เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 662 ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย
บทที่ 662 ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย
คุณหญิงซุนกลัวว่าจอร์จอาจเดาว่าเป็นเฉินรั่วหลิน จึงตอบแทนว่า “ไม่ใช่เฉินรั่วหลินหรอก เธอเป็นนักเขียน เป็นนักเขียนรุ่นใหม่ไฟแรงที่เก่งมาก ๆ”
“นักเขียน?” จอร์จมองซุนเฉิงอย่างสงสัย ทำไมเขาถึงไม่ยักรู้มาก่อนว่าลูกพี่ลูกน้องคนนี้คบหากับนักเขียนนะ?
เจ้าหนุ่มคนนี้ร้ายกาจไม่เบา
“เจียหาว ที่บอกป้าทางโทรศัพท์ว่าเธอมีแฟนเป็นชาวหลันเฉิง เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?”
จอร์จยิ้มเขิน ๆ “คุณป้า ต้องเป็นเรื่องจริงแน่อยู่แล้วครับ”
“พวกเธอไปรู้จักกันได้ยังไงล่ะ?” คุณหญิงซุนถามด้วยความสงสัย
ผู้หญิงแบบไหนกันถึงสามารถรับได้กับบุคลิกของหลานชายสุดโต่งคนนี้?
จอร์จไม่ตอบคำถามของเธอโดยตรง แต่มองไปทางซุนเฉิง
ซุนเฉิงยืนพิงกำแพงห้อง “มองฉันทำไม?”
จอร์จกลอกตาใส่ “ถึงตอนนี้แล้วนายยังเดาไม่ออกอีกหรือ”
ซุนเฉิงทำหน้างุนงง “แล้วฉันควรเดาอะไรออกล่ะ”
“นายไม่สังเกตเห็นอะไรเลยหรือไง”
วันนี้เขาแสดงความอัธยาศัยดีกับครอบครัวของฉินอวิ๋นเป็นพิเศษ ซุนเฉิงไม่รู้สึกว่าเขาดูแปลกไปเลยหรือ?
วันนี้เขายิ้มเยอะกว่าทุกครั้งจนรอยตีนกาแทบขึ้นบนหน้าอยู่แล้ว
“มีอะไรให้สังเกต?” ซุนเฉิงยังคงสับสน
จอร์จมองดูท่าทางไม่รู้เรื่องราวของเขา ก่อนจะกลอกตาอีกครั้ง “นายซื่อบื้อขนาดนี้ ทำไมนักเขียนสาวคนนั้นถึงได้ตกหลุมรักนายกันนะ?”
คุณหญิงซุนเห็นว่าจอร์จเล่นแง่ไม่ยอมตอบเสียทีจึงพูดว่า “เจียหาว เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับซุนเฉิงกัน แฟนของเธอก็รู้จักกับซุนเฉิงเหมือนกันหรือ”
จอร์จยังคงทำท่าทีเขินอาย “ใช่”
คุณหญิงซุนหันมองลูกชายตัวเองด้วยความสงสัย
ซุนเฉิงยังคงแสร้งทำเป็นหูหนวกตาบอดต่อไป “แม่ ผมไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงใคร บรรดาสาว ๆ ในหลันเฉิง ผมรู้จักแค่หมอกู้ แต่เธอแต่งงานแล้ว ส่วนเฉินรั่วหลินก็แต่งงานแล้วเหมือนกัน”
อย่าหวังเลยว่าเขาจะช่วยออกหน้าแทนให้
คุณหญิงซุนมองจอร์จที่เริ่มมีสีหน้าไม่ค่อยดีแล้วคาดคั้นอีกฝ่ายต่อไป “เจียหาว อย่าทำตัวยึกยักอยู่เลย ลุงของเธอยังมีงานที่ต้องกลับไปทำต่อ พวกเราอยู่ที่หลันเฉิงนานกว่ากำหนดก็เพื่อเป็นธุระส่วนตัวให้กับเธอ เพราะฉะนั้นรีบบอกมาได้แล้วว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร เราจะได้รีบไปเจอกับพ่อแม่ฝ่ายหญิง แล้วกลับกั่งเฉิงหลังจากที่เรื่องทั้งหมดเรียบร้อย”
ซุนเฉิงไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยเลย จอร์จจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากตอบว่า “แฟนผมก็คือนักเรียนที่ผมเพิ่งรับเป็นศิษย์”
“ฉันพูดขนาดนี้ นายคงรู้แล้วใช่ไหม?” จอร์จเหลือบมองไปทางซุนเฉิงด้วยความโกรธที่เขาแสร้งทำเป็นโง่
มุมปากของซุนเฉิงโค้งเล็กน้อย “ก็ฉินอวิ๋นอายุน้อยกว่าเปี่ยวเกอเป็นสิบปี ใครจะไปคิดว่าจะจีบเธอติด”
จอร์จโต้กลับว่า “แก่กว่าแล้วผิดตรงไหน ความรักไม่จำกัดอายุ ไม่จำกัดเพศ ไม่มีแม้แต่พรมแดนด้วยซ้ำ”
“ฉินอวิ๋น?” คุณหญิงซุนโพล่งขึ้นมา “นักเรียนของเธอน่ะหรือ?”
“คุณป้า เธอเป็นศิษย์ของผมจริง ๆ เราสองคนตกหลุมรักกันมาได้สักพักแล้ว”
ในเมื่อซุนเฉิงรู้จักกันกับฉินเฟิง จอร์จจึงลองถามความคิดเห็นของซุนเฉิงเป็นหลัก “เสี่ยวเฉิง นายคิดยังไง คิดว่าฉินเฟิงกับแม่เขาจะยอมรับฉันหรือเปล่า?”
“ฉินอวิ๋นพูดถึงเรื่องนี้ยังไงบ้างล่ะ?” ซุนเฉิงถามกลับ
ในเมื่อเป็นเรื่องความรัก ต้องถามแฟนสาวของเขาถึงจะถูก
จอร์จถอนหายใจก่อนจะพูดว่า “เธอบอกว่าแม่กับพี่ชายของเธอต้องเห็นด้วยแน่”
ผู้หญิงคนนั้นเก่งทุกอย่าง เสียตรงที่เธอเป็นคนขี้อายและมีจิตใจไม่เข้มแข็งพอ
ฉินอวิ๋นยังมีแนวคิดแบบเด็กสาวในชนบททั่วไป ตราบใดที่ครอบครัวไม่เห็นด้วย เธอก็พร้อมจะแยกทางจากเขา
ถึงอย่างนั้นจอร์จก็พอจะเข้าใจได้ เธอยังอายุน้อย ทั้งยังเคยถูกทำร้ายจิตใจจากผู้ชายสวะมาก่อน จะเชื่อฟังครอบครัวมากกว่าก็ไม่ใช่เรื่องผิด
“ฉันเห็นต่าง”
ซุนเฉิงพูด “นายไม่เห็นหรือว่าแม่ของฉินเฟิงมองนายด้วยสายตาแบบไหน? อย่างกับเธอกำลังมองบางอย่างที่ผิดแผกแหวกธรรมชาติอย่างนั้นแหละ”
ถึงแม้ว่าภายนอกฉินเฟิงและแม่ของเขาจะปฏิบัติต่อจอร์จด้วยความเคารพ แต่ความนัยที่สื่อผ่านสายตาไม่สามารถโกหกได้ ซุนเฉิงสามารถสังเกตเห็นมันได้อย่างชัดเจน
ไม่ว่าแม่ของฉินเฟิงจะเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเห็นโลก หรือเป็นคนหัวโบราณเกินไป เธอก็มองจอร์จเหมือนกับมองสัตว์ประหลาดอยู่ดี
แต่ด้วยสถานะของจอร์จ พวกเธอจึงจำเป็นต้องแสดงความสุภาพไว้ก่อน
ถ้าจอร์จไม่ได้เป็นอาจารย์ของฉินอวิ๋น อีกฝ่ายคงแสดงท่าทีรังเกียจเขาออกหน้าออกตาไปแล้ว
ถึงอย่างนั้น จอร์จกลับไม่ยอมรับว่าแม่ของฉินเฟิงปฏิบัติต่อเขาอย่างเลวร้าย “ตรงไหนกัน คุณป้าออกจะต้อนรับฉันอย่างอบอุ่นไม่ใช่หรือ”
ตั้งแต่เจอหน้าเขาเธอก็เอาแต่ขอบคุณไม่หยุด
ซุนเฉิงพิจารณาเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วพูดอย่างจนปัญญา
“นายไม่ลองเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวดูล่ะ จะโพกผ้าลายดอกนั่นไว้บนหัวทำไม ท่าทางการเดินก็อีก นายควรปรับเปลี่ยนให้ดูทะมัดทะแมงขึ้นหน่อย ยังไงนายก็เป็นผู้ชายนะ”
ใครบ้างอยากให้ลูกสาวมีแฟนหนุ่มที่เป็นเหมือนเพื่อนสาว?
การเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกคงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปหรอก
พอโดนซุนเฉิงวิพากษ์วิจารณ์ถึงรูปร่างหน้าตา จอร์จรู้สึกราวกับตัวเองกำลังโดนดูถูก ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที “ซุนเฉิง นายหมายความว่ายังไง นายกำลังเอารสนิยมส่วนตัวมาโจมตีฉันนะ”
ซุนเฉิงผายมือออกเป็นการอธิบาย “ฉันก็แค่แนะนำดู ฉันเข้าใจว่านายมีบุคลิกที่ไม่เหมือนใคร ชินกับการทำตามใจตนเอง ในเมื่อเป็นแบบนั้นก็ไม่จำเป็นต้องสนใจทัศนคติของคนในครอบครัวฉินอวิ๋นหรอก พาเธอหนีไปซะก็จบแล้ว”
ดวงตาของจอร์จวูบไหวเล็กน้อย เขาไม่เห็นด้วยกับคำพูดของซุนเฉิงแน่นอนอยู่แล้ว “ได้ยังไงกัน การแต่งงานจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากผู้ใหญ่ถึงจะถูก”
ใช่ว่าเขาไม่เคยบอกฉินอวิ๋นว่าเธอต้องกล้าแสดงออกและเป็นตัวของตัวเองกว่านี้
แต่ปัญหาก็คือ ผู้หญิงคนนั้นเคร่งครัดกับตนเองมาก
หากปราศจากความยินยอมจากสมาชิกในครอบครัว เธอไม่มีทางก้าวข้ามออกมาได้ง่าย ๆ จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะลักพาตัวเธอไปดื้อ ๆ
ในเมื่อซุนเฉิงบอกชัดว่าอีกฝ่ายอาจไม่เห็นด้วย จอร์จจึงไม่มีทางเลือก นอกจากหันไปขอความช่วยเหลือจากคุณหญิงซุน “คุณป้า คุณเป็นผู้ใหญ่ คิดว่าผมควรทำยังไงกับเรื่องนี้ดี ถ้าผมขอให้ครอบครัวของเธอออกมาพบคุณ คุณพอจะโน้มน้าวใจพวกเขาได้ไหมครับ”
หลังจากฟังเงียบ ๆ อยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดคุณหญิงซุนก็เข้าใจสถานการณ์
คุณหญิงซุนถามกลับ “ครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นแสดงออกชัดเจนเลยหรือว่าพวกเขาไม่ชอบเธอ”
จอร์จส่ายหน้า “ก็ไม่นะครับ”
เขาเสริมว่า “พวกเขาให้ความเคารพผมมาก”
คุณหญิงซุนครุ่นคิด “ในเมื่อเธอบอกแบบนี้ ถ้าอย่างนั้นก็พอจะคุยกันได้”
ขอเพียงอีกฝ่ายมีความเกรงใจต่อกันก็พอแล้ว
เช่นเดียวกันกับเวิงอิ่ง คุณหญิงซุนเป็นแฟนตัวยงหนังสือนิยายของอีกฝ่าย เธอจึงชอบเวิงอิ่งมากขึ้นทุกวัน จนถึงขั้นอยากให้หญิงสาวมาเป็นครอบครัวเดียวกัน
จอร์จเป็นอาจารย์ของคุณฉิน ครอบครัวของเธอคงคาดหวังเหมือนกันว่าจะมีโอกาสได้สานสัมพันธ์อันดีกับจอร์จ
“แม่ครับ มันไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก”
ซุนเฉิงพูดต่อ “ถึงฉินเฟิงจะทำธุรกิจในเมืองจนประสบความสำเร็จ แต่แม่ของเขาเป็นแค่ผู้ใหญ่ในชนบท คิดอ่านเรียบง่าย เธออาจจะไม่ยอมรับรูปลักษณ์ภายนอกของเปี่ยวเกอก็ได้”
คนเราเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ใครหลายคนอาจตัดสินจากภายนอกของจอร์จว่าเขาเป็นผู้ชายที่ไร้ความน่าเชื่อถือ
ฝ่ายนั้นอาจชื่นชมบุคลิกของจอร์จก็จริง แต่ความชื่นชมและการยอมรับเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน
เมื่อเห็นสายตาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของจอร์จที่ส่งตรงมาทางนี้ ซุนเฉิงก็ลูบจมูกแล้วเปลี่ยนคำพูด “ผมแค่เดาน่ะ”
หลังจากได้ยินคำพูดของซุนเฉิงแล้ว คุณหญิงซุนก็มองไปที่จอร์จ และแนะนำว่า “เจียหาว ถ้าอย่างนั้นเธอก็ควรเปลี่ยนแปลงตัวเองสักหน่อย ภาพลักษณ์ของเธอจะได้เป็นไปตามข้อกำหนดของพ่อแม่เขา ง่ายจะตายไป เธอก็ซื้อชุดสูทแบบเสี่ยวเฉิงมาใส่ ปรับบุคลิกให้สมชายขึ้นหน่อยก็ได้แล้ว”
จอร์จไม่เห็นด้วย เขามองเสื้อผ้าของตัวเองด้วยสายตาชื่นชมแล้วพูดว่า “คุณป้า ทำไมผมต้องเปลี่ยนด้วยล่ะ เสื้อผ้าที่ผมใส่ออกจะสมบูรณ์แบบขนาดนี้ ผมต้องเปลี่ยนด้วยหรือ ผมเป็นนักออกแบบเสื้อผ้า มีความชอบในการแต่งตัวเป็นของตัวเอง ถ้าผมต้องฝืนทำตัวจืดชืดแบบผู้ชายทั่วไป แล้วผมจะเอาเอกลักษณ์ส่วนตัวไปเก็บซ่อนไว้ตรงไหนกัน?”