เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 619 พ่อไก่เหล็กยอมถอนขน
บทที่ 619 พ่อไก่เหล็กยอมถอนขน
วันนี้อากาศอบอุ่น อู๋เอ้อร์จู้จึงเปลี่ยนมาสวมใส่เสื้อผ้าที่เบาสบายพร้อมกับถือถุงผลไม้ไว้ในมือ
เมื่อเห็นเจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิง เขาก็เดินไปหาด้วยรอยยิ้ม
“ฉันเพิ่งกลับมาถึงวอร์ด คนในวอร์ดบอกว่าแม่เข้าไปในห้องผ่าตัดแล้ว เสียเวลาตามหาอยู่นานกว่าจะมาเจอพวกนายอยู่ที่นี่”
หลังจากที่อู๋เอ้อร์จู้พูดจบ เขาก็มองไปที่แสงเหนือประตูห้องผ่าตัดพลางถามว่า “จื้อกัง แม่จะออกมาเมื่อไหร่หรือ?”
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันของอู๋เอ้อร์จู้ ทำให้ทั้งเจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงประหลาดใจ
ทั้งสองมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลงใจ
เรียกหวังเซิ่งหลันว่าแม่ แถมยังซื้อผลไม้มาเยี่ยมไข้ด้วยเนี่ยนะ?
เขาเป็นพ่อไก่เหล็ก*[1] ที่ยอมถอนขนอย่างกะทันหันหรือไง?
เจียงจื้อกังไม่สนใจคำถามของอู๋เอ้อร์จู้ ถามอย่างเย็นชาว่า “เจียงเหมยอยู่ไหน?”
“เจียงเหมย?” อู๋เอ้อร์จู้มองเข้าไปในทางเดินและพูดว่า “เหมยเหม่ยก็ดูแลแม่อยู่ที่โรงพยาบาลไม่ใช่หรือ?”
เจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิง “???”
อู๋เอ้อร์จู้หันศีรษะมองไปรอบ ๆ พอไม่เห็นร่างของเจียงเหมย เขาก็ทำสีหน้าแตกตื่นแล้วพูดว่า “ตอนเช้าฉันกลับบ้าน แต่เหมยเหม่ยไม่ได้มากับฉัน เธอบอกว่าจะอยู่โรงพยาบาลเฝ้าดูแลแม่ ให้ฉันกลับไปก่อน ทำไมเธอถึงไม่อยู่ที่โรงพยาบาลล่ะ?”
เจียงจื้อกังเย้ยหยัน “นายเชื่อคนง่ายขนาดนั้นเลยหรือ? เธอบอกให้นายกลับไปนายก็กลับไปง่าย ๆ เนี่ยนะ”
เมื่อวานนี้นายเกาะติดเจียงเหมยแน่นหนึบ ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป วันนี้อยากจะกลับก็กลับซะอย่างนั้น?
เจียงจื้อกังรับรู้ได้อย่างรวดเร็วว่ามีบางอย่างผิดปกติ
อู๋เอ้อร์จู้ทำตัวแปลกไป เขาต้องมีอะไรปิดบังอยู่แน่ ๆ
อู๋เอ้อร์จู้รู้สึกผิดมากจนไม่กล้ามองหน้าเจียงจื้อกัง เขาเอ่ยเสียงลังเล “ฉันแค่อยากกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ฉันรู้สึกเหนอะหนะไม่สบายตัว”
เมื่ออู๋เอ้อร์จู้เห็นว่าเจียงเหมยไม่อยู่ที่นี่ และไม่ได้อยู่ในวอร์ดเมื่อครู่นี้ด้วย เขาก็ถามอย่างกังวลว่า “เหมยเหม่ยไม่ได้กลับไปกับฉันจริง ๆ เธอไม่ได้อยู่ในโรงพยาบาลหรอกหรือ?”
เจียงจื้อกังตอบว่า “ไม่อยู่”
“แล้วเธอหายไปไหน?” อู๋เอ๋อร์จูเริ่มทำเป็นมองหาใครบางคนอย่างตั้งใจ
เจียงเหมยไม่ได้อยู่กับอู๋เอ้อร์จู้แบบนี้ เจียงจื้อกังก็พอเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
ผู้หญิงกลับกลอกคนนี้หาทางสลัดอู๋เอ้อร์จู้ออกไปแล้วหลบหนีไปคนเดียว
แต่อู๋เอ้อร์จู้มักจะติดตามเธออย่างใกล้ชิด แล้วทำไมวันนี้เธอถึงสลัดหลุดจากเขาได้ง่าย ๆ?
ที่แปลกกว่านั้นคือเขายังมีเงินซื้อผลไม้ด้วย
เจียงจื้อกังรู้จักนิสัยของคนเหล่านี้เป็นอย่างดี
พวกเขาทุกคนไม่มีทางทำดีโดยที่ไม่หวังผลกำไร หรือไม่ได้รับผลประโยชน์ และเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่าที่จะควักเนื้อจ่ายเงินเอง
เจียงจื้อกังหยุดอู๋เอ้อร์จู้ที่กำลังจะไปตามหาเจียงเหมยพลางถามว่า “ฉันขอถามอะไรหน่อย นายรู้ไหมว่าเงินของแม่ฉันหายไป?”
เมื่อคืนอู๋เอ้อร์จู้ยังอยู่ในโรงพยาบาล เขาอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินเหล่านั้น
“เงินหายหรือ?” อู๋เอ๋อร์จูดูประหลาดใจเมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจื้อกัง
เจียงจื้อกังพยักหน้าอย่างจริงจัง “ใช่ เงินเธอหายไปสองพันหยวน เราแจ้งตำรวจแล้ว ตำรวจกำลังหาตัวผู้กระทำความผิด นายรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น? ถ้าตอบตามความซื่อสัตย์จะได้รับการผ่อนปรนโทษ”
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง? ฉันไม่ได้เอาเงินแม่ไปซะหน่อย”
การแสดงออกของอู๋เอ้อร์จู้ดูไม่เหมือนว่าเขากำลังโกหก
เจียงจื้อกังถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นทำไมนายถึงเลือกที่จะกลับไปหมู่บ้านง่าย ๆ? ทำไมนายไม่ยอมติดตามเจียงเหมย? นายรู้ทั้งรู้ว่าเจียงเหมยอาจจะหนีไป แต่นายก็ยังกลับไปคนเดียวเนี่ยนะ?”
ดวงตาของอู๋เอ้อร์จู้กะพริบปริบ แต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมา
“ถ้านายไม่ยอมบอกความจริง ฉันจะโทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้ ให้พวกเขามาสอบสวนสถานการณ์ เงินสองพันหยวนไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย”
“ใช่ โทรหาตำรวจเลย สองพันหยวนนั้นเป็นเงินสำหรับต่อชีวิตคนแท้ ๆ คนร้ายยังกล้าขโมยไปอีก โทษหนักไม่ใช่เล่น ตำรวจลากเข้าคุกได้เลยนะเนี่ย”
เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงสนับสนุนคำพูดซึ่งกันและกัน ตอนพูดว่าตำรวจฟังดูน่ากลัวมาก
อู๋เอ้อร์จู้มีความผิดอยู่แล้ว กลัวมากว่าพวกเขาจะเรียกตำรวจมาสอบสวนตัวเอง
ในเมื่อเจียงเหมยหลบหนี เขาเองก็อาจต้องรับโทษถ้าไม่สามารถอธิบายเรื่องราวได้อย่างชัดเจน
เขาจึงบอกความจริงอย่างไม่เต็มใจว่า
“เมื่อเช้าเจียงเหมยให้เงินฉันมาหนึ่งพันหยวน อ้างว่าแม่เป็นคนให้มา เธอกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด กลัวว่าอาจมีบางอย่างเกิดขึ้น เลยให้เงินไว้ใช้หนี้ครอบครัวของฉันก่อน เธอขอให้ฉันเอาเงินกลับไปที่บ้าน”
“แต่ฉันขอพูดให้ชัดเจนก่อน เธอให้เงินฉันแค่หนึ่งพันหยวน ไม่ใช่สองพันหยวนอย่างที่นายพูด ต่อให้นายเรียกตำรวจมา ฉันก็มีเงินแค่หนึ่งพันหยวนเท่านั้นแหละ”
“เธอยังพูดอะไรอีกบ้าง?”
“เหมยเหม่ยบอกว่าค่าสินสอดจำนวนสามพันหยวนสูงไป แม่นายไม่มีปัญญาจ่าย ก็เลยคืนเงินให้เราแค่หนึ่งพันหยวน แถมยังบอกด้วยว่าฉันนอนกับเธอมาหลายครั้งแล้ว กินฟรีไปก็หลายครั้ง เงินสองพันยังนับว่าเกินไปด้วยซ้ำ หลังจากที่เราตกลงกันได้ เธอก็กำชับฉันว่าจากนี้ไม่ต้องมาขอเงินแม่อีก”
เมื่ออู๋เอ้อร์จู้พูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ ก่อนจะแอบสาปแช่งความโง่เขลาของตัวเองในใจ
สมองของเขานี่นะ ทำไมตอนนั้นถึงยอมเชื่อคำพูดของเจียงเหมยเอาง่าย ๆ กัน?
เป็นความผิดของเขาเองที่เห็นเงินแล้วตาลุกวาว ทันทีที่ได้รับเงินจำนวนหนึ่งพันหยวนจากเจียงเหมย เขาก็ตื่นเต้นมาก จดจ่ออยู่กับการนับเงิน ไม่คิดเก็บคำพูดของเธอมาใส่ใจเลย
“เจียงเหมยโยนหนึ่งพันหยวนให้นาย จากนั้นก็หนีไปเลยหรือ?”
อู๋เอ้อร์จู้โยนผลไม้ในมือทิ้ง กระวีกระวาดออกไปตามหาอีกฝ่ายทันที
หลังจากฟังคำอธิบายของอู๋เอ้อร์จู้แล้ว เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
หวังชุ่ยผิงไม่ค่อยเข้าใจบางจุดเท่าไหร่นัก “เธอใจกว้างจริง ๆ ถึงให้เงินอู๋เอ้อร์จู้ตั้งหนึ่งพันหยวน”
ด้วยนิสัยของเจียงเหมยแล้ว เป็นเรื่องแปลกจริง ๆ ที่เธอไม่เก็บเงินสองพันหยวนทั้งหมดไว้เอง
เจียงจื้อกังบอกว่า “ถ้าเธอไม่ให้เงินปิดปากอู๋เอ้อร์จู้ เธอคงไม่สามารถกำจัดสุนัขตัวนี้ได้เลย ต่อให้อยากหนีจากเขาเท่าไหร่ก็ไม่มีทางหนีพ้น”
อีกอย่าง เจียงเหมยยังเตือนอู๋เอ้อร์จู้ด้วยว่าในอนาคตเขาอย่าได้คิดมาขอเงินจากแม่ของเธออีก
ถึงเธอจะเป็นลูกสาวไม่รักดี แต่อย่างน้อยก็ยังคำนึงถึงหวังเซิ่งหลันในระดับหนึ่ง
หวังชุ่ยผิงแสดงความกังวล “แล้วเราควรทำยังไงดีล่ะ? ฉันคิดว่าถ้าอู๋เอ้อร์จู้ตามหาแล้วไม่เจอใคร เขาต้องกลับมาสร้างปัญหาให้กับพวกเราแน่ ๆ”
เจียงจื้อกังปลอบ “นั่นเป็นเรื่องระหว่างเขากับเจียงเหมย ทั้งสองต้องจัดการกันเอง จะมาสร้างปัญหากับเราไม่ได้”
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ไฟในห้องผ่าตัดดับลง ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก จากนั้นเตียงของหวังเซิ่งหลันก็ถูกผลักออกมา
เจียงจื้อกังรีบไปหาเธอแล้วถามว่า “คุณหมอครับ แม่ของผมเป็นยังไงบ้าง?”
“การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ตอนนี้จะถูกส่งตัวกลับไปที่วอร์ดต่อไปครับ”
ทั้งสองรีบช่วยกันเข็นเตียงผู้ป่วยกลับเข้าไปที่หอพักผู้ป่วยใน
หลังจากส่งตัวเธอกลับไปที่ห้องเรียบร้อยแล้ว หมอได้กำชับข้อควรระวังบางประการ และให้เรียกพยาบาลได้ทุกเมื่อ
เวลานี้หวังเซิ่งหลันยังพอมีสติชัดเจนอยู่บ้าง เธอลืมตาขึ้น ถามอย่างอ่อนแรงว่า “เจอเงินแล้วหรือยัง?”
“นอนพักผ่อนให้เพียงพอเถอะ ฟื้นเมื่อไหร่เราค่อยคุยกันอีกครั้ง”
เจียงเหมยมาหนีไป งานดูแลผู้ป่วยอย่างหวังเซิ่งหลันจึงตกอยู่กับเจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงสองคน
เจียงจื้อกังขอให้หวังชุ่ยผิงกลับไปที่โรงแรมเพื่อพักผ่อน แต่หวังชุ่ยผิงปฏิเสธ ยืนกรานว่าจะอยู่เฝ้าไข้กับเขา
พอฟ้าเริ่มมืด อู๋เอ้อร์จู้ก็กลับมา
ใบหน้าของเขาซีดเซียว แน่นอนว่าเขาไม่เจอใครเลย
ทันทีที่ชายหนุ่มเข้าไปในวอร์ด เขาก็มองไปที่เจียงจื้อกังด้วยความโกรธ ยังไม่ทันที่เขาจะเปล่งเสียงพูดอะไรออกมา เจียงจื้อกังที่กลัวว่าคำพูดอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่น ๆ ในวอร์ดจึงลากอีกฝ่ายออกไปนอกห้อง
นับตั้งแต่ขาของเจียงจื้อกังหายดี เขาก็ดูแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมมาก ดูจากคนขี้เกียจและผอมแห้งอย่างอู๋เอ้อร์จู้แล้ว เจียงจื้อกังสามารถอุ้มอีกฝ่ายลอยได้ภายในครั้งเดียว
ทั้งสองไปถึงจุดที่ไม่มีใครอยู่ตรงโถงทางเดิน จากนั้นเจียงจื้อกังก็จ้องเขม็งอู๋เอ้อร์จู้พร้อมกับขู่เตือน
“อู๋เอ้อร์จู้ เจียงเหมยหนีไปแล้ว ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอขึ้นมา ฉันไม่มีทางปล่อยนายไว้แน่”
“ฉันจะพูดซ้ำอีกครั้ง คนทั้งคนหายไปจากการดูแลของนาย ถ้าเกิดอันตรายใด ๆ ขึ้นกับเธอ ตระกูลเจียงของเราจะเอาเรื่องนายอย่างถึงที่สุด เข้าใจไหม?”
อู๋เอ้อร์จู้ “???”
ตอนแรกอู๋เอ้อร์จู้แสดงท่าทีก้าวร้าวเพราะต้องการสร้างปัญหากับเจียงจื้อกัง จะได้โทษเจียงจื้อกังว่าเป็นสาเหตุทำให้ภรรยาตัวเองหายไป แต่เจียงจื้อกังกลับขโมยคำพูดของเขาไปซะหมด
ชายหนุ่มนิ่งงันไป ไม่รู้เลยว่าจะพูดอะไรต่อดี
[1] พ่อไก่เหล็ก เปรียบเทียบกับคนตระหนี่ ขี้เหนียว ขี้งก มีสำนวนกล่าวว่า ขี้เหนียวเหมือนพ่อไก่ที่ขนเป็นเหล็กทั้งตัว ทำให้จะถอนขนสักเส้นก็ทำไม่ได้ ดังนั้น พ่อไก่เหล็กยอมถอนขน หมายถึง การที่คนตระหนี่ถี่เหนียวทำตัวผิดวิสัยปกติ