เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 637 ย้ายออก
บทที่ 637 ย้ายออก
หลังจากตกลงกับกู้ย่าฮุยได้แล้ว ฉินเฟิงก็วางแผนที่จะออกไป แต่เมื่อเขาเปิดประตู ก็เกือบชนเข้ากับหวังชุ่ยผิงซึ่งกำลังจะเคาะประตูพอดี
หวังชุ่ยผิงถือกะละมังอยู่ในมือ มีขาหมูและเนื้อหมูจำนวนหนึ่งอยู่ในกะละมัง
“ไอหยา พี่ชุ่ยผิง เกือบชนกะละมังคุณคว่ำแล้วไหมล่ะ” กู้ย่าฮุยเกือบชนเธอจนกะละมังร่วง
“คุณมาส่งเนื้อหรือครับ?” กู้ย่าฮุยมองไปที่วัตถุดิบในกะละมังของเธอและถามด้วยรอยยิ้ม
หวังชุ่ยผิงตอบว่า “ใช่ค่ะหมอกู้ นี่คือขาหมูที่พี่ชายของฉันเอามาฝาก ฉันก็เลยแบ่งขาหมูมาให้หนานหน่าน สำหรับเป็นอาหารบำรุงร่างกาย”
ดวงตาของฉินเฟิงสว่างวาบขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกระซิบกระซาบว่า “พี่ชายคุณมาหาหรือ?”
“ใช่”
“ใช่พี่ชายคนที่เป็นพ่อค้าเขียงหมูหรือเปล่า?” กู้ย่าฮุยถามยืนยันอีกครั้ง
หวังชุ่ยผิงยังคงยิ้มพร้อมตอบกลับ “ใช่ พี่ใหญ่ฉันเอง”
“ว้าว พี่ชายคุณนี่ดีกับคุณจริง ๆ เลย ทุกครั้งที่เขามาเยี่ยมคุณ เขาต้องหิ้วขาหมูมาฝากคุณด้วยทุกครั้ง” ฉินเฟิงพูดอย่างอิจฉา ครั้งล่าสุดขาหมูที่พี่ชายของหวังชุ่ยผิงหิ้วมาฝาก มีจำนวนมากจนต้องหั่นแบ่งแจกลู่ฮ่าวและคนอื่น ๆ
ฉินเฟิงนึกชื่นชมพี่ใหญ่หวังที่รักน้องสาวตัวเองมาก ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงฉินอวิ๋น น้องสาวของเขาขึ้นมา
กู้ย่าฮุยมองไปที่ประตูฝั่งตรงข้าม ถามว่า “เป็นยังไงบ้าง? เขายอมรับเจียงจื้อกังได้ไหม?”
“เขาค่อนข้างมีความประทับใจที่ดีต่อจื้อกังค่ะ ทั้งสองดื่มหนักเกินไป ตอนนี้เมาหลับไปแล้ว”
มิน่าล่ะหวังชุ่ยผิงถึงได้อารมณ์ดีมาก
หวังชุ่ยผิงยื่นกะละมังบรรจุเนื้อขาหมูให้ลู่ฮ่าว “ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
“ขอบคุณมากครับพี่สะใภ้” ลู่ฮ่าวและกู้หนานมองไปที่ขาหมูในหม้อ รู้สึกประทับใจอีกฝ่ายไม่น้อย
หวังชุ่ยผิงบอกว่าจะกลับห้องไปทำอาหารให้กับพวกเขา หลังจากบอกลากู้ย่าฮุยและฉินเฟิงแล้วก็ไปที่ประตูฝั่งตรงข้าม
กู้ย่าฮุยยิ้มพลางพูดว่า “พี่จื้อกังนี่ไม่เลวเลย ทำให้พี่ใหญ่ของพี่ชุ่ยผิงยอมรับได้ง่าย ๆ”
ลู่ฮ่าวมองลงไปที่ขาหมูในกะละมัง รู้สึกลำบากใจนิดหน่อย เขาวางกะละมังลงแล้วไล่ตามพวกฉินเฟิงออกไปนอกห้อง พอเห็นฉินเฟิงที่ลงไปอยู่ชั้นล่างแล้วก็รีบถาม “เฟิงจื่อ ขาหมูนี่เอาไปทำอะไรได้บ้าง?”
“ถ้าอยากทำเป็นอาหารบำรุงร่างกายก็ปรุงเป็นซุปก็ได้นะ” ฉินเฟิงตอบ
ลู่ฮ่าวยังคงเดินตามทั้งสองคนออกจากอาคาร “ฉันว่าจะไปซื้อเครื่องปรุงรสหน่อย นายช่วยบอกวิธีการทำอย่างละเอียดให้หน่อยสิ”
จากนั้นก็ถามไถ่ฉินเฟิงอยู่พักใหญ่
ลู่ฮ่าวแยกตัวไปซื้อเครื่องปรุงรส เมื่อเขากลับมาก็เริ่มทำซุปขาหมูให้กู้หนาน
กู้หนานชำเลืองมองนาฬิกา จากนั้นพูดว่า “ไม่ต้องเสียเวลาหรอก ทำเมนูอื่นดีกว่า ขาหมูต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะตุ๋นจนเปื่อย ไว้วันพรุ่งนี้ค่อยทำก็แล้วกัน”
“ได้ งั้นเธออยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวผมทำให้”
ตอนนี้ลู่ฮ่าวกลายเป็นพ่อครัวประจำบ้านโดยสมบูรณ์ เมื่อไหร่ก็ตามที่เขามีเวลา เขามักจะทำอาหารให้กู้หนานเสมอ
“อยากกินบะหมี่ค่ะ”
“ได้ เดี๋ยวผมทำบะหมี่เส้นสดให้แล้วกันนะ”
เมื่อพี่ใหญ่ของหวังชุ่ยผิงมาเยี่ยมถึงที่หลันเฉิง กู้หนานในฐานะที่เป็นน้องสาวของเจียงจื้อกังก็ต้องเลี้ยงอาหารเพื่อต้อนรับอีกฝ่ายในฐานะเจ้าบ้านโดยปริยาย
กู้หนานให้วันหยุดพิเศษกับหวังชุ่ยผิงและเจียงจื้อกัง เพื่อให้พวกเขาได้ใช้เวลาอยู่กับพี่ใหญ่หวังอย่างเต็มที่
ในที่สุด กู้หนานก็เสนอว่าจะเชิญพี่ใหญ่หวังไปทานอาหารด้วยกัน แต่ลู่ฮ่าวเข้าเวรที่โรงพยาบาล เธอจึงต้องต้อนรับพี่ใหญ่หวังแทนลู่ฮ่าว
พี่ใหญ่หวังยังยืนกรานว่าจะไม่ออกไปกินข้าวที่ร้าน เขากินอะไรง่าย ๆ ที่บ้านก็ได้เพราะยังไม่ชินกับการเข้าร้านอาหารใหญ่ ๆ กู้หนานจึงทำได้เพียงเชิญพวกเขามาที่บ้านของตัวเอง แล้วให้เจียงจื้อกังซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ มาทำอาหาร
เจียงจื้อกังสามารถทำกับข้าวได้หลากหลายในคราวเดียว นี่ทำให้พี่ใหญ่หวังรู้สึกพึงพอใจในตัวเขามากขึ้นเรื่อย ๆ หลังเห็นว่าอีกฝ่ายมีทักษะที่ดี
แม้แต่น้ำเสียงตอนพูดคุยกับน้องเขยยังนุ่มนวลขึ้น
เจียงจื้อกังที่เคยตัวสั่นด้วยความกลัวตลอดเวลา เมื่อเห็นว่าพี่ชายภรรยาแสดงท่าทีเป็นมิตรเสียทีก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาก
เขาและหวังชุ่ยผิงช่วยกันทำอาหารอย่างรวดเร็ว หลังจากเสิร์ฟอาหารเสร็จแล้วก็นั่งลง
ระหว่างมื้ออาหาร พี่ใหญ่หวังถามเจียงจื้อกังอย่างจริงจัง “จื้อกัง ในอนาคตนายวางแผนครอบครัวไว้ยังไงบ้าง”
“พี่ใหญ่ ผมตั้งใจว่าพวกเราจะออกไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอกครับ”
เจียงจื้อกังพูดต่อไป “ผมเป็นผู้ชายทั้งคน การที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านของอดีตสามีชุ่ยผิง ทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่ ยิ่งพอเห็นว่าหลิวไคซานแวะเวียนสร้างปัญหา ผมเองก็ไม่มีความมั่นใจมากพอที่จะแสดงท่าทีแข็งกร้าวกับเขา เลยคิดว่าพวกเราควรไปอยู่ที่อื่นดีกว่า ตอนนี้เรายังมีเงินไม่พอที่จะซื้อบ้าน เลยตั้งใจว่าจะเช่าบ้านอยู่ไปก่อน อีกหน่อยก็ทำงานเก็บเงิน สักวันคงมีเงินพอจะซื้อบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง”
เมื่อวานนี้พี่ชายภรรยาถามเขาอย่างใช้อารมณ์ว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมทำอะไรหลิวไคซานเลย เจียงจื้อกังนึกแล้วก็ยังรู้สึกไม่สบายใจมาจนถึงตอนนี้
ใช่ว่าไม่กล้าทุบตีคน แต่เป็นเพราะเขาไม่มีความมั่นใจเพียงพอ
หลิวไคซานพูดชัดว่า เขาอนุญาตให้หวังชุ่ยผิงและเถี่ยตันอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้ได้ ยกเว้นเขา
ตัวเขาเองถึงได้ตระหนักว่าเขาไม่ควรอยู่ที่นี่
ถึงเขาจะยากจน แต่ก็เป็นคนมีศักดิ์ศรี
ก่อนหน้านี้ตอนถูกคนอื่นตราหน้า เขาตกอยู่ภายใต้ความกดดันทางจิตใจอย่างมาก โดยเฉพาะหลังกลับจากเลิกงานในแต่ละวัน ขนาดเจอเพื่อนบ้านยังละอายเกินกว่าจะทักทาย ทั้งยังมักจะรู้สึกเสมอว่าคล้อยหลังไปแล้วคนพวกนั้นก็พากันนินทาลับหลังอยู่ดี
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจื้อกัง พี่ใหญ่หวังก็ยกนิ้วให้เขา “มองการณ์ไกลดีนี่ ฉันเห็นด้วยกับความคิดของนาย ย้ายออกไปจากที่นี่ก็ดีเหมือนกัน”
พี่ใหญ่หวังมองไปที่หวังชุ่ยผิง ก่อนจะพูดว่า “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เธออย่าได้คิดจะยกบ้านหลังนี้คืนให้คนแซ่หลิวเด็ดขาด ต่อให้ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว ก็จ่ายเงินเช่ามันไปก่อน เก็บไว้ให้เป็นบ้านของเถี่ยตันตอนที่เขาโตพอจะแต่งภรรยาก็ได้ คนแซ่หลิวทำไม่ดีกับเราก่อน ไม่ต้องคืนบ้านให้เขา”
หวังชุ่ยผิงตอบกลับ “ได้ พี่ใหญ่ ฉันจะเชื่อฟังพี่ หลังจากนี้ต่อให้ย้ายออกไปเช่าบ้านอยู่กับจื้อกัง ฉันก็จะจ่ายเงินเช่าบ้านหลังนี้ไว้”
หลังจากหลิวไคซานมาสร้างปัญหาถึงหน้าประตูเมื่อวานนี้ เธอและเจียงจื้อกังก็กลายเป็นที่พูดถึงของทุกคนในอาคาร
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ความผิดของเธอ แต่การถูกคนอื่นนินทาโดยไม่รู้ความจริงก็ส่งผลต่อภาวะอารมณ์อยู่บ้าง
หวังชุ่ยผิงเห็นด้วยกับความคิดเห็นของเจียงจื้อกังว่าควรออกไปเช่าบ้านข้างนอก
พี่ใหญ่ของหวังชุ่ยผิงบอกว่าเขามีเวลาอยู่ที่นี่ต่ออีกสองวัน สามารถช่วยเจียงจื้อกังหาบ้านได้ หลังจากได้บ้านที่เหมาะสมแล้วค่อยเดินทางกลับ เผื่อครั้งต่อไปที่เขามาหา จะได้รู้ว่าน้องสาวของเขาอาศัยอยู่ที่ไหน
หวังชุ่ยผิงไม่อยากลางานนานเกินไป พอลางานก็เท่ากับค่าแรงในวันนั้นหายไปด้วย และอาจส่งผลกระทบกับงานในภายหลัง
ด้วยเวลาที่กระชั้นชิด เธอจึงแนะนำว่าควรไปดูบ้านใหม่ในซอยใกล้เคียงหลังกินอาหารเสร็จ
ทั้งเจียงจื้อกังและพี่ใหญ่หวังต่างเห็นด้วย พวกเขารีบกินอาหารให้เสร็จ จากนั้นหวังชุ่ยผิงและเจียงจื้อกังก็เข้าครัวไปล้างจานชาม
จากนั้นทั้งสี่ก็ออกไปหาบ้านตามที่คุยกันไว้
พวกเขามีนิสัยเหมือนกันอย่างหนึ่งคือเป็นคนพูดแล้วทำเลย ไม่ลังเลหรือวางแผนให้เสียเวลา เมื่อตั้งใจว่าจะทำอะไรแล้วก็จะลงมือทำด้วยความกระตือรือร้นทันที
หลังจากที่ทั้งสามคนจากไป กู้หนานก็ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังในบ้าน เธอไม่สามารถอยู่เฉย ๆ ได้ จึงตั้งใจว่าจะไปปัดกวาดถูบ้านเฉินหย่าจือ เฉินหย่าจือกับเดวิดบอกว่าจะกลับมาในอีกสองวันให้หลัง เธอควรแวะไปดูความสะอาดของบ้านหน่อย
ยังไม่ทันออกไป เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เป็นเวิงอิ่งที่โทรมาถามว่าช่วงบ่ายเธอว่างหรือเปล่า
กู้หนานบอกว่าตอนนี้เธออยู่ที่บ้าน เวิงอิ่งดีใจมากเมื่อได้ยินแบบนั้น บอกว่าจะไปหาในอีกไม่กี่นาที
กู้หนานวางสาย ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องนั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง
เวิงอิ่งใช้เวลาในการเดินทางเร็วมาก เธอมาถึงบ้านของกู้หนานภายในไม่กี่นาที
“เสี่ยวอิ่ง เกิดอะไรขึ้น ไม่สบายอีกแล้วหรือ” กู้หนานมองหญิงสาวที่กำลังขมวดคิ้วมุ่นราวกับกำลังวิตกกังวลกับอะไรบางอย่าง ก่อนจะถามด้วยความเป็นห่วง
เวิงอิ่งส่ายหน้า “เปล่าค่ะ ช่วงนี้ฉันแข็งแรงมาก แต่พ่อแม่ของซุนเฉิงจะมาเยี่ยมพวกเราที่หลันเฉิงในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ฉันรู้สึกประหม่ามาก ไม่รู้ว่าควรปรึกษาใครดี นึกออกแค่คุณคนเดียว”
“โอ้ ว่าที่คุณพ่อคุณแม่สามีกำลังจะมาหาหรอกหรือ” กู้หนานยิ้มกว้างแล้วดึงแขนเธอให้นั่งลง “ไม่เห็นมีอะไรต้องกังวลเลย ผ่อนคลายเข้าไว้นะ”