เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 620 ปลดปล่อย
บทที่ 620 ปลดปล่อย
ในขณะที่อู๋เอ้อร์จู้กำลังจะอ้าปากพูด เจียงจื้อกังก็พูดอีกครั้งว่า “ถ้านายคิดว่าสิ่งที่ฉันพูดไม่ถูกต้อง งั้นก็โทรหาตำรวจซะ ให้ตำรวจจัดการเรื่องนี้แทน หาเงินสองพันหยวนมาชดใช้ให้แม่ฉันด้วย”
“เมื่อกี้นี้นายเพิ่งจะยอมรับเองว่านายรับเงินมาจากเจียงเหมย แถมยังเป็นเงินที่ถูกขโมยมาอีกที ในเมื่อเป็นอย่างนั้นนายก็ต้องรับผิดชอบ”
เจียงจื้อกังคลุกคลีอยู่กับกู้หนานและคนอื่น ๆ ในหลันเฉิงมาเป็นเวลานาน ด้วยเหตุนี้จึงพอรู้วิธีที่จะจัดการกับอู๋เอ้อร์จู้
กู้หนานมักจะสอนให้เขากล้าหาญมากขึ้น ไม่ควรตกเป็นเบี้ยล่างของคนพวกนี้
ตอนที่เจียงจื้อกังอยู่บ้าน เขาเคยไม่มีสิทธิ์มีเสียง แต่ตอนนี้เขามีคนที่ต้องปกป้องแล้ว
ชายหนุ่มกลัวว่าคนอย่างอู๋เอ้อร์จู้จะก่อกวนพวกเขาไม่รู้จบสิ้น จนส่งผลกระทบต่อชีวิตคู่ของเขาและหวังชุ่ยผิง เขาจึงไม่เกรงกลัวอีกต่อไป
อู๋เอ้อร์จู้ตะคอกอย่างเย็นชา “เจียงจื้อกัง นายกล้าขู่ให้ฉันกลัวหรือ? เจียงเหมยให้เงินฉันเอง ฉันไม่ได้ขโมยมา”
หวังชุ่ยผิงซึ่งอยู่ในวอร์ดกังวลจนต้องออกมาตรวจสอบสถานการณ์
เมื่อได้ยินคำพูดของอู๋เอ้อร์จู้ เธอก็ก้าวไปข้างหน้า ตอบไปว่า “ใครจะรู้ว่าความจริงเป็นยังไง นายใส่ร้ายเจียงเหมยกลบเกลื่อนความผิดของตัวเองหรือเปล่า? พอเรามาถึงโรงพยาบาลในตอนเช้า เงินหายไป คนก็หายไปด้วย นายอ้างว่าเจียงเหมยเป็นคนให้เงิน แล้วไหนหลักฐานล่ะ? ใครจะไปรู้ พวกคุณสองคนอาจร่วมกันขโมยเงินแล้วให้เจียงเหมยไปซ่อนตัวที่ไหนสักแห่งก็ได้”
เจียงจื้อกังเตือนเขาเสียงเข้ม “ฉันขอเตือนไว้ก่อน ถ้าเจียงเหมยไม่ได้ให้เงินนายเองจริง ๆ พวกเราไม่ปล่อยนายไว้แน่”
อู๋เอ้อร์จู้ไม่สามารถพูดอะไรเพื่อเอาชนะพวกเขาได้เลย เขาชี้หน้าเจียงจื้อกังพร้อมกัดฟันกรอด “ฝากไว้ก่อนเถอะ”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลัง จากไปด้วยความโกรธ
เจียงจื้อกังรู้ว่าอู๋เอ้อร์จู้เล่นละครตบตาคนเก่ง อีกทั้งคนที่รับผิดชอบกิจการในครอบครัวก็คือแม่ของเขาเป็นหลัก ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อรายงานสถานการณ์ให้แม่รู้แน่
“จื้อกัง คุณทำถูกแล้ว ถ้าพวกเขากล้ามาสร้างปัญหาอีก เราจะแจ้งตำรวจให้มารวบตัวพวกเขาไปซะ”
อู๋เอ้อร์จู้รับของโจรเป็นเงินหนึ่งพันหยวนของเจียงเหมย เขาย่อมหวาดกลัวตำรวจเป็นธรรมดา
วันรุ่งขึ้น อู๋เอ้อร์จู้มาที่โรงพยาบาลพร้อมกับแม่ของเขา
ก่อนที่แม่ของอู๋เอ้อร์จู้จะเดินเข้าไปในวอร์ด หวังชุ่ยผิงก็เข้ามาขวางเธอไว้ จริงด้วยที่เมื่อวานนี้พวกเขาคาดเดากันว่าแม่ของอู๋เอ้อร์จู้คือผู้ตัดสินใจหลัก
หวังชุ่ยผิงยืนยันว่าอู๋เอ้อร์จู้พาเจียงเหมยไปซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่ง
แม่ของอู๋เอ้อร์จู้ว่าไม่มีเหตุผลแล้ว หวังชุ่ยผิงก็ยิ่งสู้ด้วยการทำตัวไร้เหตุผลกลับ จนสองแม่ลูกไม่สามารถเข้าไปในวอร์ดได้ด้วยซ้ำ
พวกเขาทะเลาะกันอยู่ตรงโถงทางเดิน พยาบาลจึงออกมาไล่
สองแม่ลูกตระกูลอู๋ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องจากไปโดยไม่เต็มใจ
อู๋เอ้อร์จู้รู้สึกอยู่เสมอว่าเจียงเหมยยังไม่ได้ไปไหนไกล เขาจึงออกตระเวนไปรอบ ๆ เมืองเพื่อตามหาเธออย่างจริงจัง
ในวันที่สี่หลังจากการผ่าตัดของหวังเซิ่งหลัน ในที่สุดหมอก็อนุญาตให้หวังเซิ่งหลันออกจากโรงพยาบาลได้ในเช้าวันนี้
เมื่อได้ยินคำพูดของหมอ เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ ราวกับว่าพวกเขาได้รับการปลดปล่อย
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำเรื่องออกอย่างรวดเร็ว เจียงจื้อกังก็ส่งหวังเซิ่งหลันกลับไปที่หมู่บ้าน
หวังเซิ่งหลันมองเจียงจื้อกังที่กำลังเก็บของแล้วพูดว่า “จื้อกัง พวกเธอจะกลับไปที่เมืองใช่ไหม? พาฉันไปด้วยสิ ถ้าฉันอยู่ที่หมู่บ้านคนเดียว แล้วใครจะคอยดูแลฉันล่ะ?”
เจียงจื้อกังตอบเสียงเย็น “แม่นอนพักอยู่บ้านสักระยะหนึ่งก็หายดีแล้ว เราสองคนต้องไปทำงานทั้งวัน แม่จะอยู่กับพวกเราตลอดเวลาได้ยังไง? ใครจะหาข้าวให้กิน?”
หวังเซิ่งหลันมองไปที่หวังชุ่ยผิงอีกครั้ง
หวังชุ่ยผิงพูดด้วยความรำคาญ “ถ้าคุณยืนกรานว่าจะตามเจียงจื้อกังกลับเมือง งั้นฉันก็จะเลิกกับเขาซะ สภาพครอบครัวคุณแย่มาก ฉันอยู่กับเขาไม่ได้หรอก”
หวังเซิ่งหลันเม้มริมฝีปาก พูดพึมพำว่า “ฉันไม่ไปก็ได้”
หวังเซิ่งหลันแนะนำอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นช่วยทิ้งที่อยู่ของพวกเธอเอาไว้หน่อยสิ อยู่ตรงส่วนไหนของหลันเฉิง? เผื่อฉันจะเขียนจดหมายไปหาพวกเธอบ้าง”
“ไม่ต้อง เดี๋ยวเราจะติดต่อกลับไปที่หัวหน้าหมู่บ้านเอง”
ระหว่างทางก่อนเจียงจื้อกังจะส่งหวังเซิ่งหลันกลับบ้าน เขาไม่ลืมซื้อถุงบรรจุข้าวสารรวมถึงไข่ไก่กลับมาด้วย หวังเซิ่งหลันจะได้หาข้าวกินเองที่บ้านได้ง่าย ๆ
“อย่าลืมนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อาหารแต่ละมื้อสามารถปรุงบนเตาไฟฟ้าได้ ผมไปก่อนนะ”
ที่บ้านเคยมีเตาไฟฟ้าขนาดใหญ่อยู่อันหนึ่ง เจียงต้าหมิงเคยซื้อมาไว้สำหรับดื่มกินสังสรรค์กับเพื่อน ๆ ในกระท่อม เปลืองไฟยิ่งกว่าอะไร
เจียงจื้อกังยกเตาไฟฟ้าออกมาวางไว้ในห้องหลัก รวมถึงหม้อสแตนเลสขนาดเล็ก เช่นเดียวกับชาม ตะเกียบ บะหมี่ และสิ่งของจำเป็นอีกหลายอย่างที่ถูกย้ายมาวางตรงเตียงเพื่อให้สะดวกต่อการใช้งาน
เท่านี้หวังเซิ่งหลันก็สามารถทำอาหารเองได้โดยเอื้อมมือหยิบ
หวังเซิ่งหลันนอนอยู่บนเตียง มองดูเจียงจื้อกังเดินไปมาจากห้องครัวมาที่ห้องนอนเพื่อเตรียมของ จากนั้นเธอก็คร่ำครวญอีกครั้ง “จื้อกัง แกไม่สงสารฉันเลยหรือ? แกจะทิ้งฉันไว้ที่นี่จริง ๆ หรือ? ”
เจียงจื้อกังพูดด้วยสีหน้าว่างเปล่า “ผมต้องทำมาหากิน ขืนอยู่ที่นี่กับแม่ต่อไปผมคงอดตายเข้าจริง ๆ”
ก่อนจากไป เจียงจื้อกังยังคงเป็นกังวลอยู่บ้าง เขาไปที่บ้านของเจียงต้าไห่ ฝากฝังผู้เป็นแม่ไว้กับเจียงต้าไห่ด้วยคำพูดสองสามคำ โดยหวังว่าพวกเขาจะแวะเวียนมาดูแลหวังเซิ่งหลันบ้าง
เจียงต้าไห่มองไปที่เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิง รับปากว่าจะช่วยดูแลหวังเซิ่งหลันให้
จากนั้น เขาก็เหลือบมองไปทางเจียงเสวี่ย เอ่ยกับเจียงจื้อกังไปยิ้มไป “จื้อกัง ไหน ๆ เธอก็มีงานการทำแล้ว ทำไมไม่ลองหางานให้เสี่ยวเสวี่ยทำบ้างล่ะ?”
เจียงจื้อกังตอบรับคำขอของเขาอย่างเสียไม่ได้ “ได้ครับ ผมจะลองหาดูแล้วกัน”
เจียงเสวี่ยตอบรับอย่างมีความสุข “พี่จื้อกัง ฉันจะรอข่าวดีจากพี่นะ พี่ต้องโทรกลับมาบอกที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านด้วยนะ”
พอออกมาจากบ้านของเจียงต้าไห่ก็เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงออกจากหมู่บ้านด้วยการเดินเท้าเข้าไปในเมือง ซื้อตั๋วขึ้นรถประจำทางอีกต่อหนึ่ง ตอนบ่ายถึงได้นั่งรถไฟกลับไปยังหลันเฉิง
หลังจากอยู่ท่ามกลางหมอกควันน่ากระอักกระอ่วนใจมาหลายวัน หวังชุ่ยผิงที่นั่งอยู่บนรถไฟที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านกลับรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อย สบายทั้งกายและใจอย่างที่สุด