เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 633 เขาคิดอะไรอยู่
บทที่ 633 เขาคิดอะไรอยู่
พี่ใหญ่ของหวังชุ่ยผิงไม่พอใจมากกับท่าทางซื่อบื้อของเจียงจื้อกังเมื่อกี้นี้ อดีตสามีของเธอบุกมาหาเรื่องถึงที่ แต่หมอนี่กลับไม่ทำอะไรเลย แล้วต่อจากนี้จะปกป้องน้องสาวและหลานชายของเขาได้ยังไง?
ลู่ฮ่าวพูดแทนเจียงจื้อกังจากด้านข้าง “พี่ใหญ่หวัง เรื่องนี้ไม่สามารถยุติได้ด้วยกำปั้น ถ้าคุณลงไม้ลงมือกับเขา ฝ่ายเราจะกลายเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังเหนือเหตุผลขึ้นมาทันที”
พี่ใหญ่ของหวังชุ่ยผิงแผ่กลิ่นอายน่ากลัว แค่หลิวไคซานเห็นก็กลัวตัวสั่น เขาแค่ขู่เข็ญก็สามารถขับไล่อีกฝ่ายออกไปได้
เจียงจื้อกังไม่มีเรี่ยวแรงพอจะสู้กับอีกฝ่าย ถ้าทำแบบนั้นจริง ๆ กลัวว่าหลิวไคซานอาจสวนกลับจนเขาเป็นอันตราย
พี่ใหญ่หวังไม่เห็นด้วยกับคำพูดของลู่ฮ่าว “คนแซ่หลิวนั่นสมควรโดนบาทาสักหน่อย ถ้าไม่โดนทุบตีก็ไม่มีวันหลาบจำหรอก”
เมื่อกี้นี้ยังไม่เรียกว่าเป็นการทุบตีอีกหรือ?
“พี่ใหญ่ นั่งลงสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ หลิวไคซานกลัวพี่จะตาย ถ้าไม่ใช่พี่ก็ไม่มีใครเอาชนะเขาได้” หวังชุ่ยผิงรีบเชื้อเชิญพี่ชายของเธอให้นั่งลง จากนั้นเจียงจื้อกังก็รินน้ำให้เขาด้วยความเอาใจใส่
เมื่อกู้หนานได้ยินว่าลุงของเถี่ยตันมาหา เธอก็รีบออกไปทักทายเขา
“พี่ใหญ่หวัง สวัสดีค่ะ”
เมื่อพี่ใหญ่หวังเห็นกู้หนาน ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนจากบึ้งตึงเป็นรอยยิ้มเป็นครั้งที่สอง “หมอเสี่ยวกู้ สวัสดี”
“พี่ใหญ่หวัง พี่สะใภ้เกริ่นไว้ว่าคุณจะมาเยี่ยมพวกเราในอีกไม่กี่วัน พวกเราทุกคนเฝ้ารอคุณอยู่พอดีเลยค่ะ”
กู้หนานเห็นว่าพี่ใหญ่หวังดูเหมือนจะไม่พอใจในตัวเจียงจื้อกัง เธอจึงเริ่มเข้าหาเขาอย่างกระตือรือร้น
พี่ใหญ่หวังพูดกับหวังชุ่ยผิงว่า “ชุ่ยผิง วันนี้ฉันเอาขาหมูติดมาฝากเธอด้วย ไว้เธอค่อยหั่นเนื้อแบ่งให้เสี่ยวกู้กับคนอื่น ๆ ได้กินกัน”
“ขอบคุณพี่หวังมากค่ะ อีกหน่อยพวกเราก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว พี่สะใภ้ได้แนะนำให้คุณรู้จักแล้วหรือยังคะ นี่คือพี่ชายของฉันเองค่ะ” กู้หนานรีบลากเจียงจื้อกังออกมาแนะนำกับเขา
พี่ใหญ่หวังพยักหน้า “เห็นแล้ว ถ้าชุ่ยผิงไม่บอกซะก่อนว่าคุณเป็นคนแนะนำเขาให้กับเธอ ผมคงไม่เห็นด้วยแน่”
“พี่ชายของฉันเป็นคนดีมาก เขาทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองไม่มีขาดตกบกพร่อง แถมยังทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าด้วย เงินเดือนที่ได้รับค่อนข้างสูง และยังเข้ากับพี่สะใภ้ได้ในทุก ๆ เรื่องเลยค่ะ”
พี่ใหญ่หวังมองไปที่เจียงจื้อกัง เห็นว่าผู้ชายคนนี้ตัวสูงโปร่ง สังเกตจากท่าทางแล้วดูเป็นคนเรียบง่ายและซื่อสัตย์
“นายชอบอะไรในตัวชุ่ยผิง?” เขามองไปที่เจียงจื้อกังด้วยดวงตาที่ลุกโชนพร้อมกับตั้งคำถาม
เจียงจื้อกังรีบยืนตัวตรง แล้วพูดอย่างจริงจังว่า “ผมชอบนิสัยร่าเริงและมองโลกในแง่ดีของชุ่ยผิง เธอเป็นคนมีน้ำใจเอื้อเฟื้อ ตอนที่เราสองคนมีโอกาสได้ทำงานร่วมกัน เราสามารถพูดคุยกันได้ทุกเรื่อง ตอนที่ผมอยู่กับเธอ ชีวิตของผมมีแต่ความสุขและความอุ่นใจครับ”
“แล้วผมก็เอ็นดูเถี่ยตันมาก ๆ ด้วย”
เจียงจื้อกังจับมือเถี่ยตันไว้ มองไปที่เด็กชายตัวน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน ก่อนจะให้สัญญาว่า “พี่ใหญ่ คุณไม่ต้องกังวลเลย หลังจากนี้ผมจะปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นอย่างดีครับ”
พี่ใหญ่หวังเหลือบมองเขา ใบหน้าที่เคยดุร้ายของเขาอ่อนลงเล็กน้อย “ขอให้ทำได้จริงอย่างที่รับปากเถอะ”
“ผมขอเอาขาหมูไปเก็บไว้ในครัวก่อนนะครับ” เจียงจื้อกังหาข้ออ้างปลีกตัวโดยการเข้าไปในห้องครัวพร้อมถุงไนลอน
พอเดินเข้าไปในครัวแล้ว เขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ว่ากันตามตรง พี่ใหญ่คนนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้หลิวไคซานกลัวเท่านั้น ยังทำให้เขากลัวอีกด้วย
เจียงจื้อกังหายใจเข้าลึก ๆ ในที่สุดความประหม่าก็สงบลง เขาไม่ได้ทำผิดกับหวังชุ่ยผิง ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่ต้องกลัว
เขาหันหลังกลับและออกไป พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ชุ่ยผิง วันนี้พี่ใหญ่อุตส่าห์มาเยี่ยมเราถึงที่ วันนี้เราออกไปทานอาหารเย็นข้างนอกกันเถอะ”
ก่อนที่หวังชุ่ยผิงจะได้ตอบกลับอะไร พี่ชายของเธอก็พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ออกไปข้างนอกทำไม เข้าครัวทำกับข้าวง่าย ๆ ที่บ้านก็พอแล้ว อย่าสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุสิ”
หวังชุ่ยผิงทำได้แค่มองไปที่เจียงจื้อกังด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอึดอัดใจ “กินข้าวอยู่ที่บ้านนี่แหละ”
“ได้ ผมจะทำอาหารเอง”
เจียงจื้อกังกำลังจะเดินไปที่ห้องครัว เขาพูดกับกู้หนานและลู่ฮ่าวว่า “หนานหน่าน เธอกับน้องเขยก็มาทานอาหารด้วยกันสิ”
กู้หนานโบกมือ “ไม่ล่ะ วันนี้พ่อเรียกพวกเรากลับบ้าน คงไม่สะดวกอยู่ร่วมโต๊ะ”
เจียงจื้อกังเข้าไปที่ห้องครัว เนื่องจากลุงของเขาเอาขาหมูมาฝาก เถี่ยตันจึงเดินตามเขาเข้าไปที่ห้องครัวด้วยความกระตือรือร้นเพราะอยากกินเนื้อแสนอร่อย
“พี่ใหญ่หวัง ไว้เราค่อยกลับมากินข้าวมื้อเย็นกับคุณนะคะ เราขอตัวก่อน”
“ได้สิ เย็นนี้อย่าลืมมากินข้าวด้วยกันนะ”
หลังจากที่หลิวไคซานมาเอะอะโวยวาย ตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว กู้หนานและลู่ฮ่าวกลับไปที่บ้านเพื่อเก็บของ ตั้งใจว่าจะกลับไปที่บ้านตระกูลกู้
ตอนนี้ในห้องจึงเหลือเพียงหวังชุ่ยผิงและพี่ชายของเธอแค่สองคน
หวังชุ่ยผิงมองไปยังพี่ชายตัวเองที่เอาแต่ทำหน้าเคร่งขรึมจริงจังอยู่เสมอ จากนั้นดึงแขนเขาเบา ๆ “พี่ชาย อย่าเข้มงวดกับเขาจนเกินไปนักสิ”
พี่ใหญ่หวังชำเลืองมองไปทางห้องครัว แล้วพูดเสียงเบา “ชุ่ยผิง สำหรับพี่แล้วผู้ชายคนนี้ค่อนข้างสู้ชีวิตไม่น้อย เธอคิดว่าเขาน่าไว้วางใจแค่ไหนกัน?”
พี่ใหญ่หวังสังเกตน้องเขยคนใหม่อยู่พักหนึ่ง เขาเห็นแล้วว่าเจียงจื้อกังน่าจะมีภูมิหลังที่ยากลำบาก เพราะเหตุผลนี้เขาเลยรู้สึกไม่สบายใจ
น้องสาวเขาผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง แถมยังมีลูกติดอายุแปดขวบ อดีตสามีของเธอก็เอาแต่บุกมาสร้างปัญหา ผู้ชายคนนี้คิดยังไงถึงแต่งงานกับเธอกัน
หวังชุ่ยผิงยืนยันอย่างมั่นใจ “พี่ใหญ่ เขาไว้ใจได้จริง ๆ”
“เธอไปเจอคนในครอบครัวเขาแล้วหรือยัง? พวกเขาเหมาะสมที่เธอจะแต่งเข้าเป็นสะใภ้ไหม?” พี่ใหญ่หวังถามด้วยความเป็นห่วง
“เคยเจอแล้ว ฉันเคยไปเยี่ยมบ้านเกิดของเขาแล้วครั้งหนึ่ง” หวังชุ่ยผิงตอบ “พี่ใหญ่ ครอบครัวของเขาเป็นสาเหตุที่หล่อหลอมให้จื้อกังกลายเป็นคนขยันขันแข็ง เขาไม่ได้รับความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนนี้เขาเหลือน้องสาวแค่คนเดียวที่ไว้ใจได้ ญาติ ๆ ทางฝั่งน้องสาวเขาต่างก็จริงใจต่อเราสองคนมาก คนที่มีภูมิหลังยากเข็ญหลายคนมารวมตัวกันแบบนี้ คงสร้างครอบครัวอบอุ่นร่วมกันได้ไม่ยาก อย่ากังวลไปเลย”
หลังจากได้ยินคำพูดของหวังชุ่ยผิง พี่ใหญ่หวังก็รู้สึกสบายใจมากขึ้น
ภูมิหลังทางครอบครัวของเจียงจื้อกังไม่ดี นี่ก็นับว่าสมเหตุสมผลแล้ว ไม่อย่างนั้นทำไมชายหนุ่มที่ขยันขันแข็งแบบนี้ ถึงยอมแต่งงานกับผู้หญิงที่เป็นแม่ม่ายลูกติดได้ง่าย ๆ?
พี่ใหญ่หวังเป็นคนหยาบคาย ไม่เชื่อมั่นในเรื่องของความรักหรือคำมั่นสัญญา เขารู้แค่ว่าเมื่อคนสองคนตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว อย่างน้อยก็ควรมองเห็นภาพเดียวกัน
เจียงจื้อกังสับขาหมูออกเป็นสองท่อน หั่นเนื้อแล้วเอาลงไปผัดกับพริกหยวกที่ซื้อติดไว้ในครัว หวังชุ่ยผิงเดินเข้ามา บอกว่าพี่ชายเธอชอบกินบะหมี่ เจียงจื้อกังจึงจัดการทำบะหมี่โดยทันที ไม่นานก็ยกชามอาหารทั้งหมดออกมาเสิร์ฟ
พี่ใหญ่หวังเห็นว่าน้องเขยคนนี้ทำอาหารอย่างชำนาญและรวดเร็ว สายตาที่มองเจียงจื้อกังก็อ่อนลงบ้าง
อดีตน้องเขยอย่างหลิวไคซานเป็นคนที่เอาแต่อาชีพการงานของตัวเอง ทำตัวเหมือนลุงแก่ ๆ รอคอยการปรนนิบัติ ต่างจากเจียงจื้อกังคนนี้ที่ทำงานบ้านได้ทุกอย่างตั้งแต่แรกเห็น
เจียงจื้อกังวางชามลงบนโต๊ะ ก่อนจะยื่นตะเกียบส่งให้พี่ชายภรรยา “พี่ใหญ่ กินให้อร่อยนะครับ ในครัวมีวัตถุดิบเหลือน้อย ผมตั้งใจว่าจะออกไปซื้อในตอนบ่าย แล้วเอากลับมาทำอาหารมื้อใหญ่ให้พวกเรากินในตอนเย็น”
พี่ใหญ่หวังรับตะเกียบมา พูดว่า “แค่นี้ก็พอแล้ว นายก็นั่งลงเถอะ”
ระหว่างเดินทางไปที่บ้านตระกูลกู้ กู้หนานและลู่ฮ่าวยังอดเป็นกังวลไม่ได้ “คุณคิดว่าลุงของเถี่ยตันจะยอมรับพี่ชายฉันได้ไหม? ดูจากสายตาของเขาแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่พอใจพี่ชายฉันเอาซะเลย”
“ลุงของเถี่ยตันน่าจะอยู่กับมีดและเขียงเนื้อตลอดทั้งวัน ทัศนคติของเขาเลยรุนแรงตามไปด้วย เขาคิดว่าทุกคนเป็นหมูที่พร้อมโดนเชือดตลอดเวลา เขาอาจไม่ชอบพี่จื้อกังที่ปวกเปียกอ่อนแอเกินไป”
ลู่ฮ่าวขับรถไปพลาง ออกความเห็นไปพลาง “ถึงอย่างนั้น การเป็นคนอ่อนแอก็มีข้อดีเช่นกัน ถ้าคลุกคลีอยู่ด้วยกันสักสองวัน ฉันเชื่อว่าเขาต้องเห็นข้อดีบางอย่างของพี่ชายเธอได้ ไม่ต้องกังวลไป หวังชุ่ยผิงรักพี่ชายเธอมากขนาดนั้น เขาจะทำอะไรได้ ยังไงสองคนนั้นก็จดทะเบียนสมรสกันแล้ว”
“ก็จริง แต่ฉันก็ยังอดกังวลเรื่องพวกเขาไม่ได้ หลิวไคซานไม่มีทางปล่อยพวกเขาไปแน่นอน”
กู้หนานนึกโกรธขึ้นมาเมื่อนึกถึงท่าทางหยิ่งยโสของหลิวไคซาน
หลิวไคซานเคยเป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล แต่ตอนนี้เขากลายเป็นหมอไร้สังกัดไปแล้ว
ลู่ฮ่าวบอกว่า “ปล่อยให้เขาฟ้องร้องไป ศาลไม่มีทางตัดสินคดีโดยเพิกเฉยต่อประกาศของทางโรงพยาบาลแน่”
กู้หนานยังคงมองโลกในแง่ร้าย “บางทีถ้าเขาไม่ได้บ้านคืน เขาอาจจะทำเรื่องขอเลี้ยงดูลูกก็ได้”
สำหรับหวังชุ่ยผิงแล้ว ลูกชายของเธอสำคัญยิ่งกว่าบ้าน ถ้าหลิวไคซานยืนกรานว่าจะขอสิทธิ์พาเถี่ยตันกลับไปเลี้ยงดูเอง หัวใจหล่อนคงสลายไม่เหลือชิ้นดี
“ไว้เราค่อยคุยเรื่องนี้กับพวกเขาทีหลังเถอะที่รัก”