เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 627 ทำไมไม่ท้องสักที
บทที่ 627 ทำไมไม่ท้องสักที
“จับชีพจรทำไม?” กู้หนานมองไปที่พวกเขา แสร้งทำเป็นงงงวย
กู้ย่าฮุยกระแอมเบา ๆ แล้วตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเขินอาย “ฉันแค่อยากรู้ว่าสุขภาพของรั่วหลินมีปัญหาหรือเปล่า”
“ทำไมหรือ? มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า?” กู้หนานมองไปที่เฉินรั่วหลินแล้วถาม
ช่วงนี้เฉินรั่วหลินกดดันมาก สีหน้าจึงไม่ค่อยดีนัก เธอและกู้ย่าฮุยวิตกกังวล อยากตั้งครรภ์ให้เร็วที่สุดเพราะกลัวว่าแม่จะจับได้ว่าตัวเองพูดโกหก
“หนานหน่าน ฉันอยากรู้ว่าระบบภายในของฉันปกติดีไหม”
มือของเฉินรั่วหลินยื่นออกไปแล้ว กู้หนานจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องจับชีพจร
ทั้งกู้ย่าฮุยและเฉินรั่วหลินกลั้นหายใจ มองไปที่มือของกู้หนานที่ทาบลงบนข้อมือของเฉินรั่วหลินอย่างประหม่า
กู้ย่าฮุยเป็นหมอ แต่ในขณะนี้เขารู้สึกประหม่ามากกว่าตอนอยู่หน้าโต๊ะอุปกรณ์ผ่าตัดซะอีก
หลังจากนั้นไม่นาน กู้หนานก็ถอนมือออก
“เป็นยังไงบ้าง?” ทั้งคู่มองเธอพร้อมกันแล้วถาม
“ประจำเดือนของเธอมาปกติหรือเปล่า?” กู้หนานถาม
เฉินรั่วหลินพยักหน้า “ปกติ ทุกอย่างปกติดี”
“ลองจับชีพจรดูแล้ว ร่างกายไม่มีอะไรผิดปกตินะ”
เมื่อได้ยินคำพูดของกู้หนาน เฉินรั่วหลินและกู้ย่าฮุยมองหน้ากัน ทั้งคู่รู้สึกสับสนเล็กน้อย
“ไม่มีปัญหาหรือ?”
กู้หนานตอบกลับ “อืม แต่ฉันไม่สามารถรับประกันได้ว่าปัญหาทั้งหมดสามารถวินิจฉัยได้ผ่านการตรวจสอบชีพจรแค่อย่างเดียว แต่จากผลลัพธ์ที่ได้ ระบบภายในของเธอไม่ได้มีปัญหานะ”
เฉินรั่วหลินมองไปที่กู้ย่าฮุยอย่างจนปัญญา ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี
กู้ย่าฮุยคิดเฉินรั่วหลินไม่มีวี่แววว่าจะท้องเลย ทั้ง ๆ ที่เขาเองก็พยายามอย่างหนักทุกวันติดต่อกันมาเป็นเวลานาน จนช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ทั้งคู่เริ่มสงสัยเกี่ยวกับนรีเวชวิทยาของเฉินรั่วหลิน
แล้วทำไมเธอถึงไม่ท้องสักทีล่ะ?
“กู้ย่าฮุยพูดกับเฉินรั่วหลินว่า “รั่วหลิน อย่ารู้สึกกดดันเกินไป ไว้เราค่อยไปโรงพยาบาล ทำอัลตราซาวนด์ดูว่าท่อนำไข่อุดตันหรือเปล่า”
เมื่อกู้หนานได้ยินว่ากู้ย่าฮุยวางแผนจะพาเฉินรั่วหลินไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกาย แต่เขากลับไม่สงสัยในสุขภาพของตัวเองเลย เธอก็ตำหนิด้วยความโกรธว่า “ถ้าจะไปตรวจร่างกาย ก็ควรไปทั้งสามีและภรรยา”
“หืม?” กู้ย่าฮุยมองเธอด้วยใบหน้าเหลอหลาเมื่อได้ยินแบบนั้น “ฉันต้องตรวจด้วยหรือ?”
กู้หนานมองไปที่เขา พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ทำไมล่ะ? คิดว่าการมีลูกเป็นแค่เรื่องของผู้หญิงฝ่ายเดียวเท่านั้นหรือ? พี่เองก็ควรลองไปตรวจดูด้วยเหมือนกันสิ”
ในยุคนี้ การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานยังไม่เป็นที่นิยม แม้แต่แพทย์เองก็ยังไม่ให้ความใส่ใจกับมันมากนัก
ใบหน้าที่หล่อเหลาของกู้ย่าฮุยกลายเป็นคล้ำหมองทันทีเมื่อเธอพูดแบบนั้น
เขาตอบว่า “ไม่สิ ร่างกายของฉันจะมีปัญหาได้ยังไง?”
กู้หนานไม่ไว้หน้าเขาเลย เธอพูดตรง ๆ ว่า “ถ้าอย่างนั้นจะเป็นเพราะสาเหตุอะไรล่ะ ในฐานะที่เป็นหมอ ฉันคิดว่ารั่วหลินสบายดี อย่ากลัวการตรวจรักษาทางการแพทย์เลยค่ะ ไปตรวจทั้งสองคนเลยดีกว่า”
กู้ย่าฮุยรู้สึกละอายใจ เขาต้องรู้สึกยังไงกับเรื่องนี้กัน แม้แต่ลูกพี่ลูกน้องของเขายังสงสัยว่าเขามีปัญหาด้านสมรรถภาพทางเพศ
ชายหนุ่มต้องการจะปฏิเสธ แต่อายเกินกว่าจะพูด เขาจึงหันไปขอความช่วยเหลือจากเฉินรั่วหลิน “รั่วหลิน บอกหนานหน่านสิว่าฉันมีปัญหาตรงไหน?”
ใบหน้าของเฉินรั่วหลินแดงก่ำด้วยความลำบากใจ เธอก้มหน้าลง ไม่กล้ามองไปที่กู้หนาน จากนั้นก็ลุกขึ้นเพื่อหลบหนีจากสถานการณ์น่ากระอักกระอ่วน “ฉันขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ”
กู้หนาน “…”
เธอมองไปที่ทั้งคู่ พูดไม่ออกเช่นเดียวกัน
เกรงว่าพวกเขาคงเข้าใจไปคนละประเด็นกันแน่ ๆ
สิ่งที่กู้หนานหมายถึงคือปัญหาด้านทัศนคติในการใช้ชีวิตคู่ ทั้งสองต้องแก้ไขปัญหาหลังแต่งงานร่วมกัน คู่รักหลายคู่ใช้ชีวิตสมรสตอนกลางคืนกันตามปกติ ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถมีลูกได้
ตัวอย่างเช่นอัตราการรอดชีวิตต่ำของสิ่งสิ่งนั้น
กู้ย่าฮุยรักษาผู้ป่วยเก่งมาก แต่เขากลับล้มเหลวด้านการใส่ใจสุขภาพของตนเอง
แม้แต่ลู่ฮ่าวยังตระหนักว่ากู้ย่าฮุยคิดผิด เขาจึงพูดว่า “เอาล่ะ ในเมื่อมีปัญหาแบบนี้ นายเองก็ควรไปตรวจสุขภาพด้วย”
กู้ย่าฮุยขมวดคิ้ว “ตรวจเรื่องอะไรล่ะ ฉันมีอะไรผิดปกติตรงไหน ฉัน…”
กู้ย่าฮุยต้องการจะบอกว่าเขาแข็งแรงมาก แต่เมื่อมองไปที่กู้หนาน เขาก็กลืนถ้อยคำพวกนั้นกลับลงคอทันที
อีกฝ่ายเป็นน้องสาวของเขา จะพูดถึงหัวข้อพรรค์นี้ต่อหน้าเธอได้อย่างไรกัน
“พี่ฮุย ตรวจสุขภาพอะไรกันหรือ?”
ในขณะนี้ ฉินเฟิงและกู้ย่าถิงเดินเข้ามา พวกเขาได้ยินคำพูดของกู้ย่าฮุยเพียงเผิน ๆ ก็เลยถามอย่างไม่เป็นทางการ
กู้ย่าฮุยรู้สึกขายหน้าเล็กน้อย ตอบกลับด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีว่า “ไม่เกี่ยวกับเรื่องตรวจสุขภาพซะหน่อย”
ทัศนคติของกู้ย่าฮุยทำให้ฉินเฟิงและกู้ย่าถิงสับสน
“พี่สาว เลิกงานแล้วหรือ? มานั่งเร็วเข้า”
ฉินเฟิงและกู้ย่าถิงเดินไปที่โต๊ะกลมแล้วนั่งลง
“ฉันจะไปดูรั่วหลินหน่อย” กู้ย่าฮุยผู้มีใบหน้าแดงก่ำรีบขอตัวไปตามหาเฉินรั่วหลิน
ฉินเฟิงมองสีหน้าท่าทางที่แปลกไปของกู้ย่าฮุย ยิ่งเกิดความอยากรู้อยากเห็น เขามองไปที่กู้หนานแล้วถามว่า “กำลังคุยอะไรกันอยู่หรือ?”
กู้หนานกะพริบตาปริบ ๆ เปลี่ยนเรื่องทันควัน “คุยเรื่องยอดคงเหลือของเงินฝาก เห็นว่าพวกนายกำลังดูบ้านไว้ไม่ใช่หรือ?”
เมื่อฉินเฟิงได้ยินสิ่งนี้ เขาก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
พี่ฮุยคงมีเงินไม่พอที่จะซื้อบ้าน ก็เลยรู้สึกอับอายสินะ?
ฉินเฟิงสามารถเข้าใจอารมณ์ของกู้ย่าฮุยได้อย่างถ่องแท้ เขาเคยเป็นนายน้อยที่ร่ำรวย แต่ตอนนี้เขากลับต้องใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อหาซื้อบ้าน เงินอาจจะชักหน้าไม่ถึงหลัง เป็นธรรมดาที่เขาจะรู้สึกอาย
ฉินเฟิงวางแผนว่าจะกลับไปคุยกับกู้ย่าฮุยดู เผื่อว่าตนจะช่วยอะไรอีกฝ่ายได้บ้าง
เมื่อพูดถึงเรื่องเงิน ฉินเฟิงก็พูดถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา “พี่สะใภ้ พวกเราไปดูมาหลายที่ พี่ฮุยตั้งใจว่าจะเป็นเพื่อนบ้านของเรา อาศัยแค่เงินของผมก็พอแล้ว ผมกับย่าถิงหารือกันไว้ วางแผนที่จะซื้อบ้านหลังใหญ่กว่าเดิม แม่ของผมจะได้มาที่หลันเฉิง แล้วช่วยดูแลลูก ๆ ของเราในอนาคต”
ในฐานะคนที่เคยมีประสบการณ์ กู้หนานแนะนำพวกเขาว่า “ถ้านายมีเงินเพียงพอก็ซื้อบ้านหลังใหญ่ไปเลย อีกหน่อยอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จะทำเงินได้อย่างมากมาย แค่นายมีบ้านอยู่ในมือ ในอนาคตอาจจะรวยได้ภายในชั่วข้ามคืน พอมีเงินมากขึ้น ค่อยหาซื้ออะพาร์ตเมนต์แล้วปล่อยให้เช่าเพิ่มอีกสองสามห้อง”
ฉินเฟิงเกาหัวพลางยิ้ม “ตอนนี้เราซื้อได้แค่ห้องเดียวเท่านั้นแหละ”
แต่ถึงแม้เงินของเขาจะเพียงพอสำหรับซื้อแค่ห้องเดียว เขาก็รู้สึกดีมาก
อย่างน้อยหลังจากตั้งหลักในหลันเฉิงได้แล้ว ชีวิตแต่งงานของเขากับกู้ย่าถิงก็จะสมบูรณ์สักที
“พี่สาว เฟิงจื่อเป็นผู้ชายที่มีศักยภาพสูงมาก พี่เลือกคนไม่ผิดแน่นอน อีกหน่อยเขาต้องกลายเป็นนักธุรกิจใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย”
กู้ย่าถิงมองไปที่ฉินเฟิงด้วยสายตาอ่อนโยน ตอบกลับเบา ๆ ว่า “หนานหน่าน ฉันคิดว่าตอนนี้ชีวิตของฉันดีมาก ๆ แล้ว ฉันไม่จำเป็นต้องรวยหรือมีอำนาจ และฉันก็ไม่ได้อยากให้เขาเป็นนักธุรกิจใหญ่ ฉันแค่อยากใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีความสุขตามอัตภาพน่ะ”
กู้ย่าถิงเป็นครูจึงมีมุมมองกว้างขวาง กู้หนานรู้ว่าคนอย่างกู้ย่าถิงย่อมให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจมากกว่าสิ่งของนอกกาย เธอพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “พี่สาวพูดถูกต้องค่ะ”
ขณะที่พวกเขาคุยกัน เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงก็มาถึงพร้อมกับเถี่ยตัน
หวังชุ่ยผิงสวมชุดกระโปรงสีแดงเป็นพิเศษ ผมก็เพิ่งดัดทรงใหม่ ดูสดใสและนำสมัยเป็นอย่างยิ่ง
เจียงจื้อกังร่าเริงมากขึ้นหลังจากผ่านเหตุการณ์ที่มีความสุขในชีวิต แม้กระทั่งเถี่ยตันก็มีรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า
เมื่อเห็นครอบครัวทั้งสามเดินเข้ามา กู้หนานก็ยิ้มและพูดว่า “เจ้าภาพของวันนี้มาถึงแล้ว”
“ไอหยา หนานหน่าน ทำไมเธอถึงได้จองโต๊ะใหญ่แบบนี้ล่ะ?” หวังชุ่ยผิงเหลือบมองเข้าไปในห้องอาหาร เมื่อเห็นโต๊ะกลมขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างสวยงาม หัวใจของเธอพลันปวดร้าวไปชั่วขณะ
ทุกอย่างล้วนใช้เงินจริง ๆ
กู้หนานบอกว่า “วันนี้เรามีแขกหลายคน เราเลยต้องจองโต๊ะใหญ่”
หวังชุ่ยผิงเห็นฉินเฟิงและกู้ย่าถิงนั่งอยู่ก็หันไปทักทายพวกเขา “เสี่ยวฉิน คุณครูกู้ พวกคุณก็มาที่นี่ด้วยหรือคะ?”
“อืม มาเพื่อแสดงความยินดีกับคุณไงล่ะ”
“ผมกับรั่วหลินก็ด้วย” หลังจากนั้นกู้ย่าฮุยและเฉินรั่วหลินก็เดินจูงมือออกมาจากห้องน้ำ ตอนนี้สีหน้าของพวกเขากลับมาเป็นปกติแล้ว
กู้ย่าฮุยมองหวังชุ่ยผิงที่ดัดผมใหม่ทั้งยังแต่งหน้าสวยงาม ก่อนจะเอ่ยติดตลกพร้อมรอยยิ้ม “โอ้โฮ พี่ชุ่ยผิง ทรงผมทันสมัยไม่เบาเลยนะ”
หวังชุ่ยผิงรู้สึกเขินอายเล็กน้อยกับคำชมของอีกฝ่าย เธอยิ้มรับอย่างเคอะเขิน “ฉันอยากลองเปลี่ยนการแต่งตัวของตัวเองดูบ้าง”
กู้ย่าฮุยพยักหน้าอย่างชื่นชม “ดีแล้ว เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลย พอใส่ชุดแบบนี้แล้ว พี่ยิ่งดูเหมือนสาวต่างชาติเข้าไปใหญ่”
ฉินเฟิงก็เข้าร่วมวงสนทนาด้วยความตื่นเต้น “พี่ชุ่ยผิง พวกคุณเพิ่งจะตกหลุมรักกันได้ไม่นาน เผลอแป๊บเดียวก็แต่งงานกันอย่างเงียบ ๆ แล้ว พัฒนาการเร็วมากจริง ๆ”
ในตอนแรกสองคนนี้ดูค่อนข้างเป็นคนเก็บตัวกันทั้งคู่ พวกเขาคิดว่าคงอีกนานกว่าทั้งคู่จะพัฒนาความสัมพันธ์ไปอีกระดับหนึ่ง ไม่คิดว่าในเวลาไม่นาน ทั้งสองจะจดทะเบียนสมรสกันแล้ว
“โอกาสเจอคนที่ใช่มีมากนักหรือไง ถ้าคว้าเขาไว้ไม่ทัน แล้วพลาดไปอีกจะทำยังไง”
หวังชุ่ยผิงเป็นคนร่าเริง ด้วยความที่รู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี เธอจึงคล้อยตามคำพูดของพวกเขาและพูดจาติดตลกอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่าฮ่า”
คำพูดของหวังชุ่ยผิงทำให้ทุกคนหัวเราะร่วน บรรยากาศเต็มไปด้วยความร่าเริง
หลังจากที่ทุกคนนั่งลง กู้ย่าฮุยก็เชื้อเชิญ “มาเถอะทุกคน เริ่มต้นสั่งอาหารกันเลย”
กู้หนานตอบว่า “เดี๋ยวก่อน ยังขาดซุนเฉิงกับเวิงอิ่ง”
“หนานหน่าน เธอเรียกคุณซุนมาที่นี่ด้วยหรือ?”
ซุนเฉิงเป็นหัวหน้าใหญ่ในโรงงานของพวกเขา เมื่อหวังชุ่ยผิงและเจียงจื้อกังได้ยินว่าซุนเฉิงจะมาร่วมมื้ออาหารด้วย พวกเขาก็ประหม่า รีบนั่งตัวตรงราวกับว่าพวกเขากำลังประชุมอยู่ในโรงงาน
“พวกเขาก็เป็นเพื่อนของเราในหลันเฉิง ฉันเลยเรียกเขามาร่วมแสดงความยินดีกับพวกพี่น่ะ”