เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 660 ผู้หญิงเจื้อยแจ้วช่างเจรจา
บทที่ 660 ผู้หญิงเจื้อยแจ้วช่างเจรจา
เมื่อได้ยินคำจำกัดความของฉินเฟิงเกี่ยวกับจอร์จ ฉินอวิ๋นก็ขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ “พี่ชาย ทำไมพี่ถึงเปรียบเทียบเขาแบบนั้นล่ะ?”
ฉินเฟิงไม่คิดว่าสิ่งที่ตัวเองพูดนั้นจะผิดตรงไหน แม้ว่าสิ่งที่เขาหยิบยกมาเปรียบเทียบจะดูไม่เหมาะสมเล็กน้อย แต่สิ่งที่เขาพูดก็คือความจริง
“เธอลืมช่วงแรก ๆ ที่เราเจอเขาไปแล้วหรือ ตอนที่ฉันส่งเธอไปเรียนเซี่ยงไฮ้ เขาไม่เคยพอใจในตัวฉันเลย บอกว่าฉันโง่บ้างล่ะ บอกว่าฉันงี่เง่าบ้างล่ะ ไหนจะแสดงท่าทีรังเกียจเหมือนกับฉันเป็นคนไร้ประโยชน์ แล้วดูท่าทีของเขาในวันนี้สิ อย่างกับจะอ้อนวอนขอให้ฉันช่วยอะไรสักอย่าง”
เมื่อพูดถึงจอร์จขึ้นมา แม่ของฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะพูดเสริมกับคำพูดของลูกชาย “เสี่ยวอวิ๋น ทำไมอาจารย์ของลูกถึงดูไม่เหมือนชาวบ้านเลย”
“ไม่เหมือนยังไงหรือคะ” ฉินอวิ๋นเดินจับมือแม่ เมื่อเธอได้ยินแม่ของเธอพูดถึงจอร์จซ้ำอีก เธอก็กัดริมฝีปากล่าง พยายามพูดอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
แม่ของฉินเฟิงเรียบเรียงประโยคอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะสาธยายตามใจคิด “ก็… เขาดูเหมือนเป็นผู้หญิงเจื้อยแจ้วช่างเจรจา แถมยังโพกผ้าลายดอกไม้ไว้บนหัว เขาไม่ร้อนหรือไง หรือว่าเขาหัวล้าน”
ฉินอวิ๋นรีบส่ายหน้า “เปล่านี่คะ ผมเขาออกจะหนา”
ฉินอวิ๋นนึกถึงครั้งแรกที่เธอเห็นจอร์จถอดผ้าโพกหัวออก ตอนนั้นเธอก็ตกใจเหมือนกัน
แต่พอกินยาอย่างสม่ำเสมอ ปริมาณเส้นผมก็เริ่มหนาขึ้นเรื่อย ๆ
เรื่องรูปลักษณ์และสไตล์การแต่งตัวของจอร์จ ฉินเฟิงไม่ได้มีข้อกังขาใด ๆ ถึงยังไงจอร์จก็เป็นศิลปินควบคู่ไปกับการทำงานออกแบบ คนทำงานด้านนี้ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะมาก ความชอบย่อมแตกต่างจากคนทั่วไป ฉินเฟิงเคยไปเมืองใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง และเขาก็ทำธุรกิจ พบเห็นคนมาทุกรูปแบบ เขาจึงค่อนข้างเปิดกว้างในแง่นี้
ฉินเฟิงอธิบายว่า “แม่ เขาเป็นศิลปิน นั่นแค่บุคลิกส่วนตัวของเขาน่ะ”
“บุคลิกแบบไหนกัน แม่มองยังไงก็ดูไม่เหมือนเขาเป็นผู้ชายเลย” แม่ของฉินเฟิงบ่น
“แม่…” ฉินอวิ๋นทำหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจ “ทำไมถึงพูดจาแบบนั้นล่ะคะ”
แม่ของฉินเฟิงตระหนักว่าตัวเองกำลังวิพากษ์วิจารณ์แรงเกินไปจึงส่งยิ้มให้
“ดูแม่พูดจาไม่ระวังเข้าสิ แม่ลืมไปว่าเราจะพูดถึงอาจารย์ของลูกแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด ถ้าไม่มีเขา ลูกก็คงไม่มีวันนี้ เราต้องขอบคุณเขาให้มาก”
แม่ของฉินเฟิงยังคงเคารพและชื่นชมนักออกแบบมากฝีมืออย่างจอร์จเหมือนเดิม
แต่ในฐานะที่เธอเป็นผู้หญิงจากชนบท เธอไม่สามารถยอมรับรูปร่างหน้าตา การแต่งกาย ท่าทาง และน้ำเสียงที่ผิดธรรมชาติของจอร์จได้จริง ๆ
ทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับจอร์จ เธออดไม่ได้ที่จะขนลุกไปทั้งตัว
ขณะที่แม่ของฉินเฟิงเดินอยู่นั้น เธออดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ พูดตามตรง นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่แม่ได้เห็นผู้ชายแต่งตัวด้วยสีสันฉูดฉาดแบบนี้ แม่แอบเห็นว่ามือเขาเรียวสวยเหมือนกล้วยไม้ นึกว่ามือหญิงสาวเสียอีก”
ถ้าผู้ชายคนนี้อยู่ในบ้านเกิด ทุกคนที่เห็นคงมองเขาเป็นตัวตลกกันหมด
พวกเธอเดินเข้าไปในตัวอาคารแล้ว หลังจากขึ้นไปชั้นบน ฉินเฟิงก็เปิดประตูห้อง และพูดกับแม่ของเขาว่า
“แม่ เราเข้าไปนั่งคุยกันในบ้านสบาย ๆ เถอะ คราวหน้าถ้าเจอคุณจอร์จอีก แม่ต้องอย่าลืมให้เกียรติเขามากกว่านี้ ดูสิว่าเสี่ยวอวิ๋นของเราเปลี่ยนไปจากเดิมมากแค่ไหน จากนี้ไปเธอก็จะกลายนักออกแบบประจำโรงงานใหญ่แล้วด้วย”
เมื่อเห็นความสำเร็จของน้องสาว ฉินเฟิงมีความสุขและภูมิใจมาก
โชคดีที่เมื่อปีที่แล้วเขากำจัดเจ้าปีศาจนั้นได้สำเร็จ ทำให้น้องสาวของเขายอมออกมาจากเงามืด และเริ่มต้นชีวิตใหม่
แม่ของฉินเฟิงวางกระเป๋าใบเล็กในมือไว้บนโต๊ะ ถอดเสื้อโค้ตของตัวเองออก “แม่เคารพความสามารถของอาจารย์จอร์จยิ่งกว่าอะไรดี ไม่มีทางไปดูหมิ่นเขาต่อหน้าหรอก”
“เสี่ยวอวิ๋น ดื่มน้ำสักหน่อยเถอะ หายเหนื่อยแล้วจะได้เข้าไปพักผ่อน” ฉินเฟิงรินน้ำให้แม่และน้องสาวของเขา ก่อนจะพาพวกเธอไปนั่ง “ได้ยินเธอบอกว่าเมารถ อยากนอนพักสักแป๊บไหมล่ะ? เดี๋ยวฉันกับแม่จะเข้าครัวทำกับข้าวกันสองคนเอง”
เมื่อพูดถึงอาการเมารถ ดวงตาที่เจือความรู้สึกผิดของฉินอวิ๋นก็กะพริบปริบเล็กน้อย เธอหยิบแก้วน้ำขึ้นมาพลางพูดว่า “พี่ชาย ฉันดีขึ้นมากแล้ว ฉันอยากอยู่คุยกับพี่มากกว่า ฉันคิดถึงพี่มาก”
“ได้ งั้นก็นั่งคุยกันภายในครอบครัวก่อนแล้วกัน มองหน้ากันให้หนำใจ ค่อยไปทำอาหารทีหลัง”
แม่ของฉินเฟิงมีความสุขมากเมื่อเห็นว่าการแต่งตัวของลูกสาวทันสมัยและเป็นตะวันตกมาก
ในที่สุดลูกสาวของเธอก็กลับมาเป็นผู้เป็นคนได้อีกครั้งแล้ว แม่คนนี้รู้สึกโล่งใจสักที
“สาวน้อย แม่ภูมิใจเหลือเกินที่เห็นว่าลูกก้าวหน้าและประสบความสำเร็จแบบนี้ แต่หลังจากนี้ถ้าลูกมีชื่อเสียงขึ้นมา ก็ไม่จำเป็นต้องเลียนแบบความนอกกรอบ ผิดขนบจากอาจารย์ของลูกหรอกนะ”
อาจเป็นเพราะวันนี้แม่ของฉินเฟิงตกใจกับสิ่งที่เห็นจนเกินไป ทำให้เธอไม่สามารถหยุดพูดถึงจอร์จได้จริง ๆ
ฉินอวิ๋น “!!!”
แม่ของฉินเฟิงพูดอย่างจริงจังว่า “ลูกก็แต่งตัวสวย ๆ ตามปกตินี่แหละ อย่าไปโพกผ้าโพกศีรษะตามเขาเลย นั่นน่ะเป็นการแต่งกายที่ผู้หญิงในชนบทเขานิยมทำกัน”
ฉินเฟิงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นเมื่อได้ยินคำพูดของผู้เป็นแม่
“ฮ่า ๆ ๆ ฟังจากที่แม่พูด ผมอดคิดไม่ได้เหมือนกันว่าลวดลายกับสีของผ้าคลุมศีรษะคุณจอร์จ คล้ายกับผ้าโพกหัวของป้าข้างบ้านเราจริง ๆ ด้วย”
ป้าหลี่เพื่อนบ้านของพวกเขาป่วยเป็นโรคปวดศีรษะเฉียบพลัน ไม่สามารถทนต่อลมโกรกได้ จึงต้องสวมผ้าโพกหัวบนศีรษะตลอดทั้งปี ซึ่งโทนสีก็ออกไปทางเดียวกับจอร์จ ต่างกันแค่ของป้าหลี่เป็นผ้าโพกหัวสตรีอย่างหนา
แต่ของจอร์จดูเหมือนเป็นผ้าไหมพิมพ์ลายที่มีราคาแพงลิ่ว
เมื่อเห็นว่าแม่และพี่ชายของเธอเริ่มล้อเลียนจอร์จอีกครั้ง ฉินอวิ๋นก็กระทืบเท้าด้วยความโกรธ “ทำไมถึงได้เป็นคนแบบนี้กันนะ นินทาคนอื่นลับหลังได้ยังไงกัน”
แม่ของฉินเฟิงตอบกลับอย่างฉะฉาน “นี่ไม่ใช่นินทาซะหน่อย แต่เป็นการเตือนลูกด้วยความหวังดีต่างหาก เอาแต่พอดีเรื่องการแต่งตัวแล้วเติบโตอย่างสวยงามดีกว่า”
ฉินอวิ๋นเหนื่อยใจมาก เธอนั่งดื่มน้ำเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ไม่มีความกระตือรือร้นอยากจะคุยกับแม่และพี่ชายตัวเองอีกต่อไป
เมื่อเห็นว่าลูกสาวของเธอเริ่มไม่สนุกด้วยแล้ว แม่ของฉินเฟิงจึงหยุดพูดแล้วกอดลูกสาวไว้ด้วยความรักใคร่ “มาซิ ให้แม่ดูหน่อยว่าน้ำหนักลดลงบ้างไหม”
แม่ของฉินเฟิงกุมใบหน้าของลูกสาวด้วยใบหน้าที่มีความสุข “น้ำหนักลดลงแล้ว แต่ผิวขาวใสขึ้นกว่าเดิม ทรัพยากรในเมืองใหญ่เลี้ยงดูผู้คนได้ดีจริง ๆ”
ฉินเฟิงเหลือบมองนาฬิกา จากนั้นก็ลุกขึ้น เตรียมเข้าครัวไปทำอาหาร “แม่ อยู่คุยกับเสี่ยวอวิ๋นไปก่อนนะ ผมจะเข้าไปทำกับข้าวหน่อย”
“พี่ชายของฉันนี่เพียบพร้อมดีจริง ๆ พี่สะใภ้โชคดีเหลือเกินที่ได้เจอพี่” ฉินอวิ๋นพูดด้วยรอยยิ้มเมื่อเห็นพี่ชายของเธอเดินไปที่ห้องครัว
“พี่สะใภ้ของลูกเป็นครู เธอต้องทุ่มเทเวลาให้กับการสั่งสอนและให้ความรู้แก่นักเรียน แม่เป็นคนกำชับพี่ชายของลูกเอง ให้เขาหยิบจับทำงานบ้านให้มากขึ้น ไม่ให้พี่สะใภ้ยุ่งกับงานบ้านจนไม่มีสมาธิไปสอนนักเรียน”
ลูกสะใภ้ของเธอทำอาชีพที่มีเกียรติ แม่ของฉินเฟิงจึงให้เกียรติหล่อนเป็นอย่างยิ่ง และยินดีที่จะให้ฉินเฟิงเป็นฝ่ายเข้าครัวเอง
ฉินอวิ๋นร้องบอกว่าอยากกินอาหารในบ้านเกิดอย่างบะหมี่แห้งจีน แต่ฉินเฟิงทำไม่เป็น จึงจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากแม่
“แม่ทำเอง แม่ทำบะหมี่แห้งจีนมาหลายสิบปีแล้ว ต้องใช้เคล็ดลับควบคู่ไปกับฝีมือ ลูกเองก็ควรเรียนรู้ไว้”
ในที่สุดฉินอวิ๋นก็พอใจมาก เธอคลี่รอยยิ้มสวยงามออกมาเพราะโหยหาบะหมี่แห้งมาเกือบปีแล้ว
“หลังกินเสร็จเสี่ยวอวิ๋นก็พักผ่อนซะหน่อยเถอะ จากนั้นพวกเราจะไปบ้านของพี่ฮ่าว พี่สะใภ้ตั้งท้องอยู่ ว่าจะแวะไปเยี่ยมเธอหน่อย”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ฉินอวิ๋นก็อ้าปากกว้างด้วยความดีใจ “เอ๊ะ พี่สะใภ้ท้องอยู่หรือ?”
ขณะรับประทานอาหาร แม่ของเธอพูดอย่างเป็นกันเองว่า “ใช่แล้ว หนานหน่านกำลังตั้งท้อง อีกไม่นานลูกเองก็กำลังจะมีอาชีพที่มั่นคงแล้ว ควรคิดเรื่องการแต่งงานเผื่อไว้บ้างนะ”