เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 659 นกยูงดอกไม้กับหมาพันธุ์ปั๊ก
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 659 นกยูงดอกไม้กับหมาพันธุ์ปั๊ก
บทที่ 659 นกยูงดอกไม้กับหมาพันธุ์ปั๊ก
ฉินเฟิงเอามือออกจากกระเป๋าเดินทางของฉินอวิ๋น ก่อนจะยิ้มให้จอร์จด้วยท่าทางที่ผ่อนคลาย
ซุนเฉิงเดินเข้าไปหาจอร์จพร้อมกับทักทายเขาว่า “เปี่ยวเกอ ไม่เจอกันนานเลยนะ”
“ฉันบอกคุณป้าแล้วนี่ว่าไม่ต้องมารับก็ได้ แล้วนายมาทำไม? วันนี้ไม่ทำงานหรือ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับลูกพี่ลูกน้องของเขาซึ่งไม่ได้เจอหน้ากันมานาน น้ำเสียงของจอร์จค่อนข้างออกแนวเบื่อหน่าย
ซุนเฉิงตอบกลับ “งานน่ะมีเพียบ แต่แม่ยืนกรานจะให้ผมมารับด้วยตัวเองให้ได้”
ผู้ชายคนนี้เป็นอะไรไป? ไม่พอใจเมื่อเห็นว่าเขามารับถึงที่หรือ?
“คุณคือคุณจอร์จ อาจารย์ของเสี่ยวอวิ๋นใช่ไหมคะ?” แม่ของฉินเฟิงกอดลูกสาวของเธอสักพัก ก่อนจะหันไปทักทายจอร์จ
แม้ว่าเขาจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่แตกต่างจากผู้ชายปกติ ทั้งยังมีท่าทางการเดินและสำเนียงการพูดแปลก ๆ แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของลูกสาวเธอ เป็นนักออกแบบเสื้อผ้ามือทองที่ช่วยให้ลูกสาวของเธอประสบความสำเร็จ แม่ของฉินเฟิงจึงให้เกียรติและสุภาพกับเขามาก
เมื่อเห็นว่าหญิงวัยกลางคนคนนี้กอดกันกลมอยู่กับฉินอวิ๋น ดวงตาของจอร์จก็ขยับไหว ก่อนจะตอบกลับอย่างกระตือรือร้นทันที “ใช่ครับ คุณป้า”
“ขอบคุณมากนะคะที่สอนและดูแลลูกสาวของฉันเป็นอย่างดี ได้ยินมาว่าคุณเป็นนักออกแบบที่เก่งมาก เสี่ยวอวิ๋นของฉันโชคดีเหลือเกินที่ได้เรียนรู้วิชาจากคุณ”
แม่ของฉินเฟิงกล่าวขอบคุณและชมเชยจอร์จ
จอร์จยกนิ้วมือเรียวสวยเหมือนกลีบกล้วยไม้ขึ้นพลางบิดเอวครั้งหนึ่ง “คุณป้า ด้วยความยินดีครับ”
จอร์จเลื่อนสายตาไปสบตากับฉินอวิ๋น จากนั้นก็กระแอมไอเบา ๆ แล้วจงใจยืนตัวตรง
“เธอไม่ได้สร้างปัญหาให้คุณใช่ไหม เด็กคนนี้เป็นคนเก็บตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร แถมยังพูดไม่เก่ง ไม่เคยใช้ชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ มาก่อน ต้องขอบคุณคุณจริง ๆ ที่ช่วยดูแลเธอ”
“คุณป้า เธอฉลาดมาก ผมไม่ค่อยได้ดูแลเธอหรอก เป็นเธอซะมากกว่าที่คอยดูแลผม” จอร์จยิ้มเขิน ๆ แม้กระทั่งน้ำเสียงของเขาก็เจือด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“อะไรกัน ดูแลคุณหรือ คุณนี่ถ่อมตัวเกินไปแล้ว” แม่ของฉินเฟิงคิดไปว่านี่อาจเป็นการถ่อมตัวของนักออกแบบที่มีฝีมือ
จอร์จแก้ไข “เปล่าครับคุณป้า ผมหมายถึงช่วยดูแลชีวิตประจำวัน”
ฉินเฟิงดูจอร์จกับแม่ของเขาพูดคุยกันอย่างกระตือรือร้น จนถึงตอนนี้ยังรู้สึกเหลือเชื่อไม่หาย
คนคนนี้เป็นอะไรขึ้นมา คราวก่อนเขาแค่แกล้งทำตัวเย็นชาหรือเปล่านะ
ซุนเฉิงเองก็แสดงท่าทางแปลก ๆ ไม่ต่างกัน เพราะเขาไม่เคยเห็นลูกพี่ลูกน้องตัวเองทำหน้าตาระรื่นแบบนี้มาก่อน
ดูเหมือนว่าระหว่างพวกเขาจะมีนอกมีในจริง ๆ ด้วย
ฉินเฟิงบอกว่า “พวกเราไปคุยกันนอกสถานีดีกว่า ตอนนี้เรายืนขวางทางคนอื่นอยู่”
“ไปกันเถอะ”
หลังออกจากสถานีรถไฟ ซุนเฉิงพูดกับฉินเฟิงว่า
“เฟิงจื่อ ขึ้นรถกับพวกเราสิ”
ฉินเฟิงมองไปที่แม่และน้องสาวของเขา ก่อนจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เป็นไรครับคุณซุน พวกเรานั่งรถประจำทางกลับกันเองได้”
จอร์จกลับพูดเสริมขึ้นมาว่า “ขึ้นรถของซุนเฉิงเถอะ พวกเราจะแวะไปส่งพวกคุณที่บ้าน”
ฉินอวิ๋นดูประหม่ามาก เขาชำเลืองมองไปทางแม่และพี่ชายตัวเองอย่างระมัดระวัง
“ขึ้นรถเถอะ ผมแวะส่งได้” ซุนเฉิงเปิดท้ายรถ เตรียมช่วยพวกเขาขนสัมภาระขึ้นมา
ทั้งซุนเฉิงและจอร์จเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นแบบนี้ ครอบครัวของฉินเฟิงจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องขึ้นรถของซุนเฉิง
ตอนแรกจอร์จต้องการนั่งเบาะหลัง แต่ซุนเฉิงเปิดประตูข้างคนขับให้เขาซะก่อน “เปี่ยวเกอนั่งตรงนี้สิ”
จอร์จชำเลืองมองหญิงสาวที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาลงแล้วเข้าไปนั่งที่เบาะหลัง เขาจึงทำได้เพียงมองไปทางอื่นแล้วนั่งข้างหน้าแทน
จอร์จที่นั่งอยู่ในตำแหน่งข้างคนขับไม่ได้รอช้า หันไปริเริ่มบทสนทนากับผู้คนที่เบาะหลัง
เขาหันหน้าไปมองแม่ของฉินเฟิงที่นั่งอยู่เบาะหลัง ก่อนจะทักทายอีกฝ่ายอย่างเป็นมิตร “คุณป้า คุณมาถึงหลันเฉิงตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ?”
แม่ของฉินเฟิงรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยเมื่อเห็นผิวหน้าขาวใสบอบบางของจอร์จที่แทบมองไม่เห็นรูขุมขน ไหนจะผ้าโพกหัวสีสดที่เขาสวมอยู่อีก
แต่ด้วยสถานะของเขา เธอทำได้เพียงตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “ฉันมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อวาน มีนัดหมายพูดคุยเรื่องการแต่งงานของลูกชายน่ะ”
“ฉินเฟิงมีแฟนแล้วหรือ?” ดวงตาของจอร์จเป็นประกายเล็กน้อย เขามองไปที่ฉินเฟิงทันที
ฉินเฟิงตอบว่า “ใช่”
“คุณป้า ผมได้ยินจากลินดาว่าคุณเปิดร้านขายของชำที่บ้านเกิดด้วยหรือครับ?”
“ลินดา?” แม่ของฉินเฟิงและฉินเฟิงมองหน้าเขาอย่างสงสัย
“โอ้ ชื่อของเสี่ยวอวิ๋นน่ะครับ” จอร์จวางแขนบนที่นั่ง มองไปที่ฉินอวิ๋นแล้วยิ้มอย่างมีเสน่ห์ “ลินดาคือชื่อภาษาอังกฤษที่ผมตั้งให้เสี่ยวอวิ๋นตอนเธออยู่ในเซี่ยงไฮ้ ฟังดูดีไหมครับคุณป้า”
มุมปากแม่ของฉินเฟิงกระตุกเล็กน้อย ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างเชื่องช้า “ดูดีค่ะ ต้องฟังดูดีแน่อยู่แล้ว”
ลินดา?
ไม่ใช่ชื่อตนเองหรือนั่น
ฉินเฟิงส่ายหัว ไม่พูดอะไรออกไป เขาว่าจะหลับตาเตรียมงีบหลับสักหน่อย
“เฟิงจื่อ ธุรกิจเป็นยังไงบ้าง?”
ทันทีที่ฉินเฟิงหลับตาลง เขาก็ได้รับคำถามยิงตรงเข้าใส่
ฉินเฟิงเปิดเปลือกตาขึ้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สงบว่า “ค่อนข้างดีเลยครับ ผมเพิ่งจะเก็บเงินซื้อบ้านหลังใหม่ได้”
แม้ว่าภายนอกเขาจะดูสงบเสงี่ยม แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าจอร์จ เขากลับรู้สึกอึดอัดเหมือนหายใจไม่ออกยังไงไม่รู้
ฉินเฟิงยังจำได้ดีว่าคุณจอร์จคนนี้เคยมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเขาเรื่องการทำงานยังไงบ้าง
ตอนที่พวกเขาอยู่บนรถไฟ กำลังเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ ทันทีที่เขาอ้าปากว่าจะทำธุรกิจเพื่อหารายได้ จอร์จกลับไม่เห็นด้วยกับเขาอย่างแรง แถมยังบอกด้วยว่าคนอย่างเขาไม่เหมาะกับการทำธุรกิจ
ฮึ่ม ฉะนั้นตอนนี้เขาจะพูดอย่างภาคภูมิใจ ว่าเขาสามารถหารายได้จากมันได้จริง ๆ ทั้งยังซื้อบ้านได้ตั้งหนึ่งหลัง
ตอนแรกฉินเฟิงคิดว่าจอร์จคงไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ชายหนุ่มเตรียมคำพูดต่อไปเอาไว้แล้ว ไม่คาดคิดว่าจอร์จจะยกนิ้วโป้งให้เขา “เยี่ยมไปเลย ผมเห็นแววในตัวคุณตั้งนานแล้ว คุณมีดวงจะได้เป็นนักธุรกิจใหญ่ นัยน์ตาคุณซ่อนเร้นความเฉลียวฉลาดไว้ ครั้งแรกที่เราเจอกันผมมองคุณปราดเดียวก็รู้แล้ว”
ฉินเฟิง “???”
ถ้าเขาจำไม่ผิด จอร์จเคยตำหนิว่าเขาเป็นคนงี่เง่าด้วยซ้ำ ตอนที่เขาแหงนหน้ามองตึกรามใหญ่โตบนถนนที่จอแจในเซี่ยงไฮ้ จอร์จยังเคยกล่าวหาว่าเขาอ่อนต่อโลก ไม่มีประสบการณ์ในสังคม พูดสั้น ๆ ว่าอีกฝ่ายไม่เคยชื่นชมเขาด้วยคำพูดดี ๆ มาก่อนเลย
ทันทีที่เขาบอกว่าธุรกิจของตัวเองสามารถทำเงินได้ อีกฝ่ายก็เปลี่ยนคำพูดทันที แถมยังยกย่องว่าในสายตาของเขาซ่อนความเฉลียวฉลาดไว้เนี่ยนะ?
ช่างทำตัวเป็นกิ้งก่าเปลี่ยนสีจริง ๆ
“ขอบคุณสำหรับคำชม”
อย่างไรก็ตาม ผู้ชายคนนี้ก็ช่วยดูแลและถ่ายทอดวิชาให้กับฉินอวิ๋น แม้ขัดใจอยู่บ้างแต่ฉินเฟิงก็ยังไว้หน้า
ระหว่างทาง จอร์จคอยหาหัวข้อที่จะสนทนากับฉินเฟิงและทุกคนอยู่เสมอ
เขามีความกระตือรือร้น ต้องการประจบสอพลออย่างออกนอกหน้า ตลอดทางเขาแทบไม่ให้ความสนใจลูกพี่ลูกน้องของตัวเองอย่างซุนเฉิงเลยด้วยซ้ำ มองอีกฝ่ายเป็นแค่คนขับรถมากกว่า
ขณะที่พวกเขากำลังจะลงจากรถ จอร์จพูดกับฉินอวิ๋นและแม่ของเธออย่างกระตือรือร้น “คุณป้า ทำไมเราไม่ออกไปทานอาหารเย็นด้วยกันล่ะครับ?”
ฉินอวิ๋นตัดบท “คุณจอร์จ เอาไว้โอกาสหน้าเถอะค่ะ พอดีฉันเมารถนิดหน่อย อยากเข้าไปนอนพักผ่อน ไว้เราค่อยหาโอกาสทานข้าวด้วยกันใหม่”
“อะไรนะ เธอเมารถหรือ ทำไมไม่บอกฉันตั้งแต่ตอนอยู่บนรถล่ะ?” จอร์จมองเธอด้วยความกังวล
ฉินอวิ๋นขยิบตาให้เขาแรง ๆ “ไม่เป็นไรค่ะ นอนพักสักครู่เดี๋ยวคงหาย”
จอร์จสบตากับเธอ ก่อนจะพยักหน้า “ได้ ไว้ครั้งหน้าก็แล้วกัน”
ซุนเฉิงขับรถเลี้ยวเข้าไปส่งคนแถวปากทางเข้าที่พักอาศัยของซุนเฉิง จากนั้นก็จอดรถ
แม่ลูกทั้งสามลงจากรถ ไม่ลืมหันไปขอบคุณซุนเฉิงและจอร์จ
หลังจากที่รถของซุนเฉิงขับออกไปไกลแล้ว ฉินเฟิงถึงมองไปทางอื่น
แม่ลูกทั้งสามคนเดินเข้าไปในตัวอาคารพร้อมกับกระเป๋าเดินทาง ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะถาม “เสี่ยวอวิ๋น ทำไมอาจารย์ของเธอถึงได้ดูแปลกแบบนี้ล่ะ?”
“หืม เขาแปลกยังไงหรือพี่ชาย” เมื่อพูดถึงจอร์จ ฉินอวิ๋นก็เกร็งผิดธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว
“ก็… ตอนที่พวกเราเจอกันครั้งแรก เขาไม่ได้ปฏิบัติกับฉันแบบนี้เลยด้วยซ้ำ เขาน่ะทำตัวหยิ่งผยองเหมือนกับนกยูง แต่ตอนนี้เขากลับทำตัวเหมือนหมาพันธุ์ปั๊ก*[1] ซะงั้น”
[1] หมาพันธุ์ปั๊ก ใช้เปรียบกับคนช่างประจบสอพลอ