เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 654 ลูกไม่เหมาะกับเขา
บทที่ 654 ลูกไม่เหมาะกับเขา
หลังจากฟังเรื่องราวจากปากหวังชุ่ยผิง หลิวซื่อถึงรู้ว่าทำไมอดีตลูกสะใภ้ถึงเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ที่แท้ก็เป็นเพราะได้เจอกับชายผู้ช่วยพลิกชีวิตนี่เอง
ก่อนหน้านี้หลิวไคซานไม่ได้เล่าความจริงเรื่องตัวเองด้วยซ้ำ นับประสาอะไรกับเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของหวังชุ่ยผิงกับเจียงจื้อกัง
เพราะเขารู้ดีว่าแม่ของเขาเป็นคนที่รู้จักตัวตนของหวังชุ่ยผิงดีที่สุดในโลก
แม้ว่าเขาจะใส่ร้ายหวังชุ่ยผิง แม่ของเขาก็ไม่มีทางเชื่อ
หวังชุ่ยผิงถามหลิวซื่อ “แม่คะ แม่เสียใจไหมที่ส่งฉันกับลูกเข้าเมืองในวันนั้น?”
ในตอนนั้น แม่สามีของเธอยืนกรานว่าจะให้เธอกับลูกเข้าไปในเมืองให้ได้ โดยที่ไม่บอกให้หลิวไคซานรู้ล่วงหน้า
ถ้าหวังชุ่ยผิงไม่เข้าเมืองในวันนั้น เธอคงไม่มีวันรู้ว่าหลิวไคซานแอบนอกใจ บางทีตอนนี้เธออาจจะยังอาศัยอยู่ในชนบทกับแม่สามีและเถี่ยตัน เพลิดเพลินอยู่กับภาพลวงตาของความรักที่ไม่เคยมีตัวตนอยู่ก็ได้
“ชุ่ยผิง ฉันไม่เสียใจเลย ฉันไม่ยอมให้เธอต้องเจ็บช้ำน้ำใจไปมากกว่านี้”
“ขอบคุณค่ะแม่ คุณเป็นแม่สามีที่ดีเหลือเกิน”
หลิวซื่อถอนหายใจ “น่าเสียดาย โชคชะตาระหว่างเราสั้นนัก”
“คุณจะยังคงเป็นย่าของเถี่ยตันเสมอค่ะ ฉันจะให้เถี่ยตันกลับมาอยู่กับคุณจนกระทั่งวันหยุดสิ้นสุด หรือคุณจะเข้าไปที่หลันเฉิงเพื่อเจอเขาก็ได้ ตราบใดที่หลิวไคซานไม่พยายามจะลักพาตัวลูกไปซ่อนไว้ที่ไหนอีก ฉันจะไม่ห้ามลูกให้กลับไปหาคุณ เขาจะยังเป็นหลานชายของตระกูลหลิว สิ่งนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”
คำพูดของหวังชุ่ยผิงยังแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของเธอ เธอตั้งใจว่าจะไม่ให้เถี่ยตันเปลี่ยนนามสกุล
คืนนั้นทั้งสามคนแทบไม่ได้นอน ร้องไห้สลับกับหัวเราะอยู่พักหนึ่ง พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องในวัยเด็กของเถี่ยตัน จากนั้นหวังชุ่ยผิงก็เล่าให้หลิวซื่อฟังเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขาในเมือง
จนถึงรุ่งสางก็ถึงคราวที่ทุกคนต้องจากกัน
หวังชุ่ยผิงวางแผนว่าจะกลับไปที่หลันเฉิงในวันนี้
หลิวซื่อกอดเถี่ยตันไว้ ไม่เต็มใจปล่อยมือจากเขา “ชุ่ยผิง ให้หลานอยู่กับฉันอีกสักสองสามวันไม่ได้หรือ?”
หลังการอำลาครั้งนี้ เธอจะมีโอกาสได้เห็นหน้าหลานอีกหรือไม่ ก็เป็นเรื่องของอนาคตแล้ว
หวังชุ่ยผิงตอบกลับ “แม่คะ เราจะปล่อยให้เถี่ยตันกลับไปเรียนช้าไม่ได้ เขามีพื้นฐานไม่ดีอยู่แล้ว ขืนยังเข้าเรียนช้าอีก เขาจะตามเพื่อน ๆ ไม่ทันเอานะคะ”
หลิวซื่อไม่รู้จะพูดอะไรอีก ทำได้แค่หลั่งน้ำตา
“คุณย่า ผมจะเขียนจดหมายถึงย่าแล้วส่งรูปถ่ายให้ดูให้หายคิดถึงนะครับ”
หลิวซื่อไม่อยากอยู่ที่บ้านของพี่ชายหวังชุ่ยผิงนานนัก เธอไม่ได้ทานอาหารเช้า ตั้งใจว่าจะกลับทันที
แต่ก่อนจะจากไป เธอเดินไปหาเจียงจื้อกังแล้วพูดกับเขาว่า “พ่อหนุ่ม เธอต้องทำดีกับสองแม่ลูกให้มาก ๆ นะ ไม่ว่ายังไงก็อย่าทำอะไรรุนแรงกับหลานชายฉัน”
ขณะที่หลิวซื่อพูดแบบนี้ เธอเศร้าใจมากจนแทบจะเปล่งเสียงพูดไม่ออก
เธอทำบาปกรรมอะไรไว้หนอ
หลานชายคนโตของเธอซึ่งควรเป็นลูกหลานของตระกูลหลิว กลับต้องเรียกชายอื่นว่าพ่อในอนาคต
เธอเกลียดตัวเองเหลือเกินที่สอนลูกชายได้ไม่ดี
เจียงจื้อกังตอบกลับอย่างจริงใจว่า “คุณป้า ผมจะจำไว้ ผมสัญญาว่าจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลเลยครับ”
ยังไม่ทันที่หวังชุ่ยผิงและเถี่ยตันกำลังจะส่งหลิวซื่อออกจากบ้านไป พ่อแม่ของหวังชุ่ยผิงรวมถึงพี่รองของเธอก็พรวดพราดเข้ามาพอดี
พ่อแม่ของหวังชุ่ยผิงรู้ว่าลูกสาวตัวเองมาตามหาลูกชายถึงที่นี่ จึงรีบเดินทางเข้าเมืองมาสมทบแต่เช้าตรู่
เมื่อเห็นว่าเถี่ยตันอยู่ข้าง ๆ แม่ของเขาแล้ว ทุกคนก็รู้สึกโล่งใจ ทว่าเห็นแม่ของอดีตลูกเขยแล้ว สีหน้าทุกคนก็เคร่งเครียดอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ ด้วยความเห็นแก่สถานะของหลิวไคซาน พวกเขามักจะสั่งสอนให้ลูกสาวตัวเองกตัญญูและปรนนิบัติต่อแม่สามีคนนี้เป็นอย่างดี ทั้งยังยกย่องตระกูลหลิวเสมอมา
แต่ตอนนี้แค่ได้เจอหน้าก็อยากพ่นคำด่านับพันแล้ว
พ่อของหวังชุ่ยผิงมองไปที่หลิวซื่อด้วยความโกรธ ยังไม่ทันปริปากด่าทอ หวังชุ่ยผิงก็หยุดเขาไว้
“พ่อ แม่ อย่าพูดอะไรให้เรื่องเลวร้ายไปกว่านี้เลยค่ะ”
พ่อของหวังชุ่ยผิงหน้าครึ้มมืดดำ เห็นได้ชัดว่าเขาแทบจะข่มกลั้นอารมณ์ไว้ไม่อยู่
“ชิ่งเจีย ชิ่งเจียหมู่*[1] ตระกูลหลิวของเรารู้สึกผิดกับพวกคุณจริง ๆ ขอโทษที่ลูกชายฉันไม่เห็นแก่หน้าพวกคุณเลย” หลิวซื่อรีบขอโทษพวกเขา
“หลิวไคซานลูกคุณมันก็แค่เดรัจฉาน”
พ่อของหวังชุ่ยผิงต้องการดุด่าต่อไป แต่หวังชุ่ยผิงรีบตัดบท
“พ่อ เรื่องทั้งหมดจบแล้วค่ะ พ่อเข้าไปก่อนเถอะ ฉันกับเถี่ยตันจะออกไปส่งย่าของเขา”
ตรงปากซอย หลิวซื่อกอดเถี่ยตันแน่นไม่ยอมปล่อย…
เถี่ยตันก็เริ่มลังเลที่จะแยกทางกับย่า
ย่าหลานชายร้องไห้อย่างขมขื่น ตกปากรับคำกันว่าถ้าถึงวันหยุดฤดูร้อนเมื่อไหร่ พวกเขาจะกลับมาใช้เวลาช่วงวันหยุดกับผู้เป็นย่า
หลิวซื่อพาร่างหลังค่อมเดินออกไป หันหน้ากลับมามองถึงสามครั้ง
เถี่ยตันร้องไห้พลางโบกมือให้ย่า หวังชุ่ยผิงถึงกับต้องเบือนหน้าหนีด้วยความเจ็บปวดเมื่อเห็นฉากนี้
…
เมื่อกลับไปที่บ้านของพี่ใหญ่หวัง หวังชุ่ยผิงก็เห็นเจียงจื้อกังนั่งอยู่ที่นั่นกับพ่อแม่ของเธอ จ้องมองกันและกันไปมา
พ่อแม่ของหวังชุ่ยผิงเป็นคนบ้านนอกซื่อ ๆ แต่จริงใจ น่าเสียดายที่พวกเขาพูดไม่ค่อยเก่ง โดยเฉพาะตอนที่ได้เจอหน้าลูกเขยคนใหม่เป็นครั้งแรก พวกเขากลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี
พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายคนนี้มีนิสัยใจคอเป็นอย่างไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกสาวของพวกเขาเลือกคู่ชีวิตถูกจริง ๆ หรือไม่
ตอนที่หวังชุ่ยผิงหย่าขาดจากสามี พวกเขาไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจนั้น ทั้งยังบอกให้เธออดทน รอให้หลิวไคซานกลับตัวกลับใจ
ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ใหญ่หวังอารมณ์ร้อน หวังชุ่ยผิงคงไม่มีทางได้ออกมาจากครอบครัวนั้น
หลังจากที่เจียงจื้อกังโทรหาใครบางคนเรียบร้อยแล้ว เขาก็กลับมานั่งอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเหมือนกัน
“เธอคือจื้อกังใช่ไหม?” แม่ของหวังชุ่ยผิงมองเขาแล้วเริ่มสนทนา
เจียงจื้อกังรีบตอบรับด้วยความเคารพนอบน้อม “ครับแม่ ผมชื่อจื้อกัง”
แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน แต่เขาและหวังชุ่ยผิงแต่งงานกันแล้ว ระหว่างพวกเขาไม่มีอะไรเสียหาย
พ่อของหวังชุ่ยผิงถามต่อไป “ได้ยินเจ้าใหญ่เล่าให้ฟังว่าเธอทำงานอยู่ในโรงงานที่น้องสาวเป็นเจ้าของอย่างนั้นหรือ?”
เจียงจื้อกังมองไปที่พ่อตา ก่อนจะตอบคำถามอย่างรวดเร็ว “ใช่ครับพ่อ พวกเราทำงานอยู่ในโรงงานของน้องสาวผม แต่เพราะเราสองคนได้รับการศึกษาที่ไม่สูงมาก ก็เลยทำงานในตำแหน่งพนักงานทั่วไป”
แม้ว่าเจียงจื้อกังจะตอบคำถามอย่างเจียมเนื้อเจียมตัว แต่พวกเขากลับคิดว่าการที่น้องสาวของเขาเปิดโรงงานเป็นของตัวเองก็เป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว แบบนี้ชุ่ยผิงของพวกเขาก็เหมือนตกถังข้าวสารอีกครั้ง
แม่ของหวังชุ่ยผิงมองไปที่เจียงจื้อกังด้วยรอยยิ้ม ถามอย่างไม่แน่ใจ
“จื้อกัง ดูจากฐานะของเธอแล้วก็ไม่ได้ย่ำแย่ การแต่งงานกับผู้หญิงหม้ายลูกติดที่อายุมากกว่าตัวเอง จะทำให้เธอรู้สึกเสียใจในภายหลังหรือเปล่า?”
หลิวไคซานเป็นบทเรียนราคาแพงจากอดีต พ่อแม่ตระกูลหวังหัวใจเต้นแรงอีกครั้งเมื่อรู้ว่าลูกเขยคนใหม่มีฐานะดีกว่าลูกสาวตัวเอง
จะปล่อยให้เขาหลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด
เจียงจื้อกังลุกยืนขึ้นอย่างเร่งรีบ มองไปที่พ่อตาและแม่ยายของเขา รวมถึงพี่ชายทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ก่อนจะสัญญาว่า “ผมไม่มีวันเสียใจ ชุ่ยผิงคือผู้หญิงที่ดีที่สุดสำหรับผม แล้วผมก็รักเถี่ยตันมากเหมือนลูกแท้ ๆ ครับ”
เจียงจื้อกังยืนกรานอย่างจริงใจแบบนั้น พี่ใหญ่หวังก็อดไม่ได้ที่จะรับรองแทนเขา
“จื้อกังเป็นคนดี ผมลองทดสอบเขาดูแล้ว เขาจริงใจกับน้องสาวและหลานชายของผมมาก พ่อแม่ไม่ต้องกังวลเรื่องนี้เลย”
พี่สะใภ้ใหญ่หวังกำลังจะทำอาหาร แม่ของหวังชุ่ยผิงจึงเรียกหวังชุ่ยผิงเข้าไป อ้างว่าจะให้ช่วยงานในครัว
เมื่อทั้งสามอยู่ในห้องครัว แม่ของหวังชุ่ยผิงดึงเธอเข้ามาใกล้ พูดด้วยเสียงกระซิบต่ำ “ชุ่ยผิง ลูกแน่ใจจริง ๆ หรือว่าผู้ชายคนนี้เชื่อถือได้? แม่คิดว่าผู้ชายคนนี้มีฐานะไม่ธรรมดาเลย แถมน้องสาวของเขายังเป็นถึงเจ้าของโรงงาน เทียบกับลูกแล้ว ลูกดูไม่เหมาะกับเขาเลย”
หวังชุ่ยผิงเม้มริมฝีปาก “แม่ หนูก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรซะหน่อย”
แม่ของหวังชุ่ยผิงเหลือบมองลูกสาวตัวเอง รู้สึกไม่เห็นด้วยกับคำคำนั้น “จะไม่เลวร้ายได้ยังไง? ลูกจบแค่ชั้นประถมสอง ไม่ค่อยรู้หนังสือสักเท่าไหร่ แถมยังเป็นผู้หญิงบ้านนอกคอกนา นอกเหนือจากฝีปากที่เก่งกาจแล้ว แม่ไม่เห็นว่าลูกจะได้เปรียบคนอื่น ๆ ตรงไหน ที่สำคัญ ลูกอายุตั้งสามสิบแล้ว มีลูกติดอีกคนหนึ่ง…”
หวังชุ่ยผิงนึกรังเกียจแม่ตัวเองขึ้นมา เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “แม่ ฉันรู้ว่าฉันไม่มีค่าเลยในสายตาแม่ แล้วทำไมตอนนั้นแม่ถึงคิดว่าฉันควรแต่งงานกับหลิวไคซานกันล่ะ?”
แม่ของหวังชุ่ยผิงตอบกลับ “ก็ตอนนั้นลูกยังเป็นสาวเป็นแส้ สภาพตอนนั้นก็ดูดีกว่านี้นี่”
[1] ชิ่งเจียและชิ่งเจียหมู่ เป็นคำเรียกญาติผู้ใหญ่ของทางฝ่ายหญิง