เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 658 ฉินอวิ๋นและจอร์จ
บทที่ 658 ฉินอวิ๋นและจอร์จ
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวฉินอวิ๋น แม่ของฉินเฟิงในฐานะแม่ มั่นใจมากว่าลูกสาวของเธอจะรอให้พวกเขาเป็นคนแนะนำคนรักที่เชื่อถือได้ในครั้งนี้
นั่นเป็นเหตุผลที่เธอต้องการฝากเรื่องนี้ไว้กับเนี่ยอวี้ฮว๋า
กู้หนานบอกว่า “รอให้เสี่ยวอวิ๋นกลับมาก่อน แล้วค่อยหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ยังไม่สายค่ะ จากนี้ไปเธอจะได้ทำงานเป็นนักออกแบบเสื้อผ้าในโรงงานของเรา ไว้ให้มีอนาคตที่สดใสก่อน เรื่องแฟนปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะค่ะ”
แม่ของฉินเฟิงมีความสุขมาก เธอยิ้มจนปากกว้างไปถึงรูหู
เมื่อก่อนเธอเคยส่งลูกสาวไปเรียนตัดเย็บในเมือง เพราะอยากให้ลูกเปิดร้านตัดเสื้อย่อม ๆ เท่านั้น ใครจะคิดว่าตอนนี้เธอจะได้ทำงานเป็นนักออกแบบในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่ในเมือง
เธอภูมิใจในตัวลูกสาวมาก
“ได้ ไว้เราค่อยพูดถึงเรื่องนี้ในภายหลัง แต่ถ้าลูกของเราพบเจอคนที่เหมาะสม ในฐานะพ่อแม่ เราก็ควรอวยพรให้กับพวกเขานะคะ”
เนี่ยอวี้ฮว๋าพยายามปรับเปลี่ยนทัศนคติให้แม่ของฉินเฟิงล่วงหน้า
ถ้ารุ่นน้องของเธออย่างจอร์จเกิดชอบพอกับลูกศิษย์สาวของตัวเองขึ้นมาจริง ๆ ในฐานะที่เป็นผู้แนะนำให้พวกเขารู้จักกัน เธอไม่สามารถหลีกหนีความรับผิดชอบได้จริง ๆ
แม่ของฉินเฟิงมีมุมมองที่แตกต่างออกไปเกี่ยวกับเรื่องนี้ “แม่ย่าถิง ฉันคิดว่าพวกเราควรหาคนที่เหมาะสมให้เธอด้วยตัวเอง ถ้าเธอเป็นเหมือนเฟิงจื่อจะไม่ห่วงเลย ขอแค่มีสายตาเฉียบคมก็สามารถพบเจอคนที่ดีได้ เช่นเดียวกับการที่เขาได้คบหากับย่าถิง แต่เสี่ยวอวิ๋นคนนี้ไร้เดียงสาเกินไป แถมนิสัยก็ต่างจากพี่ชาย”
ฉินเฟิงอยู่ในบ้านตระกูลกู้เช่นกัน แต่เขาไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวในอดีตของฉินอวิ๋นกับผู้ชายเลวที่เกือบทำลายทั้งชีวิตของเธอคนนั้น
น้องสาวเขาอ่อนต่อโลกมากจริง ๆ เธอโดนเอาเปรียบแทบจะทันทีที่เข้าเมืองไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้า
ผู้ชายคนนั้นยังตามมารังควานเธอที่บ้านเกิดของพวกเขาอีกด้วย สาเหตุที่ฉินเฟิงลาออกในเวลานั้น เป็นเพราะเรื่องดังกล่าวเป็นตัวกระตุ้นหนึ่ง
เพราะแบบนี้ เขาจะไม่ปล่อยให้น้องสาวเลือกคนผิดอีก
เนี่ยอวี้ฮว๋าไม่คาดคิดหวังว่าแม่ของว่าที่ลูกเขยจะมีความตั้งใจที่แข็งแกร่งมากในช่วงเวลาคับขันเช่นนี้
เธอมองไปทางกู้หนาน ไม่อยากพูดถึงหัวข้อนี้อีก
พวกเธอจึงรีบเปลี่ยนเรื่องไปพูดคุยเกี่ยวกับการแต่งงานระหว่างฉินเฟิงและกู้ย่าถิงอีกครั้งอย่างสนอกสนใจ
ตระกูลกู้พอใจกับฉินเฟิงมาก เมื่อรู้ว่าฉินเฟิงเพิ่งซื้อบ้าน พวกเขาจึงไม่คิดเรียกร้องสินสอดชิ้นใหญ่ที่เกินกำลังเพิ่มอีก
อย่างไรก็ตาม เงินค่าสินสอดทั้งหมดจะตกเป็นของคู่บ่าวสาวอยู่ดี
หลังจากได้ยินแบบนั้น แม่ของฉินเฟิงจึงยิ่งยกย่องตระกูลกู้ในใจอย่างเงียบ ๆ
ไม่นึกเลยว่าคนในเมืองจะแตกต่างจากที่เธอคิด ทั้งยังเปิดกว้างมาก
ไม่เหมือนธรรมเนียมที่บ้านเกิด เงินค่าสินสอดทั้งหมดจะถูกพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาวเก็บไว้ เพื่อใช้สำหรับเป็นทุนให้ลูกชายในภายหลัง
หลังจากปรึกษาเรื่องการแต่งงานของลูกชายในวันนี้ ความคิดของแม่ฉินเฟิงเปลี่ยนไปมากทีเดียว
ในอนาคตเธอเองก็ต้องเตรียมเงินค่าสินสอดทองหมั้นให้กับลูกสาวด้วยเหมือนกัน ลูกสาวของเธอจะได้ไม่น้อยหน้าเมื่อได้แต่งงานกับคนในเมือง
…
ในวันที่ฉินอวิ๋นกำลังจะกลับมา แม่ของฉินเฟิงคิดถึงลูกสาวมากจนนอนไม่หลับตลอดทั้งคืน
รถไฟที่ฉินอวิ๋นโดยสารจะมาถึงประมาณสิบโมงเช้า แม่ของฉินเฟิงตื่นนอนตั้งแต่หกโมงเช้า ช่วยฉินเฟิงทำความสะอาดบ้าน ทำอาหาร จากนั้นก็มองดูนาฬิกาแล้วเริ่มนับเวลาถอยหลัง
ลูกสาวเธอไม่เคยจากไปไกลบ้านเท่านี้มาก่อน ครั้งนี้เธอย้ายไปเรียนอยู่ในเมืองใหญ่เป็นเวลานาน เธอจึงรอคอยที่จะได้พบลูกสาวในอีกไม่กี่ชั่วโมงที่จะถึง
อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกสาวจริง ๆ
อีกด้านหนึ่ง ซุนเฉิงก็ได้ข่าวว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาจะกลับมาในวันนี้เช่นกัน
ตอนแรกคุณหญิงซุนตั้งใจว่าจะติดตามซุนเฉิงไปที่สถานีเพื่อรอรับจอร์จ
น่าเสียดายที่เมื่อคืนนี้เธอรู้สึกหนาว ๆ ร้อน ๆ เหมือนจะไม่สบาย ซุนเฉิงจึงต้องไปคนเดียว
คุณหญิงซุนและสามีไม่ได้พักอยู่ในโรงแรมตลอดเวลา ว่างก็ออกไปเที่ยวชมหลันเฉิงทั่วทุกที่ เมื่อวานนี้พวกเขาก็เพิ่งจะชวนเวิงอิ่งไปดื่มชาที่ริมแม่น้ำฮวงโห
ตอนค่ำ พ่อของซุนเฉิงก็พาภรรยาไปกินเนื้อแกะย่างอีก ทั้งที่ลมที่พัดแรงและเย็นจัดในตอนกลางคืนทำให้เธอป่วยได้ง่าย ๆ
ซุนเฉิงมาถึงสถานีแล้ว จอดรถได้ไม่นานก็ตรงเข้าไปหาฉินเฟิงทันที
แม่ของฉินเฟิงก็กำลังลงจากรถเช่นเดียวกัน
“คุณซุน?” ฉินเฟิงเห็นซุนเฉิงก็ทักทายเขาทันที
“เฟิงจื่อ คุณมารับคุณฉินใช่ไหม?”
“ใช่ครับ นี่แม่ผมเอง พวกเรามารับน้องสาวด้วยกัน”
ฉินเฟิงแนะนำแม่ของเขาให้รู้จักกับซุนเฉิงสั้น ๆ
ซุนเฉิงพยักหน้าทักทายอย่างสุภาพ “คุณป้า สวัสดีครับ”
“สวัสดีจ้ะ สวัสดี”
ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ซุนเฉิงและฉินเฟิงจึงพูดคุยกันอยู่ที่หน้าจัตุรัสในสถานีรถไฟ
“คุณซุน วันนี้คุณจอร์จก็จะกลับมาด้วยหรือ?”
ซุนเฉิงตอบกลับ “ใช่ ลูกพี่ลูกน้องผมโทรมาบอกเมื่อหลายวันที่แล้ว คุณฉินไม่ได้บอกคุณหรือ?”
ฉินเฟิงส่ายหน้า “เธอบอกแค่จะกลับ แต่ไม่ได้บอกว่าจะกลับมาพร้อมกับคุณจอร์จ”
พวกเขาไม่ได้ถามเกี่ยวกับแผนการเดินทางของจอร์จเลย
เมื่อแม่ของฉินเฟิงรู้ว่าคุณซุนคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้องกับอาจารย์ของฉินอวิ๋น เธอก็รีบก้าวไปทักทายเขาอย่างอบอุ่น
ที่สำคัญ เธอไม่ลืมขอบคุณจอร์จต่อหน้าซุนเฉิง
ซุนเฉิงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ด้วยความยินดีครับคุณป้า”
“ผมได้ยินจากพี่ฮ่าวว่าคุณลุงกับคุณป้าก็มาที่หลันเฉิงเหมือนกัน” ฉินเฟิงถามซุนเฉิง
ซุนเฉิงพยักหน้า “ใช่ พวกเขามาอยู่ที่นี่ได้สักพักแล้ว จริง ๆ ตั้งใจว่าจะกลับก่อน แต่ลูกพี่ลูกน้องผมดันโทรมาบอกว่าเขามีแฟนแล้ว และแฟนของเขาก็เป็นคนหลันเฉิง ก็เลยอยากให้พ่อแม่ของผมช่วยไปเจอพ่อแม่ของอีกฝ่ายแทนคุณป้าหน่อย พ่อแม่ผมก็เลยต้องอยู่รอเขาที่นี่”
ขณะที่ซุนเฉิงพูดแบบนี้ เขาก็ลอบสังเกตท่าทีของฉินเฟิงและแม่ของเขาอย่างแนบเนียน เพราะอยากเห็นปฏิกิริยาของพวกเขา
ไม่น่าเชื่อว่าเขากลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ เลย
ดูจากสีหน้าแล้ว พวกเขาน่าจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
ซุนเฉิงแค่คาดเดาสถานการณ์ที่เข้าเค้าอย่างลงตัว แต่ไม่กล้าฟันธงว่าเป็นเรื่องจริง
ตอนนี้เขาพอจะยืนยันได้แล้วว่าแฟนของจอร์จก็คือฉินอวิ๋น
“คุณจอร์จเนี่ยนะมีแฟนแล้ว?”
ฉินเฟิงทำหน้าตาแปลก ๆ ผู้ชายตุ้งติ้งเหมือนผู้หญิงอย่างจอร์จ จะมีแฟนเป็นผู้หญิงได้ยังไงกัน?
ฉินเฟิงอดคิดกับตัวเองไม่ได้ว่าคนอย่างจอร์จควรหาแฟนสาวที่มีมาดทอมบอยมากกว่าถึงจะเหมาะสม
หลังจากพูดคุยกันสักพัก ซุนเฉิงก็เหลือบมองนาฬิกาข้อมือ และพูดว่า “ใกล้จะถึงเวลาแล้ว ไปรอพวกเขาที่ทางออกกันเถอะ”
“ได้” ฉินเฟิงกลัวว่าแม่จะพลัดหลงจากเขาจึงจับแขนแม่เอาไว้แน่น
เสียงประกาศเริ่มบอกหมายเลขขบวนรถไฟที่จะเข้ามาเทียบท่า
หลังจากนั้นไม่นาน ผู้โดยสารจากบนขบวนรถไฟก็ทยอยเดินออกมาทีละคน ๆ
แม่ของฉินเฟิงมองไปรอบ ๆ อย่างกระวนกระวาย รอคอยร่างที่คุ้นเคยของลูกสาวตัวเอง
หลังจากที่ผู้คนเดินออกมาจากสถานีอย่างคับคั่ง ในที่สุดแม่ของฉินเฟิงก็เห็นลูกสาวของเธอ
เธอเขย่งเท้าพลางโบกมือให้ฉินอวิ๋นอย่างตื่นเต้น “เสี่ยวอวิ๋น แม่อยู่นี่ลูก”
ฉินอวิ๋นแต่งตัวเหมือนคนต่างชาติมากกว่าก่อนที่เธอจะเดินทางออกจากหลันเฉิงเสียอีก ตอนนี้เธอดัดผม สวมเสื้อกันลมสีเบจ ลากกระเป๋าเดินทาง ดูทันสมัยมาก
ผู้ชายที่เดินเคียงข้างเธอออกมาก็ทันสมัยไม่แพ้กัน
เขายังคงสวมผ้าโพกศีรษะลายดอกไม้อยู่บนหัว สวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหม กางเกงรัดรูป ทว่าการเดินบิดไปบิดมาทำให้ดูเสียบุคลิก
เมื่อเห็นรูปลักษณ์ของลูกพี่ลูกน้องตัวเอง ปากของซุนเฉิงก็กระตุกเล็กน้อย
ทำไมเขายังสวมผ้าคลุมศีรษะอยู่อีกล่ะ?
ไม่ได้บอกว่าตอนนี้ผมขึ้นจนดกดำแล้วหรอกหรือ?
“เปี่ยวเกอ*[1] ทางนี้” ซุนเฉิงก็โบกมือให้เขาเช่นกัน
จอร์จและฉินอวิ๋นเบียดตัวออกจากฝูงชน ฉินอวิ๋นวิ่งโผเข้าไปหาแม่ของเธอด้วยความตื่นเต้น
กระเป๋าเดินทางในมือเธอร่วงลงพื้นโดยไม่ตั้งใจ จอร์จจึงก้าวออกไปคว้าที่จับกระเป๋าเดินทางของฉินอวิ๋นขึ้นมาโดยธรรมชาติ
ฉินเฟิงก้าวยาว ๆ ไปอยู่ด้านหน้าของจอร์จ เดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางสีชมพูที่จอร์จถืออยู่ในมือซ้าย “คุณจอร์จ พวกคุณคงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางมาไม่น้อย ให้ผมถือก็ได้นะ”
ทัศนคติของฉินเฟิงที่มีต่อจอร์จนั้นเต็มไปด้วยความเคารพและสุภาพ
ตอนรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอาจารย์ของฉินอวิ๋น ฉินเฟิงรู้สึกไม่ไว้ใจจอร์จเลย เพราะเขามักจะคิดอคติว่าการแต่งตัวของอีกฝ่ายดูไม่น่าเชื่อถือ เขาจึงพาฉินอวิ๋นไปเซี่ยงไฮ้ด้วยตัวเองเพื่อเยี่ยมชมสตูดิโอออกแบบของจอร์จเป็นการส่วนตัว
หลังจากยืนยันตัวตนของเขาแล้ว เขาก็เริ่มนับถือความสามารถของอีกฝ่ายมากขึ้น
ตอนนี้น้องสาวของเขากลับมาจากการเรียนแล้ว ฉินเฟิงยิ่งให้ความเคารพต่อจอร์จในฐานะที่เขาเป็นนักออกแบบมือทอง และรู้สึกขอบคุณมากที่เขายอมฝึกสอนฉินอวิ๋น
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ผมถือเอง ไม่รบกวนคุณดีกว่า” จอร์จยิ้ม
เมื่อเห็นจอร์จคลี่ยิ้ม ฉินเฟิงก็แอบตกใจ ก่อนจะมองเขาด้วยท่าทางแปลก ๆ
นักออกแบบเสื้อผ้าผู้เคยถือตัวว่าสูงส่งคนนี้ แค่ไม่ได้เจอหน้าเขาสองสามเดือน กลับกลายเป็นคนเข้าถึงง่ายขนาดนี้เชียว?
ครั้งล่าสุดที่พวกเขาไปเยี่ยมชมสตูดิโอของอีกฝ่ายในเซี่ยงไฮ้ จอร์จยังเหน็บแนมและแสดงท่าทีรังเกียจเขาอยู่เลย
[1] เปี่ยวเกอ คือ คำเรียกลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้ชายฝั่งแม่