เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 629 อดีตสามีมาที่ประตู
บทที่ 629 อดีตสามีมาที่ประตู
“เราต้องดื่มคารวะแขกแน่อยู่แล้ว” หวังชุ่ยผิงจัดการรินเหล้าลงในแก้ว จากนั้นเธอกับเจียงจื้อกังก็ยกแก้วขึ้นดื่มคารวะตามธรรมเนียม
หวังชุ่ยผิงมองไปรอบ ๆ ในที่สุดสายตาก็หยุดที่ลู่ฮ่าว “เริ่มกันที่หมอลู่ก่อนก็แล้วกัน”
เจียงจื้อกังถือแก้วเหล้าทั้งสองมือ ยกไปทางลู่ฮ่าวแล้วดื่มอวยพรอย่างจริงใจ “น้องเขย โปรดให้เกียรติดื่มสุราสำหรับงานแต่งงานของฉันกับชุ่ยผิงด้วย ขอบคุณที่คอยดูแลเรามาตลอด”
ลู่ฮ่าวดื่มเหล้า “เราทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ผมขอให้คุณและพี่สะใภ้มีความสุขในการแต่งงานเป็นเวลาร้อยปี”
“ขอบคุณ”
หวังชุ่ยผิงรินน้ำผลไม้ใส่แก้วของกู้หนานด้วยความรอบคอบ จากนั้นเจียงจื้อกังก็ยกมันไปทางกู้หนาน “น้องสาว มีถ้อยคำนับพันอยู่ในน้ำผลไม้แก้วนี้ หากไม่มีเธอ เราสองคนก็คงไม่มีวันนี้ ขอบคุณมากจริง ๆ”
กู้หนานหยิบเครื่องดื่มที่เจียงจื้อกัง จากนั้นกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ชาย พี่สะใภ้ นับเป็นโชคชะตาที่พวกคุณทั้งสองคนได้อยู่ร่วมกัน ในอนาคตขอให้ชีวิตคู่มีแต่ความราบรื่นนะ”
“พวกเราขอรับไว้ด้วยความยินดี”
ทั้งสองดื่มอวยพรให้ทุกคนทีละคน หลังจากนั้นทุกคนก็เวียนกันมอบอั่งเปาให้พวกเขาพร้อมกับกล่าวคำอวยพร
กู้ย่าฮุยเถียงกับฉินเฟิงไปเรื่อย จากนั้นก็หยอกล้อเจียงจื้อกังจนหน้าแดง
ทันทีที่รู้ว่าเจียงจื้อกังกำลังเขินอาย กู้หนานกับเฉินรั่วหลินก็หันไปทางเขาพร้อมกับส่งสายตาเป็นเชิงกล่าวหา
กู้ย่าฮุยจึงรีบพูดคำที่จริงจัง “พี่จื้อกัง พี่ชุ่ยผิงเป็นผู้หญิงที่ดี พี่ต้องปฏิบัติต่อเธออย่างดี อย่าให้เธอต้องเจ็บปวดหรือผิดหวังนะครับ”
“ขอบคุณมากครับหมอกู้ ผมจะดีกับเธอกับเถี่ยตันอย่างดีที่สุดแน่นอน”
“เถี่ยตัน มาสิ ดื่มด้วยกัน”
เจียงจื้อกังรินน้ำผลไม้ให้เถี่ยตันหนึ่งแก้ว จากนั้นชนแก้วกับเขา “เราจะเป็นครอบครัวเดียวกันนับจากนี้ไป”
ไม่มีใครรู้ว่าเถี่ยตันไปเรียนรู้เคล็ดลับการพูดมาจากที่ไหน เขาเอ่ยราวกับผู้ใหญ่ผ่านร้อนผ่านหนาว “ถ้าอย่างนั้นตอนนี้ผมสามารถเรียกน้าว่าพ่อได้หรือยังครับ?”
ชายหนุ่มอย่างเจียงจื้อกัง พอถูกเรียกขานว่าพ่อก็เขินอาย
การแต่งงานครั้งนี้ทำให้เขามีลูกชายที่โตแล้วและมีอายุแปดขวบ
แต่เขาก็ตอบกลับไปว่า “เรียกได้ถ้าเธอยินดี”
เถี่ยตันมองไปที่เจียงจื้อกัง เรียกขานเขาโดยที่ไม่มีสิ่งกีดขวางทางจิตใจอีก “พ่อจื้อกัง”
ทันทีที่เถี่ยตันเรียกเขาว่าพ่อเป็นครั้งแรก ดวงตาของเจียงจื้อกังก็เปียกชื้น รีบร้อนตอบรับอย่างปลื้มใจ
เมื่อเห็นว่าเถี่ยตันเรียกเจียงจื้อกังว่าพ่อโดยไม่ตะขิดตะขวง กู้หนานก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้าใจ
คนเลวหลิวไคซานคนนั้น หลังจากหย่าร้างเขาก็ไม่ได้มาใส่ใจดูดำดูดีลูกชายของตัวเองอีกเลย ถ้าเขาปฏิบัติต่อลูกตัวเองเป็นอย่างดี ต่อให้เลิกกับแม่ แต่ก็ยังดูแลลูกอย่างดีเหมือนเดิม เถี่ยตันคงไม่ยอมรับหรือเรียกคนอื่นว่าพ่อได้อย่างง่ายดาย
แน่ล่ะ ตั้งแต่ก่อนจะหย่าร้าง ปกติหลิวไคซานก็ไม่ค่อยจะกลับบ้านอยู่แล้ว เขาจะไปผูกพันกับลูกได้อย่างไร
“เถี่ยตัน เจ้าเด็กปากหวานคนนี้นี่นะ”
กู้ย่าฮุยถามด้วยความสงสัย “พี่ชุ่ยผิง แล้วครอบครัวเดิมของพี่รับรู้เรื่องการแต่งงานใหม่ของพี่หรือยังครับ?”
“ฉันโทรไปบอกเรื่องนี้กับพี่ชายทั้งสองคนแล้ว ตอนแรกที่พวกเขาได้ยินว่าฉันคบหากับหนุ่มโสดที่อายุน้อยกว่า พวกเขาไม่สบายใจ คิดว่าจื้อกังไม่น่าเชื่อถือ แต่พอบอกพี่ชายว่าเขาเป็นคนที่น้องหนานหน่านแนะนำมา ทั้งยังมีฐานะเป็นพี่ชายของหนานหน่าน พี่ชายฉันก็เห็นด้วยทันที ก่อนหน้านี้พี่ชายฉันยังยุ่งอยู่กับการล้มหมู ฉันก็เลยบอกเขาว่าเราจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว อีกประมาณสองวันให้หลังเขาน่าจะมาหาเรา”
หวังชุ่ยผิงไม่เคยกล้าพูดเรื่องของเจียงจื้อกังให้ครอบครัวเดิมของตัวเองฟังเลย เพราะรู้ว่าครอบครัวคงไม่สนับสนุนที่เธอตัดสินใจคบหากับชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าและยังไม่เคยแต่งงาน
เมื่อคุยกันทางโทรศัพท์ เธอพูดคุยและอธิบายให้พวกเขาฟังว่าขนาดหลิวไคซานแก่กว่าเธอมาก เขายังปฏิบัติต่อเธออย่างเลวร้ายได้ลงคอเลย ฉะนั้นความรักไม่ควรให้อายุมาจำกัดมัน
ท้ายที่สุด พี่ชายของเธอก็ยอมเข้าใจ
เขาบอกว่าเขามาทำความรู้จักอีกฝ่ายด้วยตัวเอง แต่เมื่อได้ยินว่าเธอไปจดทะเบียนสมรสมาแล้ว เขาก็ดุชุดใหญ่ แล้วบอกว่าจะมาเยี่ยมภายในไม่เกินสองวัน
ถึงอย่างนั้นพี่ชายก็ไม่ได้บอกให้เธอพาเจียงจื้อกังกลับไปที่บ้าน แล้วเธอเองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ด้วย
หวังชุ่ยผิงรู้ว่าในชนบท ถ้าลูกสาวของครอบครัวหนึ่งหย่าร้างกับสามี ก็จะตกเป็นที่น่าอับอายสำหรับชาวบ้านที่รู้เรื่องนี้
เพื่อนบ้านไม่สนใจหรอกว่าทำไมเธอถึงหย่า พวกเขาคิดแค่ว่าตราบใดที่ฝ่ายหญิงถูกฝ่ายชายทอดทิ้ง คงเป็นเพราะฝ่ายหญิงไม่ดีพอ หวังชุ่ยผิงจึงไม่เคยคิดที่จะพาเจียงจื้อกังกลับไปที่บ้านเกิดของตัวเองเลย
ขอเพียงพวกเขาตั้งรกรากในเมืองได้ พวกเขาก็จะไม่ต้องกลับไปแบกรับคำติฉินนินทาจากใครอีก
“โอ้ จริงด้วย พี่ชายคุณทำอาชีพคนขายเนื้อนี่นา”
ครั้งล่าสุดที่พี่ชายของหวังชุ่ยผิงเข้ามาในเมืองเพื่อเอาเรื่องหลิวไคซาน ทั้งครอบครัวต่างก็รู้เรื่องนี้ กู้ย่าฮุยผู้เชี่ยวชาญเรื่องซุบซิบนินทาก็ได้ยินเรื่องนี้มาบ้างเช่นกัน
เขายิ้ม พูดกับเจียงจื้อกังว่า “พี่จื้อกัง คุณคงไม่เคยเจอพี่ชายของพี่ชุ่ยผิงมาก่อนใช่ไหมล่ะ? เขาเป็นคนขายเนื้อ พี่ระมัดระวังสวัสดิภาพของตัวเองให้มากไว้นะ”
เจียงจื้อกังเคยได้ยินเกี่ยวกับกิตติศัพท์ของพี่ชายหวังชุ่ยผิงมาจากเถี่ยตันอยู่บ้าง
ทุกครั้งที่เถี่ยตันพูดถึงลุง เขาจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ บอกว่าลุงชอบหิ้วขาหมูมาให้เขาด้วย
“ผมจะดูแลพวกเขาอย่างดี”
หวังชุ่ยผิงมองดูท่าทีระมัดระวังของเจียงจื้อกังแล้วปลอบว่า “หมอกู้ อย่าทำให้จื้อกังกลัวสิคะ พี่ชายของฉันเป็นแค่คนขายเนื้อ เขาไม่มีทางฆ่าแกงใครได้หรอก”
วันนี้เป็นวันแห่งความสุข เจียงจื้อกังดื่มไปได้สองสามแก้วก็มึนเมาเสียแล้ว
เจียงจื้อกังไม่ค่อยดื่มแอลกอฮอล์หนักขนาดนี้มาก่อน แต่ตอนนี้เขาดื่มมากเกินไป
เมื่อออกมาจากร้านจู้เซียง กู้ย่าฮุยช่วยประคองเจียงจื้อกังที่เดินซวนเซไม่มั่นคงช่วยกันกับหวังชุ่ยผิง จากนั้นก็มองไปยังเจียงจื้อกังที่สูงเกือบเท่าเขา แล้วเริ่มพูดหยอกล้ออีกครั้ง “พี่ชุ่ยผิง คุณนี่ตาถึงจริง ๆ เลย เห็นหรือเปล่าว่าพี่จื้อกังน่ะหล่อเหลาแค่ไหน”
เจียงจื้อกังที่ยังตกอยู่ในความงุนงงเพราะอาการมึนเมา เมื่อได้ยินกู้ย่าฮุยพูดถึงตน เขาก็โพล่งขึ้นมาว่า “หมอกู้ อย่ายกยอผมเกินไปเลย”
“ผมพูดจริงนะ พี่นี่หล่อไม่เบาเลย ถึงจะหล่อน้อยกว่าผมหน่อยก็เถอะ แต่ก็ดีกว่าผู้ชายหน้าอย่างใจอย่างคนนั้นร้อยเท่าพันเท่า พี่ชุ่ยผิงไม่คิดอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้ย่าฮุย หวังชุ่ยผิงรู้สึกมีความสุขมาก
สามีคนนี้ดูดีกว่าสามีคนก่อนหน้านี้เป็นร้อยเท่าแน่นอน
ลู่ฮ่าวคอยประคองกู้หนาน หวังชุ่ยผิงและเถี่ยตันช่วยประคองเจียงจื้อกัง พวกเขามุ่งหน้ากลับไปยังบ้านของครอบครัว ส่วนคนอื่น ๆ แยกย้ายกันกลับบ้านของตัวเอง
ลู่ฮ่าวดื่มไปสองสามแก้วจึงรีบกลับบ้านไปนอนพักก่อนเวลา
วันต่อมาเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ พวกเขาไม่จำเป็นต้องตื่นนอนแต่เช้าเลยเข้านอนดึกกันทุกคน
หลังจากที่ลู่ฮ่าวตื่นนอน เมื่อเห็นว่ากู้หนานยังคงหลับอยู่ เขาก็กอดเธอไว้และใช้เวลาบนเตียงต่อไป
ทันใดนั้น ใครคนหนึ่งกลับมาเคาะประตู
ลู่ฮ่าวขมวดคิ้วเล็กน้อย ลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะเดินออกมาจากห้องนอน สวมเสื้อและกางเกงตัวหลวม แล้วตรงไปตรวจสอบสถานการณ์
ขณะที่เขากำลังจะเปิดประตู เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเสียงนั้นไม่ได้ดังขึ้นจากประตูของเขา แต่เป็นประตูของหวังชุ่ยผิงที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ลู่ฮ่าวเปิดประตูออกไปดูทันที
ทันใดนั้นเขาก็เห็นหลิวไคซานยืนอยู่หน้าประตู เจ้าตัวพยายามเคาะและกระแทกประตูอย่างรุนแรง