เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 632 พี่ชายพ่อค้าเนื้อมาได้จังหวะพอดี
- Home
- All Mangas
- เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90
- บทที่ 632 พี่ชายพ่อค้าเนื้อมาได้จังหวะพอดี
บทที่ 632 พี่ชายพ่อค้าเนื้อมาได้จังหวะพอดี
หลิวไคซานดูจริงใจมาก “ไม่ ฉันจริงจัง ฉันอยากเริ่มต้นใหม่กับคุณจริง ๆ ถึงฉันจะเคยเสียงานที่มั่นคงไปเพราะคุณ แต่ฉันไม่สนใจ ไว้ค่อยไปหางานอื่นทำก็ได้”
แม่ฉันล้มป่วยตั้งแต่รู้ว่าเราสองคนหย่ากัน ถ้าคุณไม่เห็นแก่หน้าฉัน คุณก็ควรเห็นแก่ผู้อาวุโส ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม่ฉันคอยดูแลคุณอย่างดี ถึงยังไงก็เป็นแม่ของอดีตสามี คุณเองก็เป็นอดีตลูกสะใภ้ จะทนเห็นแม่ฉันเป็นแบบนั้นได้จริง ๆ หรือ? ฉันจะพาแม่ย้ายจากบ้านเกิดมาอยู่ด้วยกันกับเราที่นี่ ครอบครัวเราจะกลับไปสมบูรณ์เหมือนเดิม โอเคไหม?”
หลิวไคซานรู้สึกว่าหวังชุ่ยผิงจะเปลี่ยนใจอย่างแน่นอน เมื่อเขาหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด
หวังชุ่ยผิงหัวเราะเยาะ “ฉันเข้าใจแล้ว คุณคงอยากให้ฉันกลับไปดูแลแม่คุณใช่ไหมล่ะ แล้วแม่คุณรู้หรือเปล่าว่าหลังจากเราสองคนหย่ากัน คุณก็ไปแต่งงานใหม่กับผู้หญิงอีกคน”
ย่าของเถี่ยตันปฏิบัติต่อเธอเป็นอย่างดี ครั้งหนึ่งเธอก็เคยทำตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดี แต่ตอนนี้จิตใจคนมันเปลี่ยนไปแล้ว
ปู่ของเถี่ยตันนอนเป็นอัมพาตติดเตียง ย่าของเถี่ยตันก็ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะช่วยพยุงเขาขึ้นนั่ง เป็นเธอทั้งนั้นที่คอยดูแลเขาเสมอ
ไม่ว่าอย่างไรหวังชุ่ยผิงก็เคยดูแลปรนนิบัติปู่ของเถี่ยตัน ฉะนั้น เธอไม่ได้ติดหนี้ใครในตระกูลหลิว
แต่ตอนนี้หลิวไคซานกลับมาเรียกร้องบุญคุณโดยการหยิบยกเอาเรื่องพ่อแม่ของเขามาอ้าง ช่างเป็นความคิดที่ตื้นเขินสิ้นดี
หวังชุ่ยผิงแสดงความเด็ดขาด ใบหน้าฉายความเย็นชา “ฉันบอกแล้วไง วันนี้ฉันขอยืนยันคำเดิม เรื่องระหว่างเราไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิม ฉันโยนสิ่งปฏิกูลออกไปแล้ว ไม่อาจหยิบขึ้นมาได้อีก”
“คุณ…” หลิวไคซานรู้สึกเจ็บชาราวกับอีกฝ่ายตบหน้าเขาคว่ำลงพื้น
นังผู้หญิงโง่นี่ปากคอเราะร้ายเกินไปแล้ว
เขากัดฟันถาม “คุณยืนยันว่าจะอยู่กับไอ้หนุ่มปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนนั้นต่อไปใช่ไหม?”
หวังชุ่ยผิงตอบกลับ “ถูกต้อง เราสองคนจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว”
หลิวไคซานถอดแว่นตาที่วางไว้บนดั้งจมูกออกมาเช็ดอย่างใจเย็น น้ำเสียงพลอยเย็นชาตามไปด้วย “ในเมื่อเป็นแบบนั้น คุณก็ต้องคืนบ้านหลังนี้ และยกสิทธิ์การดูแลเสี่ยวเหว่ยคืนให้กับฉันด้วย ฉันคงยกบ้านกับลูกให้คุณไม่ได้”
“หลิวไคซาน หยุดทำตัวหน้าด้านสักที!”
หวังชุ่ยผิงขึ้นเสียง ทันใดนั้นเจียงจื้อกังซึ่งรออยู่ข้างนอกก็เตะประตูเปิดเข้ามา
เขาคิดว่าหลิวไคซานคิดจะทำร้ายหวังชุ่ยผิงจึงเตะประตูเปิดเข้ามา เห็นว่าทั้งสองคนต่างเผชิญหน้ากัน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธลามไปยังลำคอ
หลิวไคซานนั่งลงบนโซฟา “บ้านหลังนี้เป็นของฉัน ฉันปล่อยให้ไอ้หน้าอ่อนนั่นอยู่ที่นี่ไม่ได้ ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้น และจะเสนอทางเลือกให้คุณสองทาง อย่างแรก เลิกกับไอ้หนุ่มคนนี้ซะ อย่างที่สอง คุณเชิญคบกับเขาต่อไป แต่ต้องคืนบ้านกับลูกชายให้กับฉัน”
หลิวไคซานใช้มาตรการบีบบังคับแบบนี้ ลู่ฮ่าวทำได้เพียงแนะนำให้หวังชุ่ยผิงโทรแจ้งตำรวจ
พวกเขาผ่านขั้นตอนการหย่าร้างอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว หวังชุ่ยผิงมีสิทธิ์ครอบครองบ้านและมีสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกชาย ไม่ต้องสนใจคำพูดของเขา
สุดสัปดาห์นี้ หลายคนในอาคารไม่ได้ไปทำงาน อีกทั้งการเคลื่อนไหวจากที่นี่ก็เริ่มเกิดเสียงดังมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนจำนวนมากจึงพากันออกมาดูด้วยความตื่นเต้น
หญิงชราและป้าเพื่อนบ้านชั้นล่างที่กำลังจะออกไปซื้อผัก ตอนนี้เดินถือตะกร้าผักออกมาจากห้อง
ชายวัยกลางคนหนวดเครารุงรัง รูปร่างกำยำคนหนึ่ง สะพายถุงไนลอนไว้บนไหล่ เขาเพิ่งเดินเข้าไปในตัวอาคารได้ไม่นาน เมื่อเขาได้ยินป้าทั้งสองพูดคุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ใบหน้าเหี้ยมเกรียมดุร้ายของเขาก็ครึ้มมืด รีบเดินจ้ำอ้าวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
คุณป้าคนหนึ่งหันกลับมองตามแผ่นหลังของเขาพลางเอ่ยว่า “นี่ คนที่เพิ่งเดินเข้าไปเมื่อกี้ใช่ญาติของหวังชุ่ยผิงหรือเปล่า?”
ป้าอีกคนพูดว่า “ผู้ชายคนนี้เคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง ฉันเห็นเขาพาลูกชายของหวังชุ่ยผิงออกไปเล่นที่ลานกว้างนอกอาคารด้วย
“จริงหรือ? ฉันจำไม่ค่อยได้เลยแฮะ”
ป้าทั้งสองคาดเดาถูกจริง ๆ ใช่แล้ว ชายคนเมื่อกี้คือพี่ชายคนโตของหวังชุ่ยผิง
เขาถือถุงไนลอนที่บรรจุขาหมูชิ้นใหญ่ไว้บนบ่า แล้วเดินขึ้นไปยังชั้นบนอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เขามาถึงปากทางเดิน ก็ได้ยินเสียงน้องสาวตัวเองขึ้นเสียงเหมือนกำลังด่าใครสักคน
พี่ใหญ่หวังก้าวยาว ๆ เดินไปถึงหน้าประตู ผลักผู้รับชมเหตุการณ์หลายคนออกไป
เขาเห็นหลิวไคซานนั่งอยู่ที่นั่น โต้เถียงกับหวังชุ่ยผิงและเจียงจื้อกังอยู่
เจียงจื้อกังกล้าหาญมาก เขาปกป้องหวังชุ่ยผิงอย่างเต็มที่ พูดกับเธอและเถี่ยตันว่า “ชุ่ยผิง ผมจะดูแลคุณกับเถี่ยตันเอง เราไม่จำเป็นต้องง้อบ้านของเขาก็ได้”
ลู่ฮ่าวแย้งขึ้นมา “ไม่ได้ ทำไมพวกคุณต้องเป็นฝ่ายยอมด้วย เขาเป็นฝ่ายนอกใจเธอก่อน คนที่ผิดคือเขา นอกจากนี้ ตอนที่ซื้อบ้าน หวังชุ่ยผิงเคยบอกว่าเธอยืมเงินจากครอบครัวเดิมมาใช้ในการซื้อด้วยซ้ำไป ในเมื่อหลิวไคซานปฏิเสธไม่ยอมยกบ้านให้ ถ้าอย่างนั้นก็ให้เขาไปฟ้องศาลแล้วให้ศาลตัดสินเถอะ”
“ใช่ ให้ศาลเป็นคนตัดสิน”
หลังจากฟังคำพูดของลู่ฮ่าวแล้ว หวังชุ่ยผิงก็มั่นใจมากขึ้น “หลิวไคซาน ออกไปจากที่นี่ซะ คุณยื่นฟ้องฉันเลย ฉันจะยอมรับเฉพาะคำตัดสินของศาลเท่านั้น”
“ไม่ต้องยกเอาศาลมาอ้าง ถึงยังไงฉันก็จะไม่ไปจากที่นี่” หลิวไคซานนั่งแช่อยู่บนโซฟา ไม่มีวี่แววว่าจะออกไปจากห้องเลย
“ออกไปให้หมด”
เมื่อได้ยินเสียงหนักแน่นที่แสนจะคุ้นเคย หวังชุ่ยผิงก็หันศีรษะไปมองทันที
เมื่อเห็นชายที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน เธอก็ร้องเรียกด้วยความประหลาดใจ “พี่ใหญ่?”
“ลุงใหญ่?” เถี่ยตันยังตะโกนด้วยความตื่นเต้น
หลิวไคซานซึ่งนั่งนิ่งอยู่ในตอนแรก ทันทีที่มองเห็นผู้มาใหม่ รูม่านตาของเขาก็หดลง
พี่ใหญ่หวังวางถุงไนลอนที่บรรจุขาหมูชิ้นโตจากบ่าลงกับพื้น จากนั้นก็ย่างสามขุมเข้าหาหลิวไคซาน กัดฟันกรอดแล้วแค่นเสียงออกมา “ไอ้ชั่วแซ่หลิว สมองของเอ็งนี่มันไม่รู้จักจำจริง ๆ”
เมื่อหลิวไคซานเห็นพี่ชายอดีตภรรยาคนนี้ เขาก็หวาดกลัวตัวสั่นจนเกือบจะล้มลง
พี่ใหญ่หวังคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายไว้แน่น ยกตัวเขาให้ลอยขึ้นจากโซฟาจนเขากลายเป็นลูกไก่ในกำมือ
“เอ็งยังมีหน้ามารังควานน้องฉันอีกเรอะ?”
หลิวไคซานถูกเขาหิ้วคอจนเท้าเกือบลอยแบบนี้ ก็จดจำบทเรียนจากครั้งที่แล้วได้ทันที “ปะ ปล่อยผมไปเถอะ”
“ถ้าฉันไม่ปล่อยแล้วจะทำไม? เอ็งแอบเลี้ยงผู้หญิงไว้นอกบ้าน จากนั้นก็ทิ้งน้องสาวฉันไป ทั้งสองฝ่ายหย่าร้างกันด้วยความสมัครใจและด้วยขั้นตอนที่ถูกต้อง ตอนนี้กลับจะมาขอบ้านคืนเนี่ยนะ? เอ็งยังมีสามัญสำนึกอยู่ไหม?”
พี่ใหญ่หวังใช้ฝ่ามืออีกข้างตบหน้าเขา “คิดว่าตัวเองมีการศึกษาแล้วสูงส่งนักหรือวะ? ไอ้เศษสวะ วันนี้ฉันจะทุบตีเอ็งให้ตาย”
พี่ใหญ่หวังเหวี่ยงอีกฝ่ายลงไปนอนกองกับพื้นอย่างรุนแรง แว่นตาของหลิวไคซานร่วงลงกับพื้นจนกระจกแตก เพราะสายตาสั้นมากจึงมองเห็นโลกพร่ามัวไปทันใด
พี่ใหญ่หวังฟาดขาเตะเขาอย่างแรง ฝูงชนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่หน้าประตูถึงกับรู้สึกเจ็บปวดตาม
กระดูกกระเดี้ยวทั้งตัวของหลิวไคซานแทบหักเป็นท่อน ๆ หลังจากถูกทุบตี เขาได้แต่ร้องขอชีวิต “พี่ใหญ่ หยุดทุบตีผมเถอะ”
“เอ็งยังอยากได้บ้านหลังนี้คืนอยู่ไหม?” พี่ใหญ่หวังถามด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยม
หลิวไคซานไม่ยอมตอบ พี่ใหญ่หวังฟาดขาเตะเต็มเหนี่ยวอีกครั้ง “เอ็งยังอยากได้คืนอีกไหม?”
หลิวไคซานร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด ละล่ำละลักตอบ “มะ..ไม่แล้ว”
“แล้วเอ็งยังอยากได้ลูกคืนอยู่หรือเปล่า?” พี่ใหญ่หวังตั้งท่าเตรียมเตะเข้าเบ้าหน้าเขา
หลิวไคซานรีบพูดทันที “ไม่แล้ว”
“ออกไปซะ”
พี่ใหญ่หวังยอมปล่อยอีกฝ่ายไปง่าย ๆ หลิวไคซานคลำหาแว่นตาที่ตกแตกเมื่อครู่ขึ้นมาสวม ก่อนจะลุกขึ้นแล้วจากไปอย่างทุลักทุเล
จากนั้นพี่ใหญ่หวังก็ยืดหลังตรง พูดกับหวังชุ่ยผิงว่า “อีกหน่อยถ้ามีใครมารังแกเธออีก บอกฉันได้เลย คราวหน้าฉันจะเอามีดเขียงหมูมาสับมันซะ”
ถ้าเหตุการณ์ในวันนี้ไม่มีเพื่อนบ้านมามุงดูเป็นจำนวนมาก เขาคงไม่ปล่อยหลิวไคซานไปง่าย ๆ
เพื่อนบ้านที่เฝ้าดูความตื่นเต้นในตอนแรกตกใจมาก พากันหนีไปคนละทิศคนละทาง ในห้องจึงเหลือเพียงเจียงจื้อกังกับลู่ฮ่าวที่ยังอยู่
เมื่อพี่ใหญ่หวังเห็นลู่ฮ่าว เขาก็รีบเปลี่ยนสีหน้า ทักทายชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม “หมอลู่นั่นเอง”
ลู่ฮ่าวพยักหน้าเล็กน้อย “สวัสดีครับ”
ความดุดันของพี่ใหญ่หวังทำให้หนังศีรษะของเขาอดชาวาบไปทั่วไม่ได้
จากนั้นสายตาของพี่ใหญ่หวังก็จับจ้องไปที่เจียงจื้อกัง
หวังชุ่ยผิงรีบแนะนำอย่างรวดเร็ว “นี่คือพี่ใหญ่ของฉันเอง”
เจียงจื้อกังรีบทักทายเขา “พี่ใหญ่”
“นายคือสามีใหม่ของชุ่ยผิงสินะ?” พี่ชายของหวังชุ่ยผิงถาม มองไปที่เจียงจื้อกังด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม
เหงื่อเย็นไหลหยดลงมาจากหน้าผากของเจียงจื้อกัง เมื่อถูกจ้องมอง เขาก็พยายามสงบสติอารมณ์ ยืนตัวตรงต่อหน้าพี่ชายภรรยา แนะนำตัวเองว่า “พี่ใหญ่ สวัสดีครับ ผมชื่อเจียงจื้อกัง เป็นสามีคนปัจจุบันของชุ่ยผิง”
พี่ชายของหวังชุ่ยผิงมองไปทางเจียงจื้อกังด้วยท่าทางไม่เป็นมิตร ถามว่า “เมื่อกี้ไอ้คนแซ่หลิวเข้ามาสร้างปัญหา นายมัวยืนบื้อทำอะไรอยู่? ทำไมไม่ต่อยหน้ามันซะ?”