เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 636 ให้พี่ฮ่าวช่วยตัดสิน
บทที่ 636 ให้พี่ฮ่าวช่วยตัดสิน
หลังจากกลับถึงบ้าน กู้หนานเห็นว่าประตูที่อยู่ฝั่งตรงข้ามปิดแน่น ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวใด ๆ เล็ดลอดออกมา ทำให้ไม่รู้ว่าหวังชุ่ยผิงกับคนอื่น ๆ อยู่ในบ้านหรือไม่ แล้วเจียงจื้อกังเข้ากับพี่ชายภรรยาได้หรือเปล่า
ลู่ฮ่าวกำลังจะเปิดประตู กู้หนานมองไปที่ประตูฝั่งตรงข้ามแล้วพูดว่า “ฉันควรไปเคาะประตูเพื่อดูพี่ชายหน่อยดีไหม ไม่รู้ว่าเขาจะรับมือกับลุงของเถี่ยตันได้หรือเปล่า”
“คุณลองไปดูสิ”
ยังไม่ทันที่กู้หนานจะเคาะประตู ประตูฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก
หวังชุ่ยผิงโผล่หน้าออกมา “หนานหน่าน กลับมาแล้วหรือ?”
“พี่ไม่ได้ออกไปข้างนอกหรอกหรือ?” กู้หนานถาม
หวังชุ่ยผิงตอบกลับ “พี่ชายฉันกับจื้อกังดื่มหนักไปหน่อย เมาหลับไปแล้วล่ะ”
“เขาไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจพี่ชายฉันใช่ไหม?” ถ้าเธอบอกว่าดื่มหนักจนเมาพับไปทั้งคู่แบบนั้นก็ไม่น่าจะเป็นอะไรหรอกมั้ง
หวังชุ่ยผิงพูดอย่างร่าเริงว่า “ไม่เลย พี่ชายฉันชอบจื้อกังมาก”
“จริงหรือ?”
ดูจากท่าทางเมื่อเช้า พี่ใหญ่หวังดูไม่เหมือนจะถูกชะตากับเจียงจื้อกังง่าย ๆ แต่ตอนหลังกลับเข้ากับเขาได้ดีซะอย่างนั้น
หวังชุ่ยผิงอธิบายว่า “จื้อกังเข้าครัวทำบะหมี่ให้เขาน่ะสิ ทันใดนั้นพี่ชายของฉันก็เปลี่ยนความคิดที่มีต่อเขาทันที พี่ชายฉันชอบผู้ชายที่ลงมือทำมากกว่ามีดีแค่ลมปาก จื้อกังขยันทำงานและเป็นคนติดดิน พี่ชายฉันเลยพอใจในตัวเขามาก”
เมื่อได้ยินสิ่งที่หวังชุ่ยผิงพูด กู้หนานก็รู้สึกโล่งใจ “โอ้ ดีแล้วล่ะ ในเมื่อพวกเขาดื่มกันหนักขนาดนี้ ตอนเย็นก็ไม่ต้องออกไปกินข้าวนอกบ้านหรอก จะได้ถือโอกาสพักผ่อนด้วย”
หลังจากเข้าไปในห้องแล้ว ลู่ฮ่าวก็เปิดทีวีดู ในที่สุดทั้งสองก็ได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดอันแสนผ่อนคลายอยู่ที่บ้าน แต่พวกเขานั่งลงได้ไม่นาน ก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยสองเสียงดังขึ้นมาจากทางเดินชั้นบน
อาคารหลังนี้เก่าและมีขนาดเล็ก จึงได้ยินการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นด้านนอกได้อย่างชัดเจน
เมื่อได้ยินเสียงที่ดังมากจากข้างนอก คิ้วของลู่ฮ่าวก็กระตุกเล็กน้อย
คนพวกนี้ ใจคอจะไม่ปล่อยให้เขาได้พักเลยหรือไง
“ดูเหมือนว่าลูกพี่ลูกน้องฉันจะมาที่นี่พร้อมกับเฟิงจื่อ?”
กู้หนานพูดยังไม่ทันขาดคำ ก็มีคนมาเคาะประตู
ลู่ฮ่าวที่มีใบหน้ามืดมนลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ แต่ก็เดินไปเปิดประตูให้พวกเขา
ทันทีที่เปิดประตู เขาเห็นชายร่างสูงใหญ่สองคนยืนอยู่ที่หน้าประตู ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วพวกเขาค่อนข้างเคร่งเครียด
ลู่ฮ่าวเหลือบมองพวกเขา ถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง “พวกนายสองคนไปดูบ้านไม่ใช่หรือ? ทำไมยังถ่อสังขารมาที่นี่อีก?”
“พี่ฮ่าว พวกเรามาขอคำปรึกษาจากพี่กับพี่สะใภ้”
ฉินเฟิงเดินกระฟัดกระเฟียดเข้ามาในห้องด้วยความโกรธ กู้ย่าฮุยติดตามเข้ามาทันที
เมื่อเห็นพวกเขาเข้ามาแล้ว กู้หนานก็ถามว่า “พวกนายไปดูบ้านกันมาแล้วหรือยัง?”
ฉินเฟิงตอบว่า “ไปมาแล้ว”
“ได้เรื่องยังไงบ้าง”
ฉินเฟิงตอบว่า “ห้องชุดอยู่ในชุมชนอีกฟากหนึ่งของถนนเจี้ยนเซ่อ ห้องของผมอยู่ที่ชั้นสาม ส่วนห้องของพี่ฮุ่ยอยู่ที่ชั้นหก”
เมื่อได้ยินแบบนั้น กู้ย่าฮุยก็แสดงความไม่เห็นด้วยกับเขาทันที “ได้ยังไงกัน ห้องฉันต่างหากที่อยู่ชั้นสาม”
ฉินเฟิงกลอกตาไปที่กู้ย่าฮุย ก่อนจะบ่นกับลู่ฮ่าวและกู้หนานด้วยความโกรธ “พี่ฮ่าว พี่สะใภ้ ผมอยากให้พวกคุณช่วยตัดสินแทนพวกเราหน่อย ผมกำลังถูกรังแกอยู่ใช่ไหม? ตอนแรกผมกับย่าถิงดูห้องที่ชั้นสามเอาไว้ แต่เขากลับบอกว่าเขาไม่อยากได้ห้องชั้นหกเพราะอยู่สูงเกิน ขี้เกียจเดินขึ้นบันได ก็เลยอยากได้ห้องชั้นสาม แล้วไล่พวกเราไปซื้อห้องที่ชั้นห้า”
กู้หนานถาม “ชั้นอื่น ๆ ไม่มีห้องว่างแล้วหรือ?”
ฉินเฟิงพูดอย่างโกรธ ๆ ว่า “มีสิ แต่อยู่ชั้นเจ็ดชั้นบนสุด สูงกว่าชั้นห้าอีก ผมไม่มีทางซื้อห้องนั้นแน่นอน”
“พวกนายถามความคิดเห็นจากย่าถิงกับรั่วหลินแล้วหรือยัง? การตัดสินใจซื้อบ้านควรขึ้นอยู่กับสามีภรรยาที่เป็นเจ้าของบ้านสิ”
สองคนนี้มาหาพวกเขาถึงบ้านเพื่อขอความคิดเห็นทำไม กลับบ้านไปถามความเห็นจากภรรยาตัวเองไม่ง่ายกว่าหรือ
พอพูดมาถึงตรงนี้ ฉินเฟิงก็ยิ่งโกรธมากขึ้น
“ย่าถิงจะพูดอะไรได้? แค่น้องชายเธออยากได้ห้องชั้นสาม เธอก็ไม่ยอมคัดค้านอะไรแล้ว กลัวว่าถ้าโต้แย้งกันไปจะทำให้พี่น้องขุ่นเคืองใจซะเปล่า”
จากนั้นเขาก็กล่าวเสริมว่า “รั่วหลินก็ตามใจย่าฮุยเหมือนกัน”
ฉินเฟิงกับกู้ย่าฮุยโต้เถียงกันนานแล้วก็ยังตกลงกันไม่ได้สักที เขาจึงทำได้เพียงขอให้ลู่ฮ่าวช่วยออกความคิดเห็น “พี่ฮ่าว พี่สะใภ้ พี่ลองดูเองเถอะ มีคนแบบนี้อยู่ในโลกด้วยหรือ?”
“ฉันหมายตาห้องนั้นไว้ก่อนนายอีก” กู้ย่าฮุยพูดอย่างไม่เต็มใจ
“หมายตาก่อนอะไรกัน เราสองคนต่างก็อยากได้ห้องชั้นสาม ไม่มีใครอยากได้ชั้นหกทั้งนั้นแหละ”
เมื่อเห็นว่าวันนี้ฉินเฟิงซึ่งปกติเป็นคนเจรจาด้วยง่ายกลับดื้อรั้น กู้ย่าฮุยเองก็ไม่อยากยอมแพ้ แต่ไม่สามารถทำตัวแข็งกร้าวได้ ชายหนุ่มจึงโอนอ่อน งัดไพ่ไม้ตายด้านอารมณ์ออกมา “นายเป็นนักธุรกิจ ทำงานหาเงินได้ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ ในอนาคตอีกไม่กี่ปีก็ซื้อบ้านหลังใหม่ได้แล้ว ฉันทำงานประจำได้เงินเดือนตายตัว คิดว่าต้องทำงานอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้บ้านหลังใหม่? แม้แต่บ้านหลังที่อยู่ตอนนี้ยังต้องผ่อนอยู่เลย กว่าจะได้ย้ายคงอีกหลายสิบปีข้างหน้าโน่น”
กู้หนานนึกถึงธุรกิจของฉินเฟิง จากประสบการณ์ในชาติที่แล้วเขาค่อนข้างประสบความสำเร็จมาก เธอจึงเห็นด้วยกับคำพูดของกู้ย่าฮุย “ฉันว่าสิ่งที่พี่ชายพูดก็สมเหตุสมผลนะ คนอย่างนายต้องหาเงินได้จำนวนมากในเวลาไม่นานแน่ ภายในไม่กี่ปีอาจหาซื้อวิลล่าสักหลังได้ด้วยซ้ำ”
ฉินเฟิงอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยเมื่อได้ยินสิ่งที่เธอพูด
ธุรกิจขายส่งสินค้าปลีกของเขาทำกำไรได้มากจริง ๆ
กู้ย่าฮุยพูดอย่างจริงจังว่า “เฟิงจื่อ ใช่ว่าฉันอยากจะแย่งห้องกับนาย แต่เป็นเพราะงานของฉันกินพลังเกินไป ในวันที่มีเคสผ่าตัด บางครั้งฉันต้องยืนเกือบสิบชั่วโมงต่อวันติดต่อกัน นายรู้ไหม บางทีฉันคิดว่าเอวตัวเองหักไปแล้วด้วยซ้ำ ไม่เชื่อก็ลองถามพี่ฮ่าวดูสิ พวกเราต้องอยู่ในห้องผ่าตัดเป็นเวลานานกว่าจะออกมาได้ หลังจากเลิกงานนายยังจะให้ฉันขึ้นบันไดกลับห้องที่อยู่บนชั้นหกอีกหรือ แค่คิดก็รู้สึกไม่อยากกลับบ้านแล้ว ถ้านายยังยืนกรานว่าจะซื้อห้องชั้นสาม ถ้าอย่างนั้นฉันก็ไม่ซื้อบ้านที่เดียวกับนายแล้ว ค่อยเก็บเงินไปซื้อบ้านในซอยเอา”
กู้ย่าฮุยเห็นว่าแต่ละวันฉินเฟิงเดินเตร็ดเตร่ตลอดทั้งวันอย่างสบาย ๆ หลังจากกลับบ้านเขายังมีพลังเหลือล้นพอจะขึ้นบันไดไปยังชั้นหกได้ แตกต่างจากหมอศัลยกรรมกระดูกอย่างเขาที่แทบแบกสังขารขึ้นไปไม่ไหว
ระหว่างการผ่าตัด เขาต้องสับเปลี่ยนใช้มีดและอุปกรณ์ทุกชนิด อาศัยความแข็งแรงของร่างกายสูงมาก เรียกว่ากลับบ้านด้วยความเหนื่อยล้าทุกวัน
รายได้ก็ไม่มากเท่ากับธุรกิจค้าปลีกของอีกฝ่าย ถ้าเขาต้องอาศัยอยู่บนชั้นหกอีก แค่คิดถึงมันก็ไม่อยากกลับบ้านแล้ว
ลู่ฮ่าวบอกว่า “ซื้อบ้านในซอยก็ดี อย่างน้อยสภาพแวดล้อมก็กว้างขวาง”
“ฟังดูดีนี่ แม้แต่นายก็เข้าข้างเขาเรอะ”
พอกู้ย่าฮุยบ่นอุบ ความตั้งใจของฉินเฟิงก็เริ่มสั่นคลอน
เขาครุ่นคิดอยู่สองสามวินาที จากนั้นก็ขอตัว “ฉันขอโทรหาย่าถิงหน่อย”
ฉินเฟิงกดโทรหากู้ย่าถิง เขากระแอมเบา ๆ ก่อนจะขอความคิดเห็นจากเธอ “ย่าถิง คุณจะว่ายังไงถ้าผมยกห้องชั้นสามให้ย่าฮุย ส่วนเราสองคนไปอยู่บนห้องชั้นหก”
[ฉันอยู่ห้องไหนก็ได้] กู้ย่าถิงเหลือบมองไปที่พ่อแม่ตัวเอง รวมถึงเฉินรั่วหลินที่อยู่ข้าง ๆ แล้วพูดต่อ
[ตามนั้นเลย ยกห้องชั้นสามให้พวกเขาเถอะ]
กู้ย่าถิงสนับสนุนความคิดสามี จากนั้นก็กดวางสาย
เนี่ยอวี้ฮว๋าถามว่า “ในที่สุดเฟิงจื่อก็ยอมประนีประนอมแล้วหรือ?”
กู้ย่าถิงตอบกลับ “เฟิงจื่อบอกว่าเขาจะยกห้องชั้นสามให้ย่าฮุยค่ะ”
“พี่เขยคนนี้ อย่างน้อยก็ยังคำนึงถึงสวัสดิภาพของน้องเขยตัวเอง”
เฉินรั่วหลินพูดด้วยความลำบากใจ “พี่สะใภ้ อย่าเห็นแก่ย่าฮุยเลยค่ะ เราสองคนสามารถอาศัยอยู่ที่ชั้นหกได้ ไม่ต้องยกห้องที่หมายตาให้เราหรอก”
“ไม่เป็นไร พวกเราอยู่ชั้นหกได้”
เมื่อกี้นี้ทั้งกู้ย่าฮุยและฉินเฟิงโต้เถียงไม่ประนีประนอมกันท่าเดียว แม้แต่กู้ฉางอันและเนี่ยอวี้ฮว๋าก็ไม่สามารถออกความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้มากนัก ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเขาก็มีทั้งลูกเขยและลูกสะใภ้ ทำให้บรรยากาศภายในครอบครัวแตกต่างจากเมื่อก่อน ในฐานะผู้ใหญ่พวกเขาไม่ควรปล่อยให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าพวกเขาเป็นคนนอก
เนี่ยอวี้ฮว๋าพูดกับเฉินรั่วหลินว่า “รั่วหลิน ฝากดูแลย่าฮุยด้วยนะ ต่อจากนี้ไปพวกเธอทั้งหมดจะได้ย้ายมาอยู่เป็นเพื่อนบ้านกันและกัน อย่าปล่อยให้เขารังแกเฟิงจื่อจนเกินไป เมื่อก่อนสมัยพวกเขาอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะงานซักผ้าทำกับข้าว เฟิงจื่อเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด”
เฉินรั่วหลินตอบกลับ “แม่คะ อาจเป็นเพราะก่อนหน้านี้พี่เขยไม่ได้ทำงานหาเงิน ค่าครองชีพทั้งหมดย่าฮุยก็เป็นคนออกให้ ก็เลยถือโอกาสไหว้วานให้พี่เขยช่วยทำงานบ้าน ย่าฮุยเขาไม่เคยชอบทำอะไรแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว เขาบอกว่าในเมื่ออยู่ด้วยกัน ถ้าเขาออกเงิน พี่เขยก็ควรเป็นฝ่ายทำงานบ้าน”
เฉินรั่วหลินพยายามปกป้องกู้ย่าฮุย
ตัดภาพมาที่ห้อง ฉินเฟิงวางสาย มองไปที่กู้ย่าฮุยด้วยความโกรธ “ย่าถิงบอกว่าจะยกห้องชั้นสามให้”
“พี่สาวยังใจดีกับฉันเสมอเลย”
ฉินเฟิงมองไปที่กู้ย่าฮุยที่กำลังทำหน้ามีความสุขเนื่องจากได้รับชัยชนะ สายตายังเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
กู้ย่าฮุยเอื้อมมือไปโอบไหล่เขาไว้ทันที
“เฟิงจื่อ อย่ามองฉันด้วยสีหน้าแบบนี้สิ นายกับพี่สาวสภาพร่างกายออกจะแข็งแกร่ง ไม่เห็นต้องกลัวการขึ้นชั้นหกเลย อีกไม่กี่ปีเดี๋ยวนายก็ได้เงินไปซื้อบ้านหลังใหม่แล้ว คิดซะว่าตอนนี้เป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน”
“นายเรียกฉันว่าอะไรนะ?” ฉินเฟิงมองเขาด้วยดวงตาถมึงทึง
กู้ย่าฮุยพูดย้ำอีกครั้ง “เฟิงจื่อ”
“ไม่ต้องมาคุยกับฉัน” ฉินเฟิงผลักเขาออกไป ก่อนจะหันหลังให้ทันทีที่พูดแบบนั้น
การแสดงออกของกู้ย่าฮุยเปลี่ยนเป็นตกตะลึงเล็กน้อย ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรบางอย่างได้อย่างรวดเร็ว รีบเปลี่ยนไปเรียก ‘พี่เขย’ ทันที
ฉินเฟิงยิ้มด้วยความยินดีทันใด ทำหน้าภาคภูมิใจ “หวังว่าอีกหน่อยจะไม่เปลี่ยนคำเรียกอีกนะ”
“ไม่ต้องห่วง พี่เขยใจกว้างกับฉันมากขนาดนี้ ฉันจะเรียกนายว่าพี่เขยวันละสิบครั้งแน่นอน”
ทั้งสองโอบไหล่กันอย่างสนิทสนมกลมกลืนประหนึ่งไม่เคยทะเลาะกัน
ตอนแรกพวกเขาตั้งใจมาหาลู่ฮ่าวเพื่อขอให้เขาช่วยออกความเห็น แต่ก่อนที่ลู่ฮ่าวจะได้พูดอะไร พวกเขาต่างก็แก้ปัญหาด้วยตัวเองได้แล้ว
ลู่ฮ่าวเริ่มออกปากไล่ “ในเมื่อพวกนายตกลงกันได้แล้ว งั้นก็กลับไปซะ”