันที่ฉันเป็นฉันสิ]
จอร์จเอ่ยอย่างจริงจัง [เสี่ยวอวิ๋น ฉันคิดว่าฉันสามารถเปลี่ยนทัศนคติของทุกคนที่มีต่อรสนิยมส่วนตัวของฉันได้ พวกเขาไม่ควรตัดสินคนจากรูปลักษณ์ภายนอก เธอก็เหมือนกัน ถ้าเธออยากเป็นนักออกแบบที่ยอดเยี่ยม จะต้องมีแนวคิดที่เป็นอิสระ มีความมั่นใจ และมีวิถีเป็นของตัวเอง จะยอมให้คนอื่นมาใช้ตัวเองเป็นหุ่นเชิดไม่ได้ อย่าปล่อยให้คนอื่นมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของเธอ หากเธอเอาแต่ยอมแพ้และลังเลใจในความคิดของตัวเอง เธอไม่มีทางเป็นนักออกแบบที่ดีได้หรอก]
เมื่อได้รับการตำหนิจากจอร์จ ฉินอวิ๋นทำได้เพียงตอบกลับช้า ๆ “เข้าใจแล้ว”
[เธอไปบอกคุณป้ากับพี่ชายของเธอเถอะ ว่าฉันจะเชิญพวกเขาไปเลี้ยงอาหารมื้อค่ำในวันพรุ่งนี้]
“แล้วถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยล่ะ?” ฉินอวิ๋นกลัวว่าตัวเองอาจทำให้จอร์จขุ่นเคืองจึงถามอย่างสงวนท่าที
เพราะความจริงแล้วครอบครัวของเธอไม่มีทางเห็นด้วยหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
[อย่ากังวล ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฉัน ฉันจะพยายามโน้มน้าวพวกเขาเอง] จอร์จเต็มไปด้วยความมั่นใจ
หลังจากที่ฉินอวิ๋นวางหูโทรศัพท์ เธอก็เดินกลับขึ้นไปชั้นบนด้วยความงุนงง
เธอเองก็อยากเกริ่นเรื่องนี้กับครอบครัวเหมือนกัน แต่เธอไม่มีความกล้าเพียงพอ
เธอลองทดสอบทัศนคติของแม่และพี่ชายแล้ว พวกเขาจะยอมรับจอร์จเป็นเขยได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขานินทาเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของเขาซะขนาดนั้น?
อีกอย่าง แม่ของเธอยังบอกด้วยว่า ต่อให้คุณป้าเนี่ยจะเป็นคนแนะนำเขา เธอก็ไม่มีทางยอมรับคนอย่างจอร์จเป็นเขยได้
…
ช่วงบ่าย หลังจากที่ฉินเฟิงไปรับกู้ย่าถิงมาแล้ว เขาก็ขับรถกลับมาที่บ้านเช่า
ฉินอวิ๋นมอบให้ผ้าไหมลวดลายสวยงามที่ซื้อมาจากเซี่ยงไฮ้ให้พี่สะใภ้ กู้ย่าถิงยอมรับมันไว้อย่างมีความสุข
หลังจากนั้น ทุกคนก็เดินทางไปที่บ้านของกู้หนาน
แม่ของฉินเฟิงได้ยินมานานแล้วว่าลู่ฮ่าวได้เจอกับแม่ผู้ให้กำเนิดของเขาแล้ว แต่เธอยังไม่เคยมีโอกาสพบหน้าอีกฝ่ายเลยจึงถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนอีกฝ่ายในวันนี้
ลู่ฮ่าวและฉินเฟิงเป็นเพื่อนกันมานานหลายปี ในที่สุดลู่ฮ่าวก็ได้พบกับแม่แท้ ๆ เธอรู้สึกยินดีกับเขาจริง ๆ
เมื่อพวกเขามาถึงประตูบ้านและเห็นเฉินหย่าจือเป็นครั้งแรก แม่ของฉินเฟิงก็พูดไม่ออกอีกครั้ง
ทำไมผู้หญิงวัยนี้ถึงได้ดูสวยและมีสง่าราศีแบบนี้กันนะ
กู้หนานมีความสุขมากเมื่อครอบครัวของฉินเฟิงมาเยี่ยมเธอถึงบ้าน ช่วงสองวันที่ผ่านมาเธอยุ่งอยู่กับจัดการเกี่ยวกับการเปิดคลินิก ลืมเรื่องฉินอวิ๋นไปสนิท เมื่อเห็นว่าฉินอวิ๋นกลับมาแล้วก็ดีใจจนโผเข้ากอดอีกฝ่าย
“เสี่ยวอวิ๋น ยินดีต้อนรับกลับมาหลังเรียกจบนะ”
กู้หนานแนะนำให้แม่ของฉินเฟิงและฉินอวิ๋นรู้จัก “คุณป้า เสี่ยวอวิ๋น นี่คือแม่สามีฉันเองค่ะ”
“คุณป้า สวัสดีค่ะ” ฉินอวิ๋นก้าวไปข้างหน้าเพื่อทักทาย
“สวัสดีค่ะแม่ลู่ฮ่าว” แม่ของฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ ขณะมองหญิงสาววัยกลางคนที่สวยและสง่างามคนนี้
แม่ของลู่ฮ่าวนอกจากจะสวยแล้ว ยังดูเด็กกว่าวัยด้วย
พวกเธออายุไล่เลี่ยกันแท้ ๆ แต่ตัวเธอเองมากกว่าที่ดูเหมือนแก่ที่สุดในกลุ่ม
เฉินหย่าจือยินดีที่ได้เจอแม่ของฉินเฟิง รีบเข้าไปจับจูงมือเธอ และเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้าน
วันนี้ครอบครัวของพวกเขาตั้งใจมาขอบคุณกู้หนานเป็นหลัก
ขอบคุณกู้หนานที่ให้โอกาสฉินอวิ๋นได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ และขอบคุณโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่เต็มใจว่าจ้างเธอ
สำหรับสาวน้อยในชนบทแล้ว นี่ถือเป็นโอกาสที่สามารถเปลี่ยนแปลงโชคชะตาของเธอไปได้อย่างสิ้นเชิง
เมื่อได้ยินสมาชิกในครอบครัวของฉินเฟิงขอบคุณเธอทีละคน กู้หนานก็ยิ้มพลางตอบกลับว่า “คุณป้า ไม่ต้องขอบคุณฉันหรอกค่ะ โรงงานของเราต้องการคนที่มีความสามารถอยู่แล้ว เสี่ยวอวิ๋นเป็นคนที่มีความสามารถและมีคุณสมบัติตามที่เราต้องการ ถือเป็นความร่วมมือแบบได้รับผลประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย”
แม่ของฉินเฟิงบอกว่า “นั่นก็เป็นเพราะโอกาสที่คุณหยิบยื่นให้ ถ้าไม่ใช่คุณแต่เป็นโรงงานอื่น พวกเขาคงไม่ยอมรับผู้หญิงจากชนบทที่ไม่มีประสบการณ์เข้าทำงาน”
ฉินเฟิงสนับสนุน “จริงครับ”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ กู้หนานเป็นผู้มอบโอกาสให้ฉินอวิ๋นอย่างแท้จริง
ฉินอวิ๋นหยิบผ้าไหมลายสวยที่เธอนำมาจากเซี่ยงไฮ้ให้กับกู้หนาน กู้หนานเอื้อมมือไปรับไว้อย่างยินดี “เธอนี่เป็นเด็กดีจริง ๆ รู้จักซื้อของขวัญมาฝากฉันด้วย”
“เป็นแค่ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้นเองค่ะ ที่จริงฉันละอายเกินกว่าจะมอบให้คุณด้วยซ้ำ”
กู้ย่าถิงพูดเสริม “เสี่ยวอวิ๋น ผ้าไหมที่เธอซื้อมาฝากพวกเราลายสวยมาก หนานหน่านต้องชอบไม่ต่างจากที่ฉันชอบ”
“ใช่ มันสวยมาก ไว้คราวหน้าฉันจะใส่มันออกไปข้างนอก”
แม่ของฉินเฟิงนั่งฝั่งตรงข้ามกับเฉินหย่าจือ จับมือเธอพลางถอนหายใจ “แม่ลู่ฮ่าว ถือเป็นข่าวดีเหลือเกินที่คุณกับลู่ฮ่าวได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง”
ทุกคนนั่งพูดคุยกันครู่หนึ่ง จากนั้นกู้หนานก็คุยเรื่องงานกับฉินอวิ๋น “เธอหยุดพักสักสองวัน หลังจากนั้นค่อยเข้าไปเริ่มงานที่โรงงานก็แล้วกัน ดีไหม?”
ฉินอวิ๋นตอบด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีปัญหาค่ะรองประธานกู้”
“พวกเราเตรียมห้องทำงานไว้ให้เธอพร้อมแล้ว ตอนนี้โรงงานของเรามีสตูดิโอสำหรับออกแบบแยกออกมาเป็นพิเศษ เธอสามารถเข้าไปทำงานที่นั่นได้เลย” กู้หนานมองฉินอวิ๋นซึ่งมีความมั่นใจมากขึ้นกว่าเดิม เต็มไปด้วยไฟที่พร้อมจะทำงาน
โรงงานมีนักออกแบบเสื้อผ้าแล้ว โรงงานสาขาใหม่ก็จวนจะสร้างเสร็จ ต่อไปโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของเธอจะเริ่มออกแบบและสร้างแบรนด์เป็นของตัวเองสักที
“ฉันจะปฏิบัติตามสัญญากับทางโรงงานทุกอย่างค่ะ”
กู้หนานถามว่า “จริงสิ ฉันได้ยินมาว่าคุณจอร์จก็กลับมาพร้อมกับเธอด้วยหรือ?”
เมื่อพูดถึงจอร์จ ดวงตาของฉินอวิ๋นก็กะพริบปริบ ๆ “ใช่ค่ะ เขากลับมาแล้ว”
“หลันเฉิงมีอะไรให้เขาต้องกลับมากัน?” สีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอีกฝ่ายไม่หลุดรอดไปจากสายตาของกู้หนาน
“อาจจะมีบางอย่างมั้งคะ”
มีผู้ใหญ่อยู่ที่นี่กันหลายคน กู้หนานจึงไม่อยากถามคำถามเข้าเรื่องส่วนตัวจนเกินไป
เช่นเดียวกับฉินอวิ๋น ดูเหมือนว่าเธอมีบางอย่างอยากจะเล่า แต่แล้วเธอก็กลืนมันกลับลงคอไปในที่สุด เมื่อตระหนักว่าทั้งแม่และคุณป้าเฉินต่างก็นั่งอยู่ที่นี่
ฉินเฟิงโพล่งขึ้นมา “พี่สะใภ้ คุณคงไม่รู้ว่าคุณจอร์จเขากลับมาคราวนี้ เขามีท่าทีต่อพวกเราที่แตกต่างไปจากเดิมมาก”
“แตกต่างยังไงบ้าง?” กู้หนานเลิกคิ้ว ถามอย่างสงสัย
“เขาไม่ทำตัวหยิ่งยโสหรือหัวรั้นเหมือนครั้งที่แล้ว ผมรู้สึกว่าตัวเองเริ่มเข้าถึงเขาได้มากขึ้น แถมเขายังดีกับผมมาก ๆ เหมือนเป็นคนละคนเลย”
มุมปากของกู้หนานยกขึ้นเล็กน้อย “จริงหรือ?”
ตัวเองพูดเองถึงขนาดนี้แล้ว ยังมองไม่ออกอีกหรือว่าเป็นเพราะอะไร?
ไม่สิ คนที่มีไหวพริบเฉลียวฉลาดอย่างฉินเฟิง สามารถสังเกตเห็นว่าท่าทีของจอร์จเปลี่ยนไป แต่กลับไม่สงสัยอะไรเลยเนี่ยนะ?
แน่ล่ะ ฉินอวิ๋นอ่อนกว่าเขามาก แถมยังมีสถานะเป็นศิษย์ของอีกฝ่าย ก่อนหน้านี้จอร์จก็แสดงออกชัดว่าไม่ค่อยชอบหน้าเธอ ไม่แปลกหรอกที่ฉินเฟิงจะนึกไม่ถึง