เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 615 แต่งงานอีกครั้ง
บทที่ 615 แต่งงานอีกครั้ง
หลังจากที่เจียงจื้อกังพูดจบ เขาก็มองไปที่หวังชุ่ยผิงด้วยสายตาคาดหวัง รอคอยคำตอบจากเธอ
“ตอนนี้เลยหรือ?” หวังชุ่ยผิงแสดงท่าทีประหลาดใจ
เจียงจื้อกังตอบว่า “ใช่ ผมเอาสมุดทะเบียนบ้านมาจากแม่ได้แล้ว ตอนนี้เรามีเวลาพอดี ฉะนั้นไปจดทะเบียนสมรสกันตอนนี้เลยดีไหม?”
เมื่อพวกเขากลับมาที่บ้านเกิดแล้ว นี่คือสิ่งที่พวกเขาวางแผนไว้ ขอแค่ได้สมุดทะเบียนบ้านมา ทั้งสองก็จะจดทะเบียนกันอย่างถูกต้องทันที
ถึงอย่างนั้น เจียงจื้อกังกลับรู้สึกกระวนกระวายใจมาก ไม่มีความมั่นใจเลยตอนที่ตัวเองเอ่ยปากเชื้อเชิญเธอแบบนี้ เนื่องจากสิ่งเลวร้ายที่เขาประสบในสองวันที่ผ่านมา
เขามองไปที่หวังชุ่ยผิงอย่างจริงใจ และรับรองกับเธอว่า
“ในอนาคตผมจะทุ่มเททำงานอย่างหนักเพื่อหาเงิน จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อดูแลคุณและเถี่ยตันให้ดีที่สุด และจะไม่มีวันปล่อยให้พวกคุณสองแม่ลูกต้องลำบากเด็ดขาด ตอนนี้ผมยังไม่มีเงินก็จริง แต่หลังจากที่ผมกลับไปทำงานแล้ว ผมจะยกเงินเดือนทั้งหมดให้คุณจัดการ”
“ผมรู้ สถานการณ์ในครอบครัวของผมมันแย่มาก แต่ไม่ต้องกังวลนะ ผมคงไม่ช่วยเหลือเจียงเหมยจนตัวเองต้องเดือดร้อน รอให้แม่เข้ารับการผ่าตัดเมื่อไหร่ เราจะกลับไปที่หลันเฉิง ทำงานกันตามปกติ”
“ถึงอย่างนั้น มีอย่างหนึ่งที่ผมหวังว่าคุณจะสัญญากับผม ในอนาคตถ้าแม่ของผมแก่เฒ่าจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป ผมจะขออุปการะดูแลเธอ”
เจียงจื้อกังแสดงแผนการทั้งหมดของตัวเองด้วยความจริงใจและรอบคอบ หวังชุ่ยผิงมองไปที่เขา ไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน
หัวใจของเธอซับซ้อนมากในขณะนี้
ใจหนึ่งก็รู้สึกเห็นใจเจียงจื้อกัง เขาไม่น่าเกิดมาในครอบครัวเลวทรามแบบนั้นเลย
เธอรู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ตัวเองแต่งงานกับเจียงจื้อกังแล้ว ในอนาคตคงไม่พ้นต้องเผชิญหน้ากับคนอย่างหวังเซิ่งหลันและเจียงเหมย
อย่างน้อยก็ไม่มีทางกำจัดปัญหาเรื้อรังเหล่านี้ไปได้
หวังชุ่ยผิงยังไม่ยอมพูดอะไร มือของเจียงจื้อกังที่ถือสมุดทะเบียนบ้านอยู่เริ่มเครียดเกร็ง
จู่ ๆ ในใจก็เกิดลางสังหรณ์ไม่ดีแปลก ๆ
เขามองไปที่หวังชุ่ยผิงอย่างประหม่า ไม่มีความกล้าแม้แต่จะถามเธอว่าเธอคิดจะเปลี่ยนใจหรือเปล่า
ทันใดนั้น หวังชุ่ยผิงหยิบสมุดทะเบียนบ้านของตัวเองออกมาจากกระเป๋า “เอาล่ะ ไปจดทะเบียนกันเถอะ”
หลังประโยคนี้ลอยเข้าหูของเจียงจื้อกัง อารมณ์เขาก็ผลิบานราวกับมีดอกไม้ไฟจุดขึ้นในใจ
เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
หวังชุ่ยผิงเห็นว่าเขาไม่ขยับเขยื้อน จึงลากจูงเขาไป “มัวทำอะไรอยู่? ไหนว่าต้องรีบไปไง?”
“ชุ่ยผิง คุณเต็มใจจะแต่งงานกับผมจริง ๆ หรือ?” เจียงจื้อกังยังรู้สึกเหลือเชื่อไม่หาย ถามเพื่อยืนยันอีกครั้ง
หวังชุ่ยผิงกลอกตาใส่ ยกมือขึ้นตีเขาเบา ๆ “ถึงตอนนี้แล้วยังไม่มั่นใจในตัวฉันอีกหรือไง?”
“เปล่า”
เจียงจื้อกังถูกเธอทุบตีแบบนั้น เขาก็คลี่ยิ้มกว้าง มองคนที่ยอมให้คำตอบ ก่อนจะพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ขอบคุณจริง ๆ ผมจะทำให้คุณมีความสุข”
“อย่าเพิ่งรับปากอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าเลย ฉันอยากเห็นการกระทำจริง ๆ ของนายมากกว่า ถ้านายปฏิบัติกับฉันไม่ดี คอยดูได้เลยว่าฉันจะจัดการกับนายยังไงบ้าง”
หลังจากที่หวังชุ่ยผิงขู่อย่างดุเดือดจบแล้ว เธอก็ยกมือขึ้นคล้องแขนเขาอย่างเป็นธรรมชาติ
จากการกระทำฉับพลันของเธอ จู่ ๆ ร่างกายของเจียงจื้อกังก็แข็งทื่ออย่างเห็นได้ชัด
หวังชุ่ยผิงบ่นอย่างเหลือจะกล่าว “ทำไมยังทำตัวประหม่าอยู่ได้? เมื่อคืนเราสองคนเพิ่งจะนอนร่วมเตียงเดียวกันแท้ ๆ”
หวังชุ่ยผิงพูดออกมาอย่างสบาย ๆ แต่หูเจียงจื้อกังกลับเปลี่ยนเป็นแดงก่ำ มองไปยังคนที่เดินสวนมาจากริมถนนด้วยสีหน้าลำบากใจ
เกรงว่าพวกเขาจะได้ยิน
เขารีบขัดจังหวะหวังชุ่ยผิง “ผมขอถามพวกเขาหน่อยว่าสำนักกิจการพลเรือนที่นี่อยู่ตรงไหน”
เขาเดินเข้าไปหาคนเดินผ่านไปมาเพื่อสอบถามสถานที่ตั้ง จากนั้นทั้งสองก็เดินไปที่สำนักกิจการพลเรือน
ขั้นตอนการจดทะเบียนสมรสนั้นราบรื่นมาก หนึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่อทั้งสองออกมาจากสำนักกิจการพลเรือน หวังชุ่ยผิงก็ถือสมุดปกแดงสองเล่มเอาไว้ในมือ
พอก้มมองสมุดเล่มแดงในมือตัวเองแล้ว เธอมีความรู้สึกผสมปนเปหลากหลายอยู่ในใจ ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ฉันแต่งงานอีกครั้งแล้วสินะ”
ตอนที่ผิดหวังจากหลิวไคซาน เธอเคยคิดว่าชีวิตนี้คงไม่ไว้ใจผู้ชายคนไหนอีก และเชื่อว่าคงไม่มีผู้ชายคนไหนเต็มใจยอมรับผู้หญิงที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง
ใครจะคิดว่าตอนนี้เธอได้แต่งงานอีกครั้งแล้ว แถมคนที่แต่งงานกับเธอเป็นชายหนุ่มที่ยังไม่เคยแต่งงาน
หวังชุ่ยผิงยิ้มทั้งน้ำตา มองไปที่เจียงจื้อกังแล้วพูดว่า “หลังจากนี้ นายจะทำให้ฉันผิดหวังไม่ได้แล้วนะ”
เจียงจื้อกังให้สัญญาอย่างจริงจัง “ผมสัญญาว่าจะดีกับคุณ”
เขาไม่สามารถสรรหาคำพูดหวานหยดย้อยอื่น ๆ ได้แต่พูดประโยคว่าจะดีกับเธอและเถี่ยตันให้มากซ้ำไปซ้ำมา
ความที่เจียงจื้อกังเป็นพี่ชายของกู้หนาน ทำให้หวังชุ่ยผิงไว้วางใจในตัวเขามาก ช่วงเวลาที่พวกเขาทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน เธอเชื่อมั่นเหลือเกินว่าเจียงจื้อกังนั้นเป็นคนที่คู่ควรแก่ความไว้วางใจ
“ไปกันเถอะ หาโทรศัพท์สาธารณะแล้วโทรหาหนานหน่านดีกว่า”
หลังจากเข้าไปในร้านร้านหนึ่งแล้ว หวังชุ่ยผิงก็ต่อสายโทรหากู้หนาน
เมื่อกู้หนานรับสาย เธอก็บ่นอุบอิบ [ไงคะ พี่ชุ่ยผิง กว่าจะโทรกลับมาหาฉันได้]
กู้หนานที่อยู่ในหลันเฉิงนั่งเป็นห่วงพวกเขาทุกวัน เพราะกลัวว่าหวังเซิ่งหลันจะก้าวก่ายชีวิตส่วนตัวของพวกเขามากเกินไป
เมื่อหวังชุ่ยผิงได้ยินเสียงอีกฝ่ายแล้ว เธอรีบถามถึงลูกชายเป็นอันดับแรก “เถี่ยตันเป็นยังไงบ้าง? เขาดื้อหรือเปล่า?”
[เถี่ยตันเชื่อฟังมาก แค่เป็นห่วงพี่ คิดถึงพี่นิดหน่อย] กู้หนานถามต่อ [พี่จะกลับมาเมื่อไหร่ล่ะ?]
หวังชุ่ยผิงตอบกลับ “พรุ่งนี้แม่ของจื้อกังน่าจะถึงคิวเข้ารับการผ่าตัด พวกเราจะเดินทางกลับหลังจากนั้น”
[อ้อ] กู้หนานไม่สนใจที่จะฟังเรื่องของหวังเซิ่งหลันสักเท่าไหร่ เธอเพียงตอบกลับเบา ๆ ไม่สนใจถามคำถามอื่นอีก
หวังชุ่ยผิงก็ฉลาดพอที่จะไม่พูดถึงคนเลวคนนั้น เธอยิ้มแล้วพูดว่า “จริงสิ หนานหน่าน ฉันมีข่าวดีจะบอกให้เธอรับรู้ด้วยแหละ”
[ข่าวดีอะไร?] กู้หนานพูดด้วยรอยยิ้ม [รีบบอกมาเร็วเข้า]
หวังชุ่ยผิงมองชายที่ยืนข้างเธอด้วยรอยยิ้ม แล้วพูดด้วยน้ำเสียงปีติยินดี “เราสองคนจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว”
[จริงหรือ? ราบรื่นดีใช่ไหม?]
ในที่สุดหัวใจของกู้หนานที่แขวนอยู่ในตอนแรกก็กลับคืนสู่สภาวะปกติ
ถือเป็นเรื่องดีที่การแต่งงานระหว่างพวกเขาเป็นไปอย่างราบรื่น
“เราเพิ่งออกมาจากสำนักกิจการพลเรือนได้ไม่นานนี่เอง”
[ขอแสดงความยินดีด้วยนะ]
พอกู้หนานรู้ข่าว เธอก็แสดงความยินดีกับพวกเขาอย่างจริงใจ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นว่า [รอพวกพี่กลับมาเมื่อไหร่ ฉันจะไปแสดงความยินดีด้วยตัวเอง]
“เอาสิ เธอเป็นหัวหน้า ต้องให้ซองแดงใหญ่ ๆ กับพวกเราแล้วล่ะ” หลังจากที่หวังชุ่ยผิงหัวเราะ เธอก็ลดระดับเสียงลงแล้วเริ่มซุบซิบ “เราจะกลับไปโรงพยาบาลแล้ว ฉันจะเล่าอะไรให้ฟัง เธอรู้ไหมว่าวันนี้เจียงเหมยถึงกับคุกเข่าลงต่อหน้าเราสองคน ขอร้องให้ฉันเอาเงินสามพันมาจ่ายเพื่อไถ่ตัวหล่อนให้ได้ บอกว่าไม่อยากอยู่ที่บ้านอู๋เอ้อร์จู้อีกต่อไป ช่างฝันเฟื่องดีจริง ๆ เชียว ฉันจะไปหาเงินจากไหนมาให้เด็กนั่นกันล่ะ”
เจียงจื้อกังได้ยินหวังชุ่ยผิงเล่าเรื่องในบ้านของเขาให้อีกฝ่ายฟังทางโทรศัพท์ แถมสิ่งที่เธอพูดล้วนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เพราะเขารู้ว่าสิ่งสุดท้ายที่กู้หนานอยากจะได้ยินก็คือชื่อของเจียงเหมย
เขาพูดกับหวังชุ่ยผิงว่า “ขอคุยกับหนานหน่านหน่อยสิ”
หวังชุ่ยผิงจำต้องยื่นโทรศัพท์ให้เจียงจื้อกัง
หลังจากรับโทรศัพท์มาแล้ว เจียงจื้อกังกรอกน้ำเสียงตื่นเต้นไปตามสาย “หนานหน่าน พวกเราจดทะเบียนสมรสกันเรียบร้อยแล้ว เราจะกลับไปที่นั่นในอีกสองวัน”
[ขอแสดงความยินดีด้วยนะพี่ชาย]
เนื่องจากเมื่อกี้นี้หวังชุ่ยผิงเล่าเรื่องเจียงเหมยให้กู้หนานฟัง ตอนนี้เจียงจื้อกังจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องพูดถึงเรื่องนี้เช่นเดียวกัน “เรื่องวุ่นวายที่บ้าน ฉันจะจัดการด้วยตัวเอง”
[พี่ชาย ตอนนี้พี่มีครอบครัวแล้ว ในอนาคตไม่ว่าด้วยเรื่องอะไรก็ตาม พี่ต้องยกให้พี่ชุ่ยผิงกับเถี่ยตันมาเป็นอันดับแรกเสมอ พี่กับครอบครัวจะได้มีความสุข]
กู้หนานไม่ต้องการเอ่ยชื่อคนในบ้านเกิดตัวเอง ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของคนพวกนั้นอีก
เธอหวังเพียงคำเตือนนี้จะทำให้เจียงจื้อกังฉุกคิดและเข้าใจได้
ถ้าอยากให้ครอบครัวเล็ก ๆ ของตัวเองรักใคร่กลมเกลียวและสงบสุข เขาไม่ควรให้แม่เข้ามาเกี่ยวข้อง
เจียงจื้อกังตอบไปว่า “หนานหน่าน ฉันจะจำไว้”