เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 649 ตามหาลูกชายที่บ้านเกิดสามีเก่า
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 649 ตามหาลูกชายที่บ้านเกิดสามีเก่า
บทที่ 649 ตามหาลูกชายที่บ้านเกิดสามีเก่า
คำพูดของเด็กไม่มีอ้อมค้อม เด็กหญิงตัวน้อยตอบอย่างไหลลื่นเป็นธรรมชาติแบบนี้ ลู่ฮ่าวคิดว่าหยางฉินกับลูกไม่ได้โกหก
ประกอบกับการที่หลิวไคซานไปที่บ้านของหวังชุ่ยผิงเพื่อขอบ้านกับลูกคืน จึงมีโอกาสสูงที่หลิวไคซานกับหยางฉินจะเลิกกันแล้ว
ลู่ฮ่าวมองไปที่หยางฉิน พูดอย่างจริงใจว่า “คุณพยาบาลหยาง คุณเองก็เป็นแม่คนเหมือนกัน คุณน่าจะเข้าใจความวิตกกังวลของหัวอกคนเป็นแม่ที่หาลูกตัวเองไม่เจอ คุณรู้ไหมว่าหลิวไคซานไปไหนหลังจากแยกทางกับคุณ เขาย้ายไปอยู่แถวไหน”
“เขากลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน มาเจรจากับฉัน ถามฉันว่าเราจะเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม”
หยางฉินพูดต่อ “ฉันบอกเขาว่าเราสองคนเริ่มต้นกันใหม่ก็ได้ แต่ฉันไม่เห็นด้วยที่เขาจะพาแม่ออกจากบ้านเกิดมาอยู่ด้วยกันที่นี่ ตอนนี้เขาตัวเปล่าไม่มีอะไรเลย เงินออมทั้งหมดที่เราสองคนมีก็ใช้ไปกับการเปิดคลินิกจนหมดแล้ว เขาอาจจะยังพอมีเงินอยู่ก็จริง แต่ถ้าเอาแม่ป่วย ๆ มาอยู่บ้านฉัน อีกหน่อยชีวิตคู่เราสองคนต้องตกต่ำแน่ ฉันไม่ยอมหรอก”
หยางฉินเล่าต่อ “เขาก็เลยบอกว่า ในเมื่อเป็นแบบนี้ งั้นเขาจะกลับไปอยู่บ้านเกิด”
“กลับบ้านเกิดหรือ?” หวังชุ่ยผิงมีอารมณ์โทสะขึ้นมาอีกครั้ง
หยางฉินพยักหน้า “เขาบอกฉันแบบนั้นนะ”
ตอนนี้หวังชุ่ยผิงได้รับการยืนยันในสิ่งที่เธอคิดเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าของเธอเหลือเพียงความซีดเซียว “ถ้าอย่างนั้นเขาคงพาเถี่ยตันกลับไปที่บ้านเกิดของเขาสินะ”
“เขาวางแผนว่าจะลงหลักปักฐานอยู่ที่บ้านเกิด ไม่คิดจะกลับมาที่หลันเฉิงแล้วหรือครับ?” ลู่ฮ่าวถามหยางฉินอีกครั้ง
“น่าจะใช่ ตั้งแต่ฉันตัดสินใจเลิกกับเขา ฉันก็ไม่ได้ถามอะไรเขาเพิ่มอีก”
ในเมื่อไม่เจอใครที่บ้านของหยางฉิน ลู่ฮ่าวจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องขับรถพาสองพี่น้องกลับบ้าน
หวังชุ่ยผิงมั่นใจว่าเถี่ยตันต้องถูกหลิวไคซานพากลับไปที่บ้านเกิดของเขาแน่นอน
เขาคิดจะกลับบ้านเกิด แต่กลัวว่าแม่อาจจะตำหนิเลยพาเถี่ยตันกลับไปด้วย
ด้วยกลัวว่าเพื่อนบ้านจะรวมหัวกันนินทาหลังจากที่พวกเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลู่ฮ่าวจึงขับรถพาพวกเขากลับไปที่บ้านแม่
กู้หนานยังคงรออยู่ที่บ้านอย่างกระสับกระส่าย
ขณะเดียวกันเจียงจื้อกังก็เพิ่งกลับมาถึงบ้านเหมือนกัน ทางด้านเขาก็ไม่เจออะไรเลย
เมื่อเห็นว่าพวกเขากลับมาแล้ว เขาก็รีบไปข้างหน้าและถามว่า “เป็นยังไงบ้าง? เถี่ยตันอยู่กับหลิวไคซานหรือเปล่า?”
หวังชุ่ยผิงร้องไห้ “หยางฉินบอกว่าตอนนี้หล่อนเลิกกับหลิวไคซานแล้ว หลิวไคซานไม่ได้อาศัยอยู่กับหยางฉินอีกต่อไป หลิวไคซานน่าจะกลับไปบ้านเกิดของเขาแล้ว”
เธอมองดูพี่ใหญ่หวังและเจียงจื้อกัง ร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร “พี่ใหญ่ จื้อกัง ฉันควรทำยังไงดี ฉันยอมให้เขาพรากเถี่ยตันไปจากฉันไม่ได้ เถี่ยตันคือชีวิตของฉัน”
หวังชุ่ยผิงสูญเสียการควบคุมอารมณ์ไปแล้ว
ลู่ฮ่าวถามเจียงจื้อกัง “พี่เขย คุณย้อนกลับไปถามที่โรงเรียนหรือยัง เพื่อนร่วมชั้นของเถี่ยตันเห็นบ้างไหมว่าเขาไปกับใคร ถ้าแน่ใจแล้วว่าหลิวไคซานพาเขากลับไปที่บ้านเกิดจริง ๆ ก็นั่งรถยนต์ของใครสักคนกลับไปที่บ้านเกิดของเขา ถ้าเจรจาแล้วหลิวไคซานไม่ยอม เราคงต้องโทรแจ้งตำรวจ”
ลู่ฮ่าวกลัวว่าหวังชุ่ยผิงจะยิ่งกังวลจนอยู่ไม่สุข เขาจึงไม่กล้าพูดตรง ๆ ว่าเมื่อไม่นานมานี้พวกค้ามนุษย์ออกอาละวาด อย่างน้อยการที่เถี่ยตันถูกหลิวไคซานพาตัวไปยังปลอดภัยเสียกว่า
เขาจะเป็นอันตรายก็ต่อเมื่อตกไปอยู่ในมือของอาชญากร
เจียงจื้อกังตอบว่า “คณะครูในโรงเรียนเรียกประชุมฉุกเฉิน ลุงยามหน้าห้องรับรองบอกว่ามีชายคนหนึ่งปรากฏตัวที่หน้าประตูโรงเรียนช่วงพักเที่ยง ตอนนั้นนักเรียนคนอื่น ๆ ต่างกลับบ้านไปกินอาหารกลางวัน เถี่ยตันอาจถูกหลิวไคซานพาไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ ข้างนอก พอฉันเล่าให้ครูของเถี่ยตันฟังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของหลิวไคซานกับเถี่ยตัน ครูที่โรงเรียนจึงบอกให้เราตามหาหลิวไคซานให้เร็วที่สุด”
กู้หนานช่วยเช็ดน้ำตาให้หวังชุ่ยผิง รอให้เธอกลับมามีสติแล้วถามว่า “พี่มีหมายเลขโทรศัพท์ของหัวหน้าหมู่บ้านในบ้านเกิดของหลิวไคซานไหมคะ ตอนเข้ามาในเมืองแรก ๆ พี่ติดต่อกับย่าของเถี่ยตันยังไง”
หวังชุ่ยผิงสะอื้นไห้ “หมู่บ้านของพวกเขาไม่มีโทรศัพท์ เราอาศัยโทรไปที่หมู่บ้านอื่น นัดหมายกับผู้คนในหมู่บ้านนั้น แล้วนำข้อความไปบอกย่าของเถี่ยตัน สมัยฉันอยู่ที่บ้านเกิดของเขาก็ติดต่อกับหลิวไคซานด้วยวิธีนี้ แต่หลิวไคซานโทรกลับมาไม่บ่อยนัก สองเดือนเขียนจดหมายส่งมาให้พวกเราที”
กู้หนานและคนอื่น ๆ ฟังคำบอกเล่าของหวังชุ่ยผิงแล้ว ก็ยิ่งรู้สึกเห็นอกเห็นใจเธอมากยิ่งขึ้น
ดีแค่ไหนแล้วที่เธอสามารถยุติความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากับการแต่งงานที่เกิดขึ้นแค่ในนามเท่านั้น
หวังชุ่ยผิงรู้สึกกระวนกระวายใจมาก เธอผุดลุกขึ้น พูดกับพี่ใหญ่หวังว่า “ไปกันเถอะ พี่ใหญ่ ซื้อตั๋วรถไฟกลับบ้านเกิดของเรากัน ฉันทนรอไม่ไหวแล้ว”
“อย่ารีบร้อนไป”
พี่ใหญ่หวังคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นมองไปที่กู้หนานแล้วพูดว่า “เสี่ยวกู้ ฉันขอยืมโทรศัพท์ของคุณหน่อยสิ จะได้โทรหาน้องรองของฉัน”
เขาค้นสมุดโทรศัพท์ในกระเป๋าพลางปลอบหวังชุ่ยผิงว่า “ชุ่ยผิง ไม่ต้องกังวล พี่จะโทรหาเจ้ารอง ขอให้เขาช่วยพาคนไปเฝ้าตรงทางเข้าหมู่บ้านหลิวเจียตลอดทั้งคืน ดีกว่าเราหุนหันพลันแล่นไปที่หมู่บ้านหลิวเจียตอนนี้ ตราบใดที่หลิวไคซานโผล่หน้ากลับไปที่หมู่บ้าน พวกเขาจะได้ขวางไว้ตรงทางเข้าหมู่บ้านทันที”
“พี่ใหญ่ นี่เป็นความคิดที่ดีมาก รีบโทรกลับไปที่บ้านเกิดเราเร็วเข้า”
พี่ใหญ่หวังโทรเข้าเบอร์ของหัวหน้าหมู่บ้าน รอให้น้องชายคนรองมารับสาย ก่อนจะอธิบายสถานการณ์ให้ฟัง
พี่ชายคนรองของหวังชุ่ยผิงลังเลเมื่อได้ยินแบบนั้น
ถึงอย่างไรหลิวไคซานก็ได้เป็นหมออยู่ในเมือง เขาเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน เขาไม่กล้าพาคนไปดักรอที่หน้าหมู่บ้านหลิวเจียเพื่อสกัดกั้นหลิวไคซาน
สองพี่น้องตระกูลหวังนั้นมีนิสัยตรงกันข้าม พี่รองของบ้านเป็นคนหัวอ่อนกว่า
“เจ้ารอง น้องสาวเราสองคนถูกไอ้เลวนั่นนอกใจ ตอนนี้แม้แต่หลานชายเราก็โดนไอ้คนแซ่หลิวพรากไปด้วย นายยังมัวทำตัวขี้ขลาดอยู่อีกหรือ หลิวไคซานโดนไล่ออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาไม่ใช่ความภาคภูมิใจของหมู่บ้านหลิวเจียอีกต่อไป แต่เป็นความอัปยศอดสูของหมู่บ้านต่างหาก”
พี่ใหญ่หวังโกรธมากเมื่อเห็นว่าน้องรองของเขายังคงพูดถึงหลิวไคซานด้วยน้ำเสียงที่แสดงความเคารพนับถือ
ตอนนั้น ถ้าพ่อแม่ของเขาไม่เห็นแก่อาชีพที่มั่นคงของหลิวไคซาน หรือคิดว่าการให้ลูกสาวไปแต่งงานเป็นหนูตกถังข้าวสารในเมืองถือเป็นการให้เกียรติบรรพบุรุษ น้องสาวของเขาคงไม่ต้องเจ็บปวดมากขนาดนี้
พี่ใหญ่หวังระบายความโกรธผ่านทางโทรศัพท์แบบนั้น พี่รองหวังที่อยู่ในบ้านเกิดก็หวาดกลัวเล็กน้อย [พี่ใหญ่ ค่อยพูดค่อยจากันสิ]
“ค่อยพูดค่อยจา? ผู้ชายคนนั้นลักพาตัวหลานฉันไปนะ นายยังจะให้ฉันพูดภาษาดอกไม้อีกหรือไง ชุ่ยผิงเลี้ยงดูเถี่ยตันด้วยตัวคนเดียวมาโดยตลอด ไอ้คนแซ่หลิวมีสิทธิ์อะไรถึงพาเขาไปโดยไม่บอกไม่กล่าว นายรีบไปหาคนมาขวางเขาเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าเขาพาเถี่ยตันไปซ่อนอีก คราวนี้คงตามหากันยากแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าหลิวไคซานโดนโรงพยาบาลไล่ออกแล้ว พี่รองหวังก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น เขาตอบกลับว่า “เข้าใจแล้ว ฉันจะขอให้ลูกพี่ลูกน้องของเราที่หมู่บ้านหลิวเจียไปดักรอพวกเขาเอง”
ครอบครัวบ้านเกิดของหวังชุ่ยผิงอยู่ในเมืองเดียวกับครอบครัวของหลิวไคซาน แต่อยู่ไกลกันคนละหมู่บ้าน
พี่ใหญ่หวังทำธุรกิจเขียงหมู ต้องออกไปตั้งแผงขายเนื้อในตลาด เขาจึงย้ายออกจากหมู่บ้านไปลงหลักปักฐานอยู่ในตัวเมือง ต่างจากพี่รองหวังที่ยังอยู่ในหมู่บ้านคอยดูแลพ่อแม่ผู้ชรา
แต่พี่รองหวังมีบุคลิกอ่อนแอกว่า พูดจาโผงผางไม่เก่งเท่าพี่ใหญ่หวัง
กู้หนานและลู่ฮ่าวต่างรู้สึกประทับใจและอิจฉาท่าทีที่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวในการแก้ปัญหาเพื่อปกป้องน้องสาวของพี่ใหญ่หวัง
พวกเขาต่างก็เป็นเด็กที่ขาดความอบอุ่นกันทั้งคู่ ทั้งสองไม่เคยรู้สึกอุ่นใจแบบนี้มาก่อนเลย
“จากหลันเฉิง ต้องใช้เวลาเดินทางนานแค่ไหนไปยังเมืองของคุณ?” ลู่ฮ่าวถาม
พี่ใหญ่หวังคำนวณคร่าว ๆ ก่อนจะตอบกลับ “ถ้านั่งรถไฟ ต้องใช้เวลาเจ็ดชั่วโมงในการเดินทาง ตอนที่ฉันนั่งมาลงที่นี่รถไฟช้าหน่อย ใช้เวลามากกว่าแปดชั่วโมง”
พี่ใหญ่หวังขึ้นรถไฟมาที่หลันเฉิงอยู่บ่อย ๆ เขาคุ้นเคยกับตารางเดินรถทั้งขาไปและขากลับเป็นอย่างดี ทันใดนั้นเขาก็โพล่งขึ้นด้วยความตกใจว่า “รอบรถไฟกลับบ้านเกิดจะออกจากชานชาลาตอนบ่ายโมงสี่สิบ ถ้าคนแซ่หลิวพาเถี่ยตันกลับบ้านเกิดจริง ๆ ตอนนี้พวกเขาคงอยู่บนรถไฟแล้ว”
ลู่ฮ่าวเหลือบมองนาฬิกาข้อมือและเริ่มนับเวลา “ถ้าใช้เวลาเจ็ดชั่วโมงในการนั่งรถไฟจากหลันเฉิงไปยังเมืองบ้านเกิดของเขา รถไฟออกตอนบ่ายโมงสี่สิบ คาดคะเนจากความชันตอนรถไฟไต่เขา ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเขาควรไปถึงหมู่บ้านประมาณสี่ทุ่ม พี่รองหวังต้องรีบไปสกัดเขา แต่ทางเรายังพอมีเวลารอฟังข่าวจากทางนั้นก่อน ถ้าพี่รองหวังหยุดเขาไว้ไม่ได้ เราค่อยโทรเรียกตำรวจ”
หลังจากได้ยินการวางแผนของลู่ฮ่าว ในที่สุดหวังชุ่ยผิงก็ปรับอารมณ์กลับมาคงที่ได้แล้ว
“ขอบคุณทุกคนมาก ได้ยินคุณพูดแบบนั้น ฉันรู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมแล้ว”
เจียงจื้อกังจับมือเธอเป็นการปลอบโยน “อย่ากังวลเลยนะ เราต้องหาเขาเจอแน่ ๆ ถ้าคุณจะกลับบ้านเกิดจริง ๆ พรุ่งนี้เช้าผมก็จะไปพาเด็กกลับมากับคุณ”