เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 661 ใครก็ได้ที่ไม่ใช่จอร์จ
บทที่ 661 ใครก็ได้ที่ไม่ใช่จอร์จ
เมื่อวกกลับเข้าประเด็นส่วนตัวอีกครั้ง ใบหน้าของฉินอวิ๋นก็ดูอึดอัดทันที เธอก้มหน้าก้มตากินต่อไปโดยไม่พูดอะไร
แม่ของฉินเฟิงกลับเข้าใจไปว่าลูกสาวของเธอยังไม่ออกมาจากเงาของเหตุการณ์นั้น
จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้
เธอพยายามเกลี้ยกล่อมเบา ๆ “เสี่ยวอวิ๋น เรื่องนั้นมันก็นานมากแล้ว ลูกลืมเรื่องร้าย ๆ พวกนั้นไปเถอะ ผู้ชายดี ๆ ยังมีอีกหลายคนในโลกนี้ ตอนนั้นลูกใสซื่อเกินไป ไม่รู้จักความดำมืดในใจคนอย่างชัดเจน อีกหน่อยแม่กับพี่ชายจะคอยปกป้องลูก แค่ต้องรู้จักปล่อยวางบ้าง พวกเราสัญญาว่าจะแนะนำผู้ชายที่เหมาะสมให้กับลูกแน่”
“แม่ ไม่จำเป็นต้องแนะนำหรอกค่ะ” ใบหน้าของฉินอวิ๋นยิ่งบิดเบี้ยวกว่าเดิม เมื่อเธอได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังจะแนะนำใครสักคนให้เธอรู้จัก
เธอก้มหน้าลงตามเดิม
แม่ของเธอถอนหายใจและพูดว่า “ถ้าไม่แนะนำแล้วจะทำยังไง ต่อให้ตอนนี้ลูกจะมีหน้าที่การงานที่ดี แต่ลูกเป็นผู้หญิง ลูกต้องหาคู่ครอง เห็นไหมว่าพี่ชายเองก็กำลังจะแต่งงาน ถ้ามีคนที่เหมาะสมผ่านมา เราต้องรีบคว้าไว้ อย่ามัวกลัวผู้ชายอยู่เลย แม่บอกพี่สะใภ้และแม่ของเขาแล้วว่าถ้ามีคนที่เหมาะสม ก็ช่วยแนะนำให้กับลูกหน่อย เธอรู้จักเยอะแยะ พบเจอผู้คนก็มาก ตอนนี้สภาพจิตใจและร่างกายของลูกดีขึ้นมาก แม่ต้องหาคนที่พอสมน้ำสมเนื้อกับลูกหน่อย พอคบกันแล้วก็ควรศึกษาดูใจกันให้มากขึ้น เท่าทันโลกให้มาก ขอแค่มีการศึกษาและการงานที่ดี นิสัยใจคอไม่น่าจะเลวร้ายอะไรก็พอ”
เมื่อเห็นลูกสาวมีท่าทีต่อต้านการแนะนำของผู้ใหญ่ แม่ของฉินเฟิงก็รู้สึกเป็นห่วง
ถึงฉินอวิ๋นจะสำเร็จการศึกษาแล้ว แถมยังได้ทำงานเป็นนักออกแบบในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นอาชีพที่น่าภาคภูมิใจ แต่ถ้าเธอไม่สามารถปล่อยวางออกมาจากเงามืดในอดีต และไม่สามารถยอมรับผู้ชายคนไหนได้เลย สถานการณ์ก็มีความน่าเป็นห่วงอยู่บ้าง
ฉินเฟิงนั่งฟังคำพูดของแม่จากด้านข้าง คิดว่ามันไม่เป็นความจริงเสมอไป
ตัวอย่างเช่นหลิวไคซานนั่นไงล่ะ
เมื่อพูดถึงเนี่ยอวี้ฮว๋า ดวงตาของฉินอวิ๋นขยับไหว เธอกระซิบว่า “แม่ แม่ลองขอให้คุณป้าเนี่ยแนะนำใครสักคนให้หนูรู้จักก็ได้นี่คะ คุณป้าเนี่ยเธอเป็นคนทันสมัยมาก คนส่วนใหญ่ที่เธอรู้จักมักคุ้นต่างก็อยู่ในแวดวงเสื้อผ้าทั้งนั้น หนูอาจจะชอบใครสักคนในบรรดาพวกเขาก็ได้”
แม่ของฉินเฟิงตอบกลับทันทีโดยแทบไม่ต้องคิด “นั่นสิ ลูกจะไม่ชอบพวกเขาได้ยังไง แม่แน่ใจว่าลูกต้องพอใจกับคนที่หล่อนอุตส่าห์แนะนำแน่”
สีหน้าของฉินอวิ๋นสดใสขึ้นเล็กน้อย แต่ในขณะที่เธอกำลังจะพูดอะไรออกมา แม่ของเธอกลับพูดต่อว่า “เป็นใครก็ได้ ตราบใดที่ไม่ใช่คนอย่างคุณจอร์จก็พอ แม่ได้ยินมาว่าตอนนั้นคุณเนี่ยเป็นคนแนะนำคุณจอร์จให้รู้จักกับลูกในฐานะอาจารย์นี่นา แม่รับได้ที่เขาเป็นอาจารย์ของลูก แต่แม่คงกระอักเลือดแน่ถ้าเขาเป็นแฟนลูกขึ้นมาจริง ๆ”
แม่ของฉินเฟิงใจพูดแล้วก็ร้อนใจ กล่าวเสริมว่า “ดูเหมือนว่าครั้งต่อไปที่เราพบกันแม่ต้องบอกหล่อนให้ชัดเจน ให้หล่อนคัดกรองคนที่จะแนะนำให้ลูกรู้จักแบบเข้มงวดหน่อย”
ดวงตาของฉินอวิ๋นหม่นแสงลง
เธอใช้ตะเกียบเขี่ยบะหมี่ในชาม ไม่มีใจจะคีบขึ้นมากินอีก
“เสี่ยวอวิ๋น เป็นอะไรไป แม่หมายความว่า แม่คาดหวังว่าลูกจะสามารถหาแฟนหนุ่มที่เชื่อถือได้และอยู่ในหลันเฉิง ในอนาคตจะได้ลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ ถ้าอยู่ใกล้กับพี่ชายจะได้ช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกัน อีกหน่อยถ้าแม่เข้ามาในเมืองจะได้มาเยี่ยมลูก ๆ ได้สะดวกด้วย”
“แม่ ไว้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะค่ะ”
ฉินอวิ๋นเลี่ยงไม่ตอบหัวข้อนี้ แม่ของเธอจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยไปก่อน
เมื่อเห็นว่าบะหมี่ในชามของลูกสาวยังเหลืออยู่เกินครึ่ง กินไม่เยอะเท่าที่ควรจะเป็น แม่ของฉินเฟิงจึงรีบหยุดหัวข้อสนทนา “กินเถอะ ๆ ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
หลังจากรับประทานอาหารแล้ว ฉินเฟิงก็เข้าครัวไปล้างหม้อ แล้วขอให้แม่เข้าไปพักผ่อนในห้องนอนกับฉินอวิ๋นสักพัก
หลังจากล้างหม้อแล้ว ฉินเฟิงก็ออกจากบ้านไปอีกครั้ง บอกว่ามีธุระด่วน และจะออกไปรับกู้ย่าถิงในภายหลัง
ฉินอวิ๋นพูดกับพี่ชายของเธอที่กำลังจะออกไป “พี่ชาย ฉันเตรียมของขวัญไว้ให้พี่สะใภ้ด้วย ไว้ฉันค่อยมอบให้เธอด้วยตัวเองตอนเธอกลับมาแล้วกัน”
“เธอเตรียมของขวัญไว้ด้วยหรือ? มีของพี่บ้างหรือเปล่า?” ฉินเฟิงถามด้วยรอยยิ้ม
ฉินอวิ๋นตอบกลับ “มีแน่อยู่แล้ว ไว้ค่อยให้พร้อมกับของพี่สะใภ้นะ”
หลังจากที่ฉินเฟิงออกไปแล้ว แม่ของฉินเฟิงคิดว่าจะถือโอกาสพูดคุยกับลูกสาวเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวได้อย่างสะดวกปากมากขึ้น
ฉินอวิ๋นเปิดกระเป๋าเดินทางเพื่อหยิบของขวัญออกมา แต่แม่ของเธอกลับไม่สนใจอะไรพวกนั้นเลย
เธอแค่อยากคุยกับลูกสาวเกี่ยวกับการหาแฟน
ระหว่างมื้ออาหาร แม่ของฉินเฟิงแค่พยายามทดสอบทัศนคติเบื้องต้นของฉินอวิ๋นที่มีต่อการคบหาแฟนหนุ่มเพราะนี่เป็นเรื่องที่สำคัญสำหรับเธอ
แม่ของฉินเฟิงดีใจมากแล้วที่ลูกสาวเริ่มมีอนาคตที่สดใส แต่ในทางกลับกัน เธอยังคาดหวังว่าลูกสาวจะมีความสุข มีความรักที่ดี และมีครอบครัวที่อบอุ่น
เธอไม่สามารถปล่อยให้ลูกสาวต้องแบกรับกับปัญหาทางจิตใจจนไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชายคนไหนได้เลย นั่นคงเป็นเรื่องที่แย่มาก
ฉินอวิ๋นไม่รู้ว่าแม่ของเธอกำลังคิดอะไรอยู่ หญิงสาวเปิดกระเป๋าเดินทางอย่างมีความสุข ก่อนจะหยิบของออกมา
เธอหยิบผ้าไหมลายดอกไม้สวยงามที่ตั้งใจเลือกซื้อให้แม่ออกมา ทว่ามุมปากของผู้เป็นแม่กลับกระตุก “ลูกซื้อให้แม่หรือ?”
“ใช่ค่ะ” ฉินอวิ๋นพูด “แม่ แม่กับคุณกู้อุตส่าห์เจียดเงินส่งเงินให้หนู ในอนาคตหนูต้องซื้อของขวัญที่มีราคาแพงกว่านี้ให้แม่แน่นอน แม่ลองผูกดูสิคะ สาวใหญ่ทุกคนในต่างเมืองก็ประดับศีรษะด้วยผ้าไหมแบบนี้กันทั้งนั้น”
เดิมทีแม่ของเธออยากบอกว่าเธอยังไม่อยากผูกมันตอนนี้ แต่หลังจากได้ยินคำพูดของลูกสาวก็ไม่อยากปฏิเสธให้เสียน้ำใจ “ได้สิ ช่วยผูกให้แม่ด้วยแล้วกัน”
เมื่อเห็นสายตาที่จริงจังของลูกสาว แม่ของฉินเฟิงไม่มีทางเลือกนอกจากยืดคอแล้วขอให้ฉินอวิ๋นช่วยผูกให้
แต่ก็ไม่วายเตือนว่า “อย่าโพกรอบหัวแม่แล้วกัน แม่ไม่อยากเป็นเหมือนคุณจอร์จเขา”
แม่ของฉินเฟิงไม่เคยหยุดพูดถึงจอร์จเลย ทุกประโยคที่ออกล้วนแล้วแต่เป็นคำพร่ำบ่นเกี่ยวกับเขา ดูเหมือนว่าจอร์จจะเป็นสื่อการสอนเชิงลบสำหรับครอบครัวของเธอในแง่การแต่งตัวไปแล้ว ฉินอวิ๋นรู้สึกเศร้าโศกอย่างมาก
“เสร็จแล้วค่ะ ลองส่องกระจกดูสิคะ”
ฉินอวิ๋นดึงเธอไปอยู่ตรงหน้ากระจก แม่ของฉินเฟิงหันคอไปมา มองผ้าไหมลายดอกไม้ที่ถูกผูกไว้อย่างสวยงามด้านข้าง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สวยใช้ได้เลยนะเนี่ย อย่างน้อยก็ใช้ปิดคอเหี่ยว ๆ ของแม่ไว้ได้ แถมผูกแล้วทันสมัยด้วย”
“หนูซื้ออีกสองผืนไว้ ฝากให้พี่สะใภ้กู้หนานและพี่สะใภ้ด้วยนะคะ”
ส่วนของขวัญของฉินเฟิง ฉินอวิ๋นซื้อเป็นเข็มกลัดติดชุดให้เขา
แม้จะเป็นของขวัญชิ้นเล็ก ๆ แต่ก็ละเอียดอ่อนมาก
แม่ของฉินเฟิงลองผ้าพันคอไหมเสร็จแล้วก็หันไปบอกฉินอวิ๋น “สาวน้อย อย่ามัวหยิบจับอะไรอยู่เลย นอนพักเอนหลังหน่อยเถอะ นั่งรถมาตั้งนานก้นไม่ชาเลยหรือยังไง”
“ค่ะ งั้นหนูค่อยมาจัดการของพวกนี้ทีหลัง”
แม่ของฉินเฟิงโอบกอดลูกสาวไว้ในอ้อมแขน สองแม่ลูกนอนอยู่บนเตียงด้วยกัน
ฉินอวิ๋นจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรักและอาทรของผู้เป็นแม่ ตอนแรกเธออยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดออกไป
อีกด้านหนึ่ง ซุนเฉิงไปส่งจอร์จกลับโรงแรม เขาเป็นธุระเปิดห้องให้จอร์จอยู่ข้างห้องของพ่อแม่
เมื่อจอร์จเจอคุณหญิงซุน เขาก็กอดเธอไว้แน่น “คุณป้า คุณนี่สวยไม่สร่างเลยนะครับ”
คุณหญิงซุนมองหลานชายด้วยสีหน้าแปลก ๆ ก่อนจะพูดอย่างโกรธเคือง “ทำไมถึงได้ปากหวานไม่ดูสารรูปฉันแบบนี้นะ”
“ผมพูดความจริงล้วน ๆ”
คุณหญิงซุนมองหน้าจอร์จแล้วพูดว่า “เธอดูสุขภาพดีขึ้นกว่าครั้งก่อนที่เราเจอกันอีกนะ”
คุณหญิงซุนจำได้ว่าตอนที่จอร์จกลับไปเยี่ยมกั่งเฉิงเมื่อครั้งล่าสุด ผิวพรรณและใบหน้าของเขาแย่มาก รอยคล้ำใต้ตาหนักอึ้ง ทั้งยังดูซีดเซียวด้วย
ตอนนี้ผิวพรรณของเขาเริ่มดูมีเลือดฝาด แถมยังดูแข็งแรงมากขึ้นด้วย
จอร์จตอบกลับว่า “คุณป้า ผมพักฟื้นร่างกายและปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันอย่างจริงจัง ก็เลยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก”
แม้แต่ตัวเขาเองยังอดรู้สึกไม่ได้ว่าเขาดูมีพลังงานเต็มเปี่ยม
ก่อนหน้านี้เขาเคยเหนื่อยง่ายและนอนไม่ค่อยหลับ แต่ตอนนี้เขาแบ่งเวลาทำงานและพักผ่อนอย่างสม่ำเสมอ ทำให้นอนหลับสนิท เจริญอาหารเป็นอย่างดี และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนอ่อนเยาว์ลงหลายปี
เมื่อได้ยินว่าจอร์จพักฟื้นร่างกายอย่างจริงจัง คุณหญิงซุนจึงถามด้วยรอยยิ้มว่า “จริงหรือ โรงพยาบาลในเซี่ยงไฮ้ก็มีแผนการรักษาแบบนี้ด้วยหรือ”
จอร์จส่ายหน้า “เปล่าครับ เธอเป็นหมอจากหลันเฉิง เสี่ยวเฉิงก็รู้จัก เธอชื่อหมอกู้”
“กู้หนานหรือ?” ดวงตาของคุณหญิงซุนเป็นประกาย
จอร์จพยักหน้า “ใช่ครับ คุณป้าก็รู้จักเธอเหมือนกันหรือ ดูเหมือนว่าเธอจะมีชื่อเสียงมากทีเดียว”
คุณหญิงซุนตอบกลับว่า “เธอก็เป็นคนจัดตารางพักฟื้นให้แฟนของเสี่ยวเฉิงเหมือนกัน และสัญญาว่าจะเขียนใบสั่งยาบำรุงสุขภาพให้ฉันด้วย”
“เธอรู้หรือยังว่าเสี่ยวเฉิงมีแฟนแล้ว?” คุณหญิงซุนถามจอร์จ
จอร์จมองไปทางซุนเฉิงแล้วทำเป็นซุบซิบ “คนไหนล่ะ?”
ซุนเฉิง “…”