เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 618 หนีไปพร้อมกับเงิน
บทที่ 618 หนีไปพร้อมกับเงิน
เจียงจื้อกังที่หมกมุ่นอยู่กับความสุขจากเมื่อคืนที่ผ่านมา พอเห็นหวังเซิ่งหลันนั่งโวยวายอยู่บนเตียง ความสุขก็พังทลายลงพลัน เขาขมวดคิ้ว ถามออกไปว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อเห็นเจียงจื้อกังกลับมา หวังเซิ่งหลันรีบลงจากเตียง ร้องไห้ฟูมฟายฟ้องเขาว่า “เงินของฉันหายไป”
ใบหน้าของเจียงจื้อกังสงบ แต่แสดงความประหลาดใจ “เงินหายหรือ?”
คนอื่น ๆ ในวอร์ดเห็นการกลับมาของเจียงจื้อกัง ก็ทยอยอ้าปากแก้ต่างให้ตัวเอง “พวกฉันไม่ได้ขโมยไปนะ อย่าจับผิดคนตามอำเภอใจสิ”
นางพยาบาลที่ดูแลวอร์ดในปัจจุบันเริ่มปวดหัวเมื่อมีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นตั้งแต่เช้า
ผู้ป่วยในโรงพยาบาลมีมากมายหลายประเภท บนผนังก็มีสติกเกอร์ติดประกาศไว้อยู่แท้ ๆ ว่าให้ดูแลทรัพย์สินมีค่าของตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะไม่สนใจ พอเงินตัวเองหายก็มาตามทวงเอากับพวกเขา แล้วจะให้พวกเขาไปตามหาเงินของเธอจากที่ไหน?
พวกเขาก็มีงานที่ต้องทำเหมือนกันนะ
นางพยาบาลพูดกับเจียงจื้อกังว่า “คุณช่วยพูดคุยทำความเข้าใจกับแม่ของคุณที ลองถามดูว่าเงินของเธอหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเรายังมีงานอื่นต้องไปจัดการ ถึงอย่างนั้นก็พยายามอย่าให้เธอเครียดจนเกินไปนะคะ ไม่งั้นตอนบ่ายจะเข้ารับการผ่าตัดไม่ได้”
หวังเซิ่งหลันร้องไห้ไม่หยุดหย่อน “จื้อกัง แกต้องช่วยฉันหาเงินให้เจอนะ นั่นคือเงินต่อชีวิตของฉัน เงินตั้งสองพันหยวนเชียวนะ ใครที่มันขโมยเงินฉันไปขอให้มันตายเพราะมีดพันเล่ม เงินที่ได้ไปนั่นจะได้เอาไว้ซื้อโลงศพใส่ตัวเองซะ”
หวังเซิ่งหลันสาปแช่งคนด้วยคำพูดคำจาที่โหดร้าย
“เอาเถอะ ๆ สงบสติอารมณ์ลงก่อนเถอะ แม่ไม่อยากผ่าตัดแล้วหรือไง?”
เมื่อถูกเจียงจื้อกังดุ หวังเซิ่งหลันก็พยายามบังคับตัวเองให้หยุดร้องไห้ เธอเศร้าและวิตกกังวลจนเกินไป สุดท้ายก็ยังสะอื้นจนตัวโยน
หลังจากที่พยาบาลออกไปแล้ว เจียงจื้อกังกวาดตามองไปทั่วทั้งวอร์ด ไม่เห็นเจียงเหมย ทั้งยังไม่เห็นอู๋เอ้อร์จู้อยู่ที่นี่ตั้งแต่ตอนที่เขาเข้ามา
เจียงจื้อกัง จู่ ๆ ก็เกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดี
เขาถามหวังเซิ่งหลัน “แล้วเหมยเหม่ยกับอู๋เอ้อร์จู้ล่ะ?”
“ฉันไม่รู้ เมื่อคืนนี้ฉันหลับไปพร้อมกับเหมยเหม่ย”
ทันทีที่เจียงจื้อกังพูดถึงเจียงเหมย ดวงตาของหวังเซิ่งหลันก็ลุกวาวขึ้นในทันที
เธออุทานว่า “หรือว่าเหมยเหม่ยขโมยเงินของฉันไป?”
หวังเซิ่งหลันเป็นกังวลเกินไปสูญเสียความสามารถในการคิดทบทวน เมื่อเจียงจื้อกังถามถึงเจียงเหมย เธอถึงได้นึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ได้
เมื่อคืนเจียงเหมยผิดปกติเกินไป
คนที่ไม่แม้แต่จะพูดคุยกับเธอเลยตั้งแต่แต่งงานออกเรือนไป เมื่อคืนนี้กลับริเริ่มทำตัวสนิทสนมอย่างน่าประหลาด แถมยังพูดด้วยว่าหวังชุ่ยผิงต้องการเงินจำนวนนั้นเป็นค่าสินสอด กำชับให้เธอป้องกันเงินเอาไว้ให้ดี
เธอลืมไปสนิทว่านังลูกสารเลวคนนี้เจ้าเล่ห์เพทุบายมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังคารมหลอกลวงเก่งเป็นที่หนึ่ง
ด้วยเหตุผลทั้งหมดทั้งมวล ก็มากพอแล้วที่จะสรุปว่าอีกฝ่ายคือคนที่ขโมยเงินของเธอไป
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคืนตอนที่เธอยัดเสื้อผ้าตัวเองเอาไว้ใต้หมอน ไม่ว่าคนอื่นจะเก่งกาจแค่ไหน ก็ยากจะฉกฉวยมันไปได้ง่าย ๆ แต่เจียงเหมยมานอนเฝ้าอยู่ข้าง ๆ
เจียงเหมยหลับก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นจะไม่ทำอะไรเลย
หวังเซิ่งหลันสงสัยเจียงเหมย ไม่เคลือบแคลงในตัวเจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงอีกต่อไป
คนอย่างเจียงเหมยสามารถทำอะไรแบบนี้ได้จริง ๆ
หวังเซิ่งหลันโกรธมาก อารมณ์ร้อนจนผุดลุกขึ้นจากเตียงอีกครั้ง เธอควานหารองเท้ามาสวม ตั้งใจว่าจะออกไปตามหาคนในความคิด “นังเด็กอกตัญญู ฉันจะไปตามหามัน”
เจียงจื้อกังหยุดเธอไว้เสียก่อน “แม่นอนพักอยู่ที่นี่เถอะ ตอนบ่ายยังต้องเข้าห้องผ่าตัดอีก ผมจะออกไปข้างนอก ตามหาพวกเขาทั้งสองคนเอง ถ้าเจียงเหมยขโมยไปจริง ๆ ก็ยังดีกว่าโดนคนอื่นขโมย”
เจียงจื้อกังเกลี้ยกล่อมหวังเซิ่งหลันให้อยู่กับที่ ก่อนจะออกไปพร้อมกับหวังชุ่ยผิงเพื่อไปตามหารอบ ๆ แต่ไม่เจอทั้งเจียงเหมยและอู๋เอ้อร์จู้
หวังชุ่ยผิงถามว่า “ตอนนี้เราควรทำยังไงดี?”
เจียงจื้อกังถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า ตอบกลับว่า “ไม่ต้องทำอะไรหรอก ยังไงค่าผ่าตัดก็จ่ายไปแล้ว คนที่เอาเงินที่เหลือไปคงเป็นเจียงเหมยจริง ๆ”
ถึงอย่างนั้น เจียงจื้อกังก็ยังคงงงงวยมาก
อะไรคือจุดประสงค์ที่ทำให้เจียงเหมยตัดสินใจขโมยเงินแม่?
ถ้าเธอหนีไปพร้อมกับเงิน อู๋เอ้อร์จู้ไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่นอน แต่ว่าตอนนี้ แม้แต่อู๋เอ้อร์จู้ก็ไม่ได้เฝ้าอยู่ที่นั่น ช่างเป็นเรื่องน่าแปลก
หรือเจียงเหมยขโมยเงินแล้วกลับไปที่หมู่บ้านพร้อมกับอู๋เอ้อร์จู้เพื่อชำระหนี้?
ด้วยนิสัยของเจียงเหมยที่เขารู้จัก เธอไม่น่าทำแบบนั้นแน่
เจียงจื้อกังเริ่มสับสน เขาต้องการกลับไปที่หมู่บ้านเพื่อตามหาทั้งสอง แต่หวังเซิ่งหลันใกล้ถึงเวลาเข้าห้องผ่าตัดเข้าไปทุกที
เขาคงทำได้แค่รอให้การผ่าตัดเสร็จสิ้นถึงค่อยวางแผนต่อ
เจียงจื้อกังไม่เจอเจียงเหมย เขาจึงเดินย้อนกลับไปที่วอร์ดพร้อมกับหวังชุ่ยผิง ถามถึงรายละเอียดปลีกย่อยบางอย่าง จะได้เอาไปประกอบการพิจารณาว่าเจียงเหมยขโมยเงินไปจริงหรือไม่
หวังเซิ่งหลันพูดด้วยความโกรธว่า “จะต้องเป็นนังเหมยเหม่ยแน่ เมื่อคืนเหมยเหม่ยมาเป่าหูฉัน บอกให้ป้องกันเงินจากชุ่ยผิงเอาไว้ให้ดี บอกว่าได้ยินชุ่ยผิงแอบคุยกับแกว่าต้องการเงินที่เหลือเป็นค่าสินสอดของตัวเอง พอท้ายที่สุดฉันบอกเธอว่า ถ้าชุ่ยผิงอยากได้เงินค่าสินสอดที่ว่านี้จริง ๆ ฉันก็จะยอมจ่ายให้เธอโดยดี ฉันจะไม่ให้ลูกชายมีอุปสรรคในการแต่งงานแค่เพราะเรื่องเงิน หลังจากนั้นหล่อนก็ไม่ยอมพูดอะไรอีกเลย”
หวังเซิ่งหลันนั่งอยู่บนเตียงผู้ป่วย สาธยายคำพูดทั้งหมดของเจียงเหมยในค่ำคืนที่ผ่านมา
ในเมื่อเจียงเหมยยุแยงตะแคงรั่วไม่เป็นผลจึงขโมยเงินเสียเลย
นังลูกไม่รักดีคนนี้จิตใจโหดร้ายเกินไป เธอนอนป่วยอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลแท้ ๆ ยังกล้าขโมยเงินไปอย่างไม่ละอาย เธอจะยอมได้อย่างไร?
หวังชุ่ยผิงได้ยินอีกฝ่ายพาดพิงมาถึงตัวเองก็โกรธมาก
เจียงเหมยคนนี้โกหกได้ทุกอย่างเพื่อตัวเองจริง ๆ
เธอคุยกับเจียงจื้อกังว่าอยากได้เงินค่าสินสอดตั้งแต่เมื่อไหร่? เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ
โชคดีที่เจียงจื้อกังมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับพวกเขา ไม่อย่างนั้นด้วยคำพูดยั่วยุที่ไม่เป็นความจริงของเจียงเหมย อาจทำให้ชีวิตคู่ของพวกเขาลำบากมาก
เธอต้องเป็นลูกสาวแบบไหนกันที่กล้าขโมยเงินของแม่ตัวเอง
หวังเซิ่งหลันเองก็ไม่ได้เป็นแม่ที่ดีนักหรอก แต่เงินที่ได้มาจากการขายลูกสาว ในที่สุดก็ถูกลูกสาวพรากไปอีกครั้ง ถือเป็นการแก้แค้นที่สาสมแล้ว
คำพูดของหวังเซิ่งหลันทำให้เจียงจื้อกังโกรธมาก หวังชุ่ยผิงไม่เคยร้องขออะไรเลย ถึงไม่มีเงินเธอก็ยอมแต่งงานกับเขา กล้าดียังไงถึงปล่อยข่าวลือใส่ร้ายเธอแบบนี้
“เอาล่ะ อย่าคิดมากไปเลย แม่นอนหลับพักผ่อนให้พอเถอะ อีกเดี๋ยวก็ต้องเข้าห้องผ่าตัดแล้ว โกรธมากไม่เป็นผลดีต่อร่างกายหรอก เรื่องเจียงเหมย เอาไว้ค่อยคุยกันหลังจากกลับถึงบ้านแล้วดีกว่า”
หลังจากที่เจียงจื้อกังปลอบโยน อารมณ์ของหวังเซิ่งหลันก็เริ่มกลับมามั่นคงบ้างแล้ว
จริงด้วย ตราบใดที่ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ อย่าได้กลัวไม่มีฟืนเผา*[1] เธอต้องรักษาโรคนี้ให้หายก่อน แล้วค่อยกลับไปจัดการกับนังลูกสาวไม่รักดี
บรรดาคนในโรงพยาบาลเริ่มเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับอีกฝ่ายแล้ว
ถึงอย่างไรโรงพยาบาลก็มีคำเตือนระบุไว้อย่างชัดเจน ว่าให้ผู้ป่วยเก็บรักษาทรัพย์สินมีค่าของตนไว้ให้ดี ถ้ามันหายไปทางโรงพยาบาลจะไม่มีส่วนรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าว
หลังจากที่ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ ผู้ป่วยคนอื่น ๆ ในวอร์ดและสมาชิกในครอบครัวของพวกเขาก็เริ่มทำการกระจายข่าว บอกว่าหวังเซิ่งหลันถูกลูกสาวแท้ ๆ ขโมยเงินไป
เจ้าหน้าที่แผนกรักษาความปลอดภัยไม่สามารถทำอะไรกับเรื่องนี้ได้ พวกเขาเข้ามาย้ำเตือนให้ทุกคนเก็บรักษาเงินไว้ให้ดีก่อนจะออกไป
ช่วงบ่าย หวังเซิ่งหลันถูกเข็นเตียงเข้าไปในห้องผ่าตัด ส่วนเจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงนั่งรออยู่ข้างนอก
หมอบอกว่าการผ่าตัดครั้งนี้ไม่ใช่การผ่าตัดใหญ่ โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องเซ็นรับรองข้อตกลงในการผ่าตัดก่อน
ขณะที่ทั้งสองกำลังนั่งรออยู่ข้างนอก แรงกดดันภายในจิตใจของเจียงจื้อกังพรั่งพรูขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เจียงเหมยไม่อยู่ที่นี่ แสดงว่าเขากับหวังชุ่ยผิงจึงต้องเป็นคนดูแลหวังเซิ่งหลันหลังเธอออกมาจากห้องผ่าตัดแทน
พวกเขาวางแผนว่าจะกลับไปที่หลันเฉิงในวันพรุ่งนี้ แต่เห็นทีคงกลับไปไม่ได้ง่าย ๆ
วันนี้แม้แต่หวังชุ่ยผิงก็พูดอะไรไม่ออกเช่นเดียวกัน
เธอวางแผนในใจไว้ว่า หลังจากกลับไปที่หลันเฉิงเมื่อไหร่ เธอจะต้องคุยกับเจียงจื้อกังอย่างจริงจังว่า ถ้าไม่มีความจำเป็นก็อย่าได้กลับบ้านเกิดอีก
แม่กับน้องสาวของเขาแปลกคนเกินไปแล้ว
ระหว่างที่เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงรออยู่นอกห้องผ่าตัดเป็นเวลามากกว่าหนึ่งชั่วโมง อู๋เอ้อร์จู้ก็กลับมาพอดี
[1] ตราบใดที่ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ อย่าได้กลัวไม่มีฟืนเผา หมายความว่า ตราบเท่าที่ยังมีชีวิต ย่อมยังมีความหวัง