เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 616 รักเงินเท่าชีวิต
บทที่ 616 รักเงินเท่าชีวิต
หลังจากคุยโทรศัพท์ ทั้งสองก็เข้าไปทานอาหารในร้านอาหาร
ถึงตอนนี้แล้วเจียงจื้อกังก็ยังรู้สึกผิดไม่หาย เขายังไม่ได้ให้ของขวัญหวังชุ่ยผิง ตอนอยู่เมืองก็ไม่ได้ให้แหวนแต่งงานกับเธอ ตอนนี้สิ่งที่เธอได้รับมีเพียงทะเบียนสมรสเท่านั้น ชายหนุ่มรู้สึกแย่มาก
เจียงจื้อกังมองไปที่หวังชุ่ยผิง เอ่ยอย่างจริงใจว่า “ชุ่ยผิง ถ้าเรากลับไปที่หลันเฉิงแล้ว พวกเราจะจัดงานเลี้ยงแต่งงานกันนะ”
หวังชุ่ยผิงกำลังจะก้มกินบะหมี่ เธอเงยหน้าขึ้นแล้วเหลือบมองเขา “จัดงานเลี้ยงไปทำไมกัน ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขแบบเดิมก็ดีแล้ว เราอย่าฝืนเลย”
เจียงจื้อกังยืนกรานอย่างจริงจัง “ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำ จะปล่อยให้คุณแต่งงานกับผมแบบเรียบง่ายแบบนี้ไม่ได้”
เมื่อเห็นว่าเจียงจื้อกังดูจริงจัง หวังชุ่ยผิงก็หรี่ตาลง แสดงความคิดเห็นว่า “นายเพิ่งจะแต่งงานเป็นครั้งแรก ถ้าไม่จัดงานเลี้ยงแต่งงานก็ดูเหมือนไม่ยุติธรรมสำหรับนายสินะ”
เจียงจื้อกังรีบอธิบาย “เปล่า ผมไม่ได้ถือสาอะไรแบบนั้น”
“ถ้าอย่างนั้นก็อย่าจัดเลย พอเราไปถึงก็ต้องกลับไปทำงานตามเดิมแล้ว จะมีเวลาและเรี่ยวแรงจัดงานเลี้ยงอะไรทำนองนั้นได้ยังไง…” หวังชุ่ยผิงตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมา
ตราบใดที่เจียงจื้อกังไม่ถือสาก็พอ เพราะเธอไม่สนใจเรื่องนี้เลย
เธอแต่งงานเป็นครั้งที่สอง ขืนยังจัดงานเลี้ยงประกาศอีก ผู้คนคงหัวเราะเยาะกันใหญ่
นอกจากนี้ เธอยังกังวลว่าหลิวไคซานอาจจะสอดรู้เกี่ยวกับการแต่งงานใหม่ของเธอ
เหตุผลสำคัญก็คือ หวังชุ่ยผิงกลัวว่าหลิวไคซานจะมาแย่งลูกชายของเธอไปเมื่อเขารู้ว่าเธอแต่งงานใหม่
หวังชุ่ยผิงมองไปที่เขา พูดเสริมอย่างจริงจัง “จื้อกัง อย่าคิดมากเลย ฉันไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไร จากนี้ชีวิตเรายังมีหนทางอีกยาวไกล ขอแค่ชีวิตในอนาคตของเราดียิ่งขึ้น เท่านั้นก็ดีกว่าเรื่องอื่นเป็นไหน ๆ”
เจียงจื้อกังพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
หลังจากทั้งสองคนทานอาหารเสร็จ พวกเขาก็ห่อบะหมี่กลับบ้านสองถุง แล้วกลับไปที่โรงพยาบาล อู๋เอ้อร์จู้เห็นว่าเจียงจื้อกังไม่ซื้ออาหารมาแบ่งเขาเลยแม้แต่น้อย เขาก็แบมือขอเงินเจียงจื้อกังเพื่อไปซื้อข้าวกินบ้าง
เจียงจื้อกังตำหนิเขาทันที
พออู๋เอ้อร์จู้ถูกเจียงจื้อกังดุ เขาก็ควักกระเป๋าของตัวเองออกมา “ดูสิ กระเป๋าของฉันสะอาดเอี่ยมกว่าใบหน้าซะอีก ฉันอุตส่าห์ตามมาดูแลแม่นายด้วยความหวังดี นายจะปล่อยให้ฉันอดตายหรือ?”
เจียงเหมยมองไปที่อู๋เอ้อร์จู้ด้วยความขยะแขยง จากนั้นก็บอกว่าเธอยังไม่อยากอาหาร อู๋เอ้อร์จู้จึงกินบะหมี่ในส่วนที่ควรจะเป็นของเธอ
หลังอาหารเย็น เจียงจื้อกังขอให้หวังชุ่ยผิงพาเจียงเหมยออกไปนอกวอร์ดก่อน เขาบอกว่าตนมีเรื่องจะพูดกับหวังเซิ่งหลัน
รอจนคนออกไปหมดแล้ว หวังเซิ่งหลันก็ถามด้วยความสงสัย “จื้อกัง แกมีอะไรจะคุยกับฉันหรือ?”
เจียงจื้อกังดึงเก้าอี้มา นั่งลงใกล้กับขอบเตียง จากนั้นมองไปที่หวังเซิ่งหลันและพูดว่า “แม่ ไหน ๆ แม่ก็ไม่ได้ใช้เงินทั้งหมดสามพันหยวนไปกับการรักษาตัวแล้ว ถ้าอย่างนั้นแม่ก็คืนเงินที่เหลือให้กับตระกูลอู๋ไปเถอะ”
“อะไรนะ?” หวังเซิ่งหลันได้ยินว่าเจียงจื้อกังขอให้เธอหยิบเงินในกระเป๋าออกมา แล้วส่งคืนให้ตระกูลอู๋ เธอก็ผุดลุกขึ้นนั่งอย่างตื่นตระหนก รีบร้อนลงจากเตียง เอามือปิดกระเป๋าด้านในโดยไม่รู้ตัว
เจียงจื้อกังให้เหตุผลกับเธออย่างอดทน “เหมยเหม่ยกับอู๋เอ้อร์จู้เข้ากันไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเธอต้องหาทางหนีไปแน่ ๆ หลังจากนี้อู๋เอ้อร์จู้ต้องมาสร้างปัญหาให้แม่แน่นอน แม่คืนเงินให้พวกเขาซะตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า”
วันนี้เจียงเหมยถึงขั้นแสดงเจตนารมณ์ของตัวเอง หวังว่าเขาและหวังชุ่ยผิงจะพาเธอกลับเข้าไปในเมืองด้วย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ช่วยเหลือ เจียงเหมยก็ต้องหาทางจากไปในไม่ช้าก็เร็ว
ในอดีตเจียงเหมยมีความสามารถในการเล่นตุกติกยิ่งกว่าอะไร คนอย่างเธอไม่มีทางยอมแพ้ง่าย ๆ
ถ้าไม่คืนเงินให้กับตระกูลอู๋ สักวันหนึ่งเจียงเหมยเกิดหนีไปขึ้นมา ตระกูลอู๋ก็ยังต้องมาขอเงินจากหวังชุ่ยผิงอยู่ดี
หวังเซิ่งหลันมองไปที่เจียงจื้อกังด้วยความโกรธ ก่อนจะสบถสาปแช่ง “ไร้สาระ”
“เหมยเหม่ยแต่งงานกับอู๋เอ้อร์จู้ไปแล้ว จะหนีไปไหนได้? ตอนนี้เพิ่งจะแต่งงานได้ไม่นาน จิตใจก็เลยสับสนว้าวุ่นลังเล ไว้รอให้มีลูกเมื่อไหร่เดี๋ยวก็ยอมรับชะตากรรมได้เอง”
“ทำไมเหมยเหม่ยต้องยอมรับชะตากรรมด้วย?” เจียงจื้อกังยืนขึ้นอย่างโกรธ ๆ เขามองไปที่เธอแล้วตั้งคำถาม
“แม่เอาเงินของพวกเขามา ไม่ว่าเจียงเหมยจะเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ไหม แม่ก็ควรคืนเงินให้ครอบครัวของพวกเขา ตระกูลอู๋เป็นหนี้หัวโต เหมยเหม่ยต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ยังไงแม่ก็ต้องจ่ายเงินคืนให้พวกเขา ไม่อย่างนั้นอีกหน่อยจะเกิดอะไรขึ้นกับเหมยเหม่ยบ้าง?”
หนี้สินที่มากมายแบบนี้ ต่อให้เจียงเหมยต้องการมีชีวิตที่มั่นคงแค่ไหน สภาพครอบครัวเป็นอย่างนี้ เธอจะอยู่รอดได้อย่างไร?
หวังเซิ่งหลันถามกลับ “ถ้าให้เงินพวกเขาไป แล้วในอนาคตฉันจะกินใช้อะไรกันล่ะ?”
เจียงจื้อกังไม่สามารถให้เหตุผลกับหวังเซิ่งหลันได้เลย
เธอช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอคิดถึงแค่ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ใช่ ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่จะคิดถึงเกี่ยวกับตัวเอง แต่เธอไม่ควรเอาความสุขสบายของตัวเองไปเบียดเบียนความเจ็บปวดของคนอื่น
สีหน้าของเจียงจื้อกังครึ้มลงด้วยความโกรธ เขาไม่รู้ว่าควรพูดอะไรต่อแล้ว
“จริงสิ แล้วแผนในอนาคตของแกเป็นยังไง? จะย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านกับหวังชุ่ยผิง หรือกลับไปทำงานในเมืองเหมือนเดิม?” หวังเซิ่งหลันมองไปที่เจียงจื้อกังแล้วถาม
เจียงจื้อกังตอบเสียงสะบัดว่า “กลับไปทำงาน”
“ถ้ากลับไปอยู่ในเมืองแล้วมีบ้านเป็นของตัวเองหรือเปล่าล่ะ?” หวังเซิ่งหลันถามพลางกลอกตา
เจียงจื้อกังตอบกลับ “ผมไม่มีบ้านเป็นของตัวเองหรอก อยู่ห้องชุดแทน”
หวังเซิ่งหลันไม่สนใจอีกว่าเขาจะมีที่อยู่อาศัยหรือเปล่า ความหวังเดียวของเธอในตอนนี้คือเจียงจื้อกัง เธอหรี่ตาลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงขอร้อง “ถ้าแกสัญญาว่าจะรับฉันเข้าไปอยู่ในเมือง แล้วส่งเงินบำนาญเลี้ยงดูฉัน ฉันรับปากว่าจะคืนเงินให้พวกเขา”
เจียงจื้อกังระเบิดอารมณ์ทันที “แม่อายุแค่ห้าสิบเอง ทำไมผมต้องส่งเสียเลี้ยงดูด้วย?”
ขนาดเนี่ยเหล่าอายุปาเข้าไปตั้งเจ็ดสิบแล้ว เขายังทำงานหาเลี้ยงชีพได้เลย
จากสภาพปัจจุบันของเขาในตอนนี้ ถ้ายังต้องคอยช่วยเหลือเธออีก เขาคงตายแน่
เจียงจื้อกังสีหน้าไม่สู้ดีนัก เขามองไปที่หวังเซิ่งหลัน เอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “ถ้าแม่ไม่ยอมทำตามที่ผมบอก ผมก็จะไม่ยุ่งเกี่ยวด้วยอีกต่อไป จากนี้แม่ก็กอดเงินสองพันหยวนนั่นเอาไว้ให้ดีแล้วกัน”
เจียงจื้อกังไม่สามารถโน้มน้าวผู้เป็นแม่ได้ เขาจึงเดินจ้ำอ้าวออกไปด้วยความโกรธ
หลังจากนั้นไม่นาน พยาบาลก็เดินเข้ามาเพื่อตรวจร่างกายหวังเซิ่งหลัน
เจียงจื้อกังรออยู่ที่โถงทางเดิน เกียจคร้านเกินกว่าจะคุยกับหวังเซิ่งหลัน เขาเลยสั่งให้เจียงเหมยเข้าไปคอยดูแลแทน
เจียงเหมยไม่ได้พูดอะไร แต่ก็ยอมให้ความร่วมมือ และติดตามหวังเซิ่งหลันไปทำการตรวจร่างกายตามขั้นตอน
หวังเซิ่งหลันกังวลเกี่ยวกับเงินเกินไป เธอเอาแต่เก็บกอดมันไว้ติดตัวตลอดเวลา ระหว่างการตรวจ คุณหมอขอให้เลิกเสื้อผ้าขึ้น แต่หวังเซิ่งหลันกลับปิดปากอ้ำอึ้ง เพราะกลัวว่าเงินจะหาย
หมอรู้ทันทีว่ากำลังปกปิดอะไรบางอย่าง จึงถามว่า “ในเสื้อคุณมีอะไรหรือ?”
“ไม่มีอะไรค่ะ” หวังเซิ่งหลันเฉไฉ
“เงินหรือ?”
หวังเซิ่งหลันคลี่ยิ้มอย่างเชื่องช้า แต่ไม่ได้ปฏิเสธ
หมอที่ทำการตรวจร่างกายบอกว่า “ฝากเงินเอาไว้ที่คนในครอบครัวดีกว่า เอาแต่เก็บไว้กับตัวแบบนี้ ถ้าหายขึ้นมาทางเราจะไม่รับผิดชอบด้วย คุณต้องถอดเสื้อผ้าออกให้หมด ไม่อย่างนั้นหมอก็… ไม่สามารถตรวจร่างกายเพื่อประเมินการรักษาให้คุณได้”
เจียงเหมยยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องตรวจ เมื่อเธอได้ยินการสนทนาระหว่างหมอกับหวังเซิ่งหลัน สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะมองเข้าไปข้างใน
หลังเสร็จสิ้นการตรวจ หวังเซิ่งหลันกำกระเป๋าเงินไว้แน่นพลางเดินกลับไปที่วอร์ด
เจียงเหมยลองเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามจากเจียงจื้อกังแล้ว ถึงรู้ว่าค่ารักษาทั้งหมดอยู่ที่หนึ่งพันหยวนเท่านั้น เมื่อคำนวณอย่างรวดเร็ว หวังเซิ่งหลันจึงยังมีเงินติดตัวอยู่อย่างน้อยสองพันหยวน
อู๋เอ้อร์จู้นั่งยอง ๆ อยู่ตรงนั้นไม่ยอมจากไปไหน จนเจียงจื้อกังเริ่มอึดอัดขึ้นมาจริง ๆ ที่สำคัญคือเขายังนั่งเกะกะขวางทางอีกด้วย
เจียงจื้อกังบอกว่า “เอ้อร์จู้ นายกลับบ้านไปก่อนเถอะ ไม่ต้องอยู่ค้างที่นี่ก็ได้”
ขืนอยู่ที่นี่ต่อไป ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาไว้ใจไม่ได้ เขายังจ้องจะแย่งอาหารการกินอีกด้วย
อู๋เอ้อร์จู้ทำตัวเหมือนหมาขี้เรื้อน พูดอย่างเจ้าเล่ห์ “ฉันไม่ไป ถ้ากลับเหมยเหม่ยก็ต้องกลับไปกับฉันด้วย”
ภารกิจของเขาคือคอยติดตามและจับตาดูเจียงเหมย
“เหมยเหม่ยต้องอยู่ดูแลแม่ของฉัน”
เมื่อเห็นว่าอู๋เอ้อร์จู้ยังคงไม่ขยับเขยื้อน เจียงจื้อกังก็ไม่สนใจอีก “ถ้านายไม่กลับ งั้นก็ไปนอนอยู่ตรงทางเดินโน่น ไม่ต้องจ้องจะแย่งอาหารใครด้วย”
ตอนบ่าย แพทย์เข้ามาทำการตรวจเบื้องต้น แล้วแจ้งว่าการผ่าตัดในช่วงบ่ายของวันพรุ่งนี้จะถูกเลื่อนมาเร็วขึ้น หวังเซิ่งหลันจึงได้รับการนัดหมายเวลาผ่าตัดใหม่
เขากำชับให้เธอเตรียมตัวให้พร้อม งดอาหารจนกว่าจะถึงเช้าวันพรุ่งนี้ รอเข้ารับการผ่าตัดอย่างเดียว
ตอนเย็น เจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงออกไปพักที่โรงแรมข้างนอก ปล่อยให้เจียงเหมยอยู่ดูแลแม่ตามลำพัง
เจียงเหมยมองหวังเซิ่งหลันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก คราวนี้เธอยอมนอนเฝ้าอยู่ข้างเตียงแม่อย่างว่าง่าย