เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 642 เกือบหลุดปาก
บทที่ 642 เกือบหลุดปาก
เนี่ยอวี้ฮว๋ายิ้มพลางพูดว่า “คุณหญิงซุน ซุนเฉิงกับลูกชายฉันเป็นสหายพี่น้องที่ดีต่อกันค่ะ ลูกชายของฉันชื่อกู้ย่าฮุย เป็นสามีของรั่วหลิน เขาเป็นหมอศัลยกรรมกระดูกประจำโรงพยาบาลหลันเฉิง”
“จริงหรือ? เสี่ยวเฉิงกับลูกชายคุณสนิทกันหรือคะ?”
คุณหญิงซุนรู้สึกลึกลับซับซ้อนยิ่งขึ้นไปใหญ่
หนุ่มสาวสมัยนี้ช่างใจกว้างกันดีจริง ๆ
ถ้าเป็นในยุคสมัยของเธอกับสามีแล้ว เวลาเจอหน้าคนรักเก่าความสัมพันธ์คงไม่พ้นหึงหวง
เนี่ยอวี้ฮว๋าพยักหน้า “ใช่ค่ะ พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันพอสมควรเลย”
เนี่ยอวี้ฮว๋าเป็นสาวสังคม สามารถพูดคุยกับใครก็ได้ เธอมีความกระตือรือร้นสูงมากเมื่อเผชิญหน้ากับคุณหญิงซุนที่มาจากแดนไกล เพราะอยากให้ผู้คนจากกั่งเฉิงประทับใจชาวเมืองหลันเฉิง
เมื่อเห็นความกระตือรือร้นของเนี่ยอวี้ฮว๋า คุณหญิงซุนก็ถามคำตอบคำอย่างระมัดระวัง
เธอยังทำใจไม่ค่อยได้กับความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างของหนุ่มสาวในยุคนี้
เนี่ยอวี้ฮว๋าสังเกตว่าคุณหญิงซุนดูไม่ค่อยเต็มใจที่จะสนทนากับเธอเท่าไหร่ จึงมองไปที่เวิงอิ่งแล้วพูดด้วยความกังวลว่า
“เสี่ยวอิ่ง ผิวพรรณของเธอดีวันดีคืนเลยนะ ดูกระปรี้กระเปร่ามากกว่าครั้งล่าสุดที่เราเจอกันซะอีก ตอนนี้สุขภาพเธอคงดีขึ้นมากแล้วใช่ไหม?”
เมื่อเวิงอิ่งได้ยินเนี่ยอวี้ฮว๋าถามไถ่เกี่ยวกับสุขภาพร่างกายของเธอ สีหน้าก็เริ่มตึงเครียดขึ้นมา ท่าทางดูไม่เป็นธรรมชาติอีกต่อไป “คุณป้าเนี่ย สุขภาพของฉันแข็งแรงดีค่ะ”
“อย่าลืมพักผ่อนให้มาก เชื่อฟังคำแนะนำของหมอเข้าไว้ อาการจะได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ” เนี่ยอวี้ฮว๋ายังคงกำชับด้วยความเป็นห่วง
“คุณป้าเนี่ย ฉันสบายดีจริง ๆ ค่ะ”
ร่างกายของเวิงอิ่งที่จากเดิมก็เกร็งอยู่แล้วยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ หญิงสาวได้แต่ตอบกลับด้วยเสียงสั่นเทา
เธอกลัวเหลือเกินว่าเนี่ยอวี้ฮว๋าจะหลุดปากเปิดเผยสภาพร่างกายในปัจจุบันของเธอ
“เสี่ยวอิ่งไม่สบายอยู่หรือ?” คุณหญิงซุนมองไปที่เวิงอิ่ง ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
เวิงอิ่งตัวแข็งทื่อยิ่งกว่าเดิม “คะ?”
เนี่ยอวี้ฮว๋าเป็นคนมีไหวพริบ เมื่อสังเกตการแสดงออกของเวิงอิ่งที่มีต่อคำถามของคุณหญิงซุน เธอก็ตอบสนองทันที
เนี่ยอวี้ฮว๋าพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เปล่าค่ะ เสี่ยวอิ่งเป็นนักเขียนไม่ใช่หรือ นักเขียนส่วนใหญ่ต่างก็เข้านอนดึกเพื่อเร่งเขียนต้นฉบับ บางคนถึงกับประจำเดือนผิดปกติ ลูกพี่ลูกน้องของย่าฮุยที่เป็นหมอเคยตรวจดู ปรากฏว่าเธอเองก็มีภาวะสุ่มเสี่ยงเหมือนกัน ฉันเลยรู้สึกเป็นห่วงเธอค่ะ”
คุณหญิงซุนพยักหน้าเมื่อได้ยินอย่างนั้น “การรังสรรค์งานเขียนเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยมาก ต้องอาศัยการจัดสรรเวลาพักผ่อนควบคู่ไปกับการทำงานให้เหมาะพอดี”
“เข้าใจแล้วค่ะคุณป้า” เวิงอิ่งถอนหายใจออกด้วยความโล่งอก เมื่อกี้นี้เธอเกือบทำใจไว้แล้วเชียวว่าความจริงอาจถูกเปิดเผย
เนี่ยอวี้ฮว๋ากินเถียนเปยจื่อพลางพูดคุยกับคุณหญิงซุนไปด้วย “คุณหญิงซุน คุณมาที่หลันเฉิงเป็นครั้งแรกหรือเปล่าคะ?”
“ใช่ค่ะ เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่นี่”
เนี่ยอวี้ฮว๋าขายตรงกับเธอทันที “ฉันจะบอกอะไรให้ หลันเฉิงเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสืบทอดมาอย่างยาวนาน มีจุดชมวิวเลื่องชื่อ และมีอาหารอร่อยมากมาย ลองอยู่ต่ออีกสองสามวันสิคะ จะได้เที่ยวสำรวจให้ทั่ว”
คุณหญิงซุนตอบว่า “สามีฉันมาที่นี่ด้วยเรื่องงาน ก็เลยต้องติดตามเขาทั้งขาไปและขากลับ ถ้าเป็นไปได้ฉันเองก็หวังว่าจะได้อยู่ต่ออีกสักสองสามวันเหมือนกันค่ะ”
ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักวัฒนธรรม เนี่ยอวี้ฮว๋ารู้สึกเสมอว่าการต้อนรับแขกต่างเมืองเป็นภารกิจของตัวเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่ชาวต่างชาติมาเยือนหลันเฉิง เธอก็มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการประชาสัมพันธ์เมืองหลันเฉิงในภาพลักษณ์ที่สวยงามให้กับพวกเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับภรรยาเจ้าของบริษัทใหญ่อย่างคุณหญิงซุน ควรโน้มน้าวอีกฝ่ายเผื่อจะได้สนใจลงทุนที่นี่
ขณะที่คุณป้าทั้งสองกำลังสนทนากัน โทรศัพท์ของเวิงอิ่งก็มีสายเรียกเข้า
“สวัสดีค่ะ”
[ฉันบรรณาธิการกู้ของสำนักพิมพ์ที่คุณสังกัดอยู่นะคะ ฉันมีเรื่องอยากนัดคุณเข้ามาคุยที่สำนักงานหน่อย ตอนนี้ว่างอยู่หรือเปล่าคะ?]
เวิงอิ่งจำเสียงของอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ เธอนิ่งไปหลายวินาทีกว่าจะรับรู้ถึงเจตนาของอีกฝ่าย
เธอมองไปทางคุณหญิงซุนและคุณป้าเนี่ยซึ่งกำลังคุยกันอย่างมีความสุข แล้วเลื่อนสายตาไปมองเฉินรั่วหลินที่กำลังกินอาหารอยู่เงียบ ๆ ตอบกลับด้วยความลำบากใจว่า
“ขอเป็นวันพรุ่งนี้ได้ไหมคะ? ตอนนี้ฉันติดธุระ”
[ปลีกตัวออกมาตอนนี้ไม่ได้หรือคะ?] คนที่อยู่ปลายสายถาม
“ใช่ค่ะ ตอนนี้ฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ ไว้วันพรุ่งนี้ฉันจะเข้าไปนะคะ”
เวิงอิ่งตัดบทวางสาย คุณหญิงซุนถามด้วยความเป็นห่วง “เสี่ยวอิ่ง มีอะไรหรือ? มีใครตามงานหรือเปล่า?”
เวิ่งยิ่งยิ้ม “ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า การเดินเลือกซื้อของเป็นเพื่อนคุณในวันนี้สำคัญกว่า”
“ถ้างานยุ่งก็รีบกลับไปจัดการเถอะ อย่าทิ้งงานเพื่อฉันเลย”
“ไม่เป็นไรจริง ๆ ค่ะ พรุ่งนี้ค่อยกลับไปจัดการก็ได้”
เวิงอิ่งต้องเดินดูของกับคุณหญิงซุนตลอดทั้งวัน แต่เธอไม่สามารถเดินติดต่อกันเป็นเวลานานได้ เธอว่าจะหาข้ออ้างเพื่อปลีกตัวกลับทันทีที่ได้รับสายความช่วยเหลือจากกู้หนาน
แต่ตอนนี้เธอนั่งอยู่ในร้านอาหารด้านนอก พูดคุยไปพลางกินเถียนเปยจื่อไปพลางโดยปราศจากความเครียด ไม่เหนื่อยเลยสักนิด
นอกจากนี้ยังเจอกับเนี่ยอวี้ฮว๋าและเฉินรั่วหลินโดยบังเอิญ เธอไม่ควรทิ้งให้คุณหญิงซุนอยู่ตามลำพังกับพวกเธออย่างไร้เหตุผล
คุณหญิงซุนก็รู้สึกสะเทือนใจเช่นกันเมื่อเห็นว่าเวิ่งอิงถึงกับลางานเพื่อมาอยู่กับเธอ
เมื่อเห็นว่าเวิงอิ่งและเฉินรั่วหลินเหมือนจะเข้ากันได้ดี ในที่สุดเธอก็ถอนหายใจออกด้วยความโล่งอก
ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
“เสี่ยวอิ่ง เธอรู้จักกับรั่วหลินมานานแค่ไหนแล้ว?” คุณหญิงซุนมองไปที่สาวสวยทั้งสองแล้วถามด้วยรอยยิ้ม
เวิงอิ่งตอบว่า “ไม่นานนี้เองค่ะคุณป้า”
เนี่ยอวี้ฮว๋าสังเกตเห็นความกังวลใจและการซ่อนเร้นความจริงของเวิงอิ่งอีกครั้ง จึงรีบช่วยอธิบายพลางยิ้มแย้ม “เคยมีคนบอกว่าผู้คนได้สานสัมพันธ์กันเพราะโชคชะตา คนหนุ่มสาวเหล่านี้ต่างก็ได้รู้จักกันผ่านลูกพี่ลูกน้องของย่าฮุยทั้งนั้นค่ะ”
“เสี่ยวเฉิงของฉันเคยบอกว่าเขาเพิ่งตามจีบเสี่ยวอิ่งสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้ ฉันเลยเดาว่าเสี่ยวอิ่งกับรั่วหลินก็น่าจะรู้จักกันได้ไม่นาน ที่แท้พวกเธอก็รู้จักกันก่อนแล้วเพราะคนอื่นนี่เอง”
“คุณหญิงซุน ลูกชายคุณโชคดีมากที่ได้คบหากับคนรักสาวอย่างเสี่ยวอิ่ง เธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์มาก หนังสือของเธอที่เพิ่งตีพิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า นักวิจารณ์จากทุกสาขาอาชีพต่างก็ประเมินคุณค่าเธอไว้สูงมากเช่นเดียวกัน ฉันทำงานอยู่ในสำนักวัฒนธรรม เลยพอรู้เกี่ยวกับข้อมูลพวกนี้อยู่บ้าง เห็นว่านิยายของเธอได้ผลตอบรับที่ดีมาก ๆ การมีพรสวรรค์ขนาดนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย ในอนาคตยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
เนี่ยอวี้ฮว๋าชื่นชมเวิงอิ่งอย่างกระตือรือร้น “เสี่ยวอิ่ง หัวหน้าสำนักวัฒนธรรมของเราได้ยินว่าฉันรู้จักคุณ ก็เลยมอบหมายให้ฉันช่วยติดต่อเป็นแม่สื่อ ให้คุณเข้าไปที่สำนักงานวัฒนธรรมของเราเพื่อร่วมการประชุมแลกเปลี่ยนด้วยแหละ”
เวิงอิ่งรู้ว่าเนี่ยอวี้ฮว๋าจงใจยกย่องสถานะของเธอเมื่ออยู่ต่อหน้าคุณหญิงซุน เธอรู้สึกซาบซึ้งอยู่ในใจ ตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า “คุณป้าเนี่ย ขอบคุณสำหรับคำแนะนำของคุณนะคะ ฉันยินดีเข้าร่วมประชุมค่ะ”
เมื่อหัวข้อวกกลับมาพูดถึงหนังสือของเวิงอิ่งอีกครั้ง คุณหญิงซุนก็เริ่มพูดพล่ามบ้าง “ฉันเป็นคนรักหนังสือของเสี่ยวอิ่งเหมือนกัน เคยอ่านนิยายของเธอเมื่อนานมาแล้ว เพื่อน ๆ และน้องสาวของฉันชอบงานเขียนของเธอมาก พอรู้ว่าฉันมาที่นี่ พวกเธอก็หอบหนังสือมาให้ฉันหลายเล่ม หวังว่าจะขอลายเซ็นจากผู้เขียน”
เนี่ยอวี้ฮว๋าสนับสนุนทันที “งั้นคุณต้องรีบให้เสี่ยวอิ่งเซ็นตั้งแต่ตอนนี้แล้วล่ะ อีกหน่อยเธออาจจะกลายเป็นนักเขียนชื่อดัง ลายเซ็นจะกลายเป็นของหายาก”
เฉินรั่วหลินบอกว่าเธอรู้สึกมวนท้องเล็กน้อยหลังจากกินเถียนเปยจื่อ และต้องการเข้าห้องน้ำ ดังนั้นเวิงอิ่งจึงอาสาพาเธอไปเข้าห้องน้ำสาธารณะนอกร้าน
ทันทีที่หญิงสาวทั้งสองออกไป เนี่ยอวี้ฮว๋าก็คว้ามือคุณหญิงซุนจับไว้แน่น มองไปทางประตู แล้วพูดด้วยน้ำเสียงลึกลับว่า
“คุณหญิงซุน คุณต้องยุซุนเฉิงให้แสดงออกมากขึ้นนะคะ ผู้หญิงที่ทั้งสวยทั้งเพียบพร้อมแบบนี้ น่ากลัวว่าจะถูกคนอื่นแย่งไปสักวัน”
“แย่งหรือ?”
“ใช่ค่ะ ตอนนี้เสี่ยวอิ่งเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในวงการวรรณกรรม” เนี่ยอวี้ฮว๋าแนะนำคุณหญิงซุน “ในฐานะผู้ใหญ่ เราควรกระตุ้นไม่ให้ลูก ๆ ปล่อยโอกาสหลุดมือไป ตอนที่ย่าฮุยของฉันตามจีบรั่วหลิน ฉันก็เคยสนับสนุนเขาอยู่เบื้องหลัง กว่าจะวางใจได้ก็คือตอนที่พวกเขาทั้งคู่แต่งงานกันแล้ว ถ้าคุณเผลอหย่อนยานลงสักนิด ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมแบบนี้อาจหลุดมือจนกลายเป็นของคนอื่นก็ได้นะคะ”
เนี่ยอวี้ฮว๋าพูดอย่างจริงจังต่อไป “เสี่ยวอิ่งเป็นผู้หญิงที่มีพรสวรรค์ นักเขียนรายใหญ่ทุกคนในวงการเดียวกันต่างก็รู้จักเธอ ต้องมีคนจำนวนมากที่แนะนำเธอให้รู้จัก อย่าปล่อยให้คนอื่นมีโอกาสเข้ามาแข่งขันกับลูกชายคุณเชียว”
หลังจากได้ยินเธอพูดแบบนั้น คุณหญิงซุนก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “คุณเนี่ยคุณพูดถูกทุกอย่าง”
คิดถูกแล้วจริง ๆ ที่ตัดสินใจชวนเวิงอิ่งออกมาช้อปปิ้งเพื่อกระชับความสัมพันธ์วันนี้