เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 614 พาฉันไปด้วยได้ไหม
บทที่ 614 พาฉันไปด้วยได้ไหม
หลังจากมาถึงโรงพยาบาลประจำเทศมณฑล เจียงจื้อกังก็เข้าพบแพทย์ตามเอกสารส่งตรวจของหวังเซิ่งหลัน
แพทย์หญิงวัยกลางคนเห็นหน้าหวังเซิ่งหลันก็จำเธอได้ทันที
ครั้งสุดท้ายที่ผู้หญิงคนนี้ได้ยินว่าตัวเองป่วยเป็นโรคที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดเท่านั้น เธอก็ร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนักอยู่หน้าแผนกผู้ป่วยนอก ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่น
ตอนนี้เมื่อเห็นว่าเธอมาโรงพยาบาลพร้อมกับคนหลายคน แพทย์จึงบอกว่า “คุณก็มีสมาชิกในครอบครัวออกเยอะแยะนี่ ทำไมก่อนหน้านี้ถึงได้อ้างว่าตัวเองไม่มีใครล่ะ”
หวังเซิ่งหลันคลี่ยิ้มเจื่อน ๆ “ลูกชายของฉันเขาเพิ่งกลับมาจากในเมืองน่ะค่ะ”
คุณหมอแนะนำอาการที่หวังเซิ่งหลันกำลังเป็นอยู่ให้ญาติ ๆ ทราบ
หมอตรวจพบเนื้องอกในมดลูก ระยะของโรคถูกทิ้งไว้จนเรื้อรัง จำเป็นต้องผ่าตัดออกโดยเร็วที่สุด
ครั้งล่าสุดที่หวังเซิ่งหลันมาเข้ารับการตรวจ ร่างกายทุกส่วนของเธอมีสภาพพร้อมตามข้อกำหนดการผ่าตัด ถ้าเธอเต็มใจเข้ารับการผ่าตัด ก็สามารถทำเรื่องส่งตัวเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้ทันที
เจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงได้ปรึกษาและถามบางอย่างจากคุณหมอ คุณหมอบอกว่าการผ่าตัดนี้โดยทั่วไปแล้วไม่เป็นอันตราย หลังผ่าแล้วจะไม่มีผลแทรกซ้อนตามมา
เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงจึงรู้สึกโล่งใจหลังจากรับฟังขั้นตอนการรักษาจากแพทย์เฉพาะทาง
เมื่อได้ยินว่าหวังเซิ่งหลันตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัด คุณหมอจึงดำเนินการทำเรื่องให้โดยตรง บอกว่าเธอสามารถเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลได้ทันที ส่วนการตรวจร่างกายเพิ่มเติมจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการรักษาตัว
หลังจากออกจากห้องตรวจแล้ว เจียงจื้อกังก็บอกให้หวังเซิ่งหลันเอาเงินออกมาให้เขา เพื่อที่จะได้ทำเรื่องส่งตัวไปยังแผนกผู้ป่วยต่อไป
หวังเซิ่งหลันไปถามหมออีกครั้ง คุณหมอบอกว่าเริ่มต้นจ่ายแค่หนึ่งพันหยวนก่อนก็เพียงพอแล้ว อาจไม่มีค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มเติมหลังจากนั้น
พอได้ยินแล้วหวังเซิ่งหลันก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง
เธอพอจะรู้ว่าค่าใช้จ่ายจริงไม่ได้มากขนาดนั้น โชคดีที่ตัวเองชั่งใจไม่ยอมมอบเงินสามพันหยวนให้กับเจียงจื้อกังแต่แรกทีเดียว
เจียงเหมยกับอู๋เอ้อร์จู้รออยู่ห่าง ๆ ที่ทางเดินตลอดเวลา ราวกับว่าพวกเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทั้งสาม
เจียงเหมยเอาแต่เหม่อลอยตลอดเวลา จนไม่ทันสังเกตว่าหวังเซิ่งหลันเดินเข้ามาหา
“เหมยเหม่ย ลูกยังโกรธแม่อยู่หรือเปล่า?” หวังเซิ่งหลันยิ้ม พยายามพูดกับเจียงเหมย
ทันทีที่เจียงเหมยได้ยินเสียงอีกฝ่าย ใบหน้าก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา ไม่แม้แต่จะชายตามองไปที่หวังเซิ่งหลัน
“เหมยเหม่ย อย่าทำแบบนี้เลย แม่ทำไปก็เพราะความจำเป็น อย่างน้อยเห็นแก่แม่ที่ป่วยหนักอยู่ตอนนี้ก็ได้ อย่าโกรธแม่อีกเลยได้ไหม?” หวังเซิ่งหลันพยายามดึงมือเจียงเหมยมาจับ แต่เจียงเหมยหดมือหลบ
พอเห็นว่าเจียงเหมยเพิกเฉยต่อเธอ อู๋เอ้อร์จู้ก็เริ่มได้ใจ พูดจาโจมตีทันที “เหมยเหม่ยก็ไม่ได้อยากโกรธคุณหรอกนะ แต่ที่ผ่านมาคุณทำกับเธอเกินไป ครอบครัวคุณกล้าเรียกสินสอดสูงถึงสามพันหยวน คิดจะให้ครอบครัวของพวกเราฝืดเคืองจนอดตายหรือยังไงกัน ตั้งแต่แต่งเจียงเหมยเข้าบ้าน เธอก็ติดหนี้คนอื่นเป็นเงินไม่ใช่น้อย ๆ คิดว่าชาตินี้พวกเราจะหามาจ่ายคืนไหวหรือไง?”
เมื่อถูกอู๋เอ้อร์จู้ต่อว่า หวังเซิ่งหลันก็อารมณ์ขึ้น “เอ้อร์จู้ เธอหมายความว่ายังไง จะไม่ให้ฉันเรียกค่าสินสอดแล้วยกลูกสาวให้เธอเลยงั้นหรือ”
“ตอนนั้นฉันเคยบอกเงื่อนไขให้แม่เธอฟังไปแล้ว แต่พวกเธอก็ยังยืนกรานว่าจะแต่งให้ได้ ใช่ว่าฉันพยายามยัดเยียดเจียงเหมยให้เธอซะหน่อย ใครกันล่ะที่สะกดรอยตามเรา? จากหมู่บ้านเข้าไปในเมือง จากในเมืองกลับมาที่หมู่บ้าน เพื่อน ๆ ของเหมยเหม่ยที่อยู่ในเมืองต่างก็ถูกเธอไปรังควานทั้งนั้น”
“ถ้าคนอย่างเธอสามารถหาลูกสาวบ้านอื่นมาแต่งเป็นเมียได้ เธอจะรอเหมยเหม่ยของฉันมาตั้งนานขนาดนี้ได้ยังไง? นอกจากนี้ จะไม่ให้ฉันเรียกค่าสินสอดเลยหรือไง ถ้าไม่ได้เงินค่าสินสอด เกิดเจ็บป่วยขึ้นมาภายหลังจะทำยังไง จะนิ่งดูดายปล่อยให้ฉันป่วยตายงั้นเรอะ”
อู๋เอ้อร์จู้ตอบกลับ “ตอนนี้จื้อกังกลับมาหาคุณแล้วนี่ เขาดูมีฐานะดี จะได้แต่งงานกับภรรยารวย ๆ ด้วย คุณก็ไปขอเงินจากเขา แล้วคืนเงินค่าสินสอดให้กับพวกเราซะ”
ได้ยินว่าอู๋เอ้อร์จู้ขอให้เธอคืนเงินค่าสินสอด หวังเซิ่งหลันก็ตะคอก “เธอคิดว่าเงินมันขอกันได้ง่าย ๆ หรือไง? คิดจะจับเสือมือเปล่า*[1] หรือ?”
ทั้งสองโต้เถียงกันไปมา แต่เจียงเหมยมองไปยังทางเดินที่นำไปสู่ทางเข้าด้วยสายตาที่ว่างเปล่า ในสมองขาวโพลนไร้ความคิดใด
เธอไม่อยากฟังการทะเลาะวิวาทระหว่างพวกเขาสักคำเดียว
ในไม่ช้า เจียงจื้อกังและหวังชุ่ยผิงก็กลับมา ทันทีที่พวกเขากลับมาหวังเซิ่งหลันหยุดโต้เถียงทันที
“เสร็จเรียบร้อยแล้ว แม่เข้าไปที่แผนกได้เลย”
หวังเซิ่งหลันได้รับการจัดสรรเตียง นางพยาบาลแจ้งว่าวันนี้ยังไม่ต้องเจาะเลือด เดี๋ยวจะพาไปอัลตราซาวนด์ในตอนบ่าย
หวังเซิ่งหลันร้องบอกทันทีว่าเธอหิว ใช้ให้เจียงจื้อกังออกไปซื้อของกินมาให้ตัวเอง
เจียงจื้อกังให้อู๋เอ้อร์จู้ไปแทน
ชายคนนี้ติดตามเขามาแต่ทำตัวลอยชายไม่ทำประโยชน์อะไรเลย ควรไปทำอะไรสักอย่างได้แล้ว
อู๋เอ้อร์จู้แบมือออก “เอาเงินมาสิ”
เจียงจื้อกังไม่มีทางเลือกนอกจากจ่ายเงินให้เขาสองหยวน
ทันทีที่อู๋เอ้อร์จู้ออกไปแล้ว เจียงเหมยก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
เธอเงียบมาตลอด แต่จู่ ๆ ก็เริ่มสนทนากับหวังชุ่ยผิง เรียกเจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงออกไปนอกวอร์ดโดยอ้างว่าออกไปสูดอากาศสักหน่อย
จากนั้นเจียงเหมยก็คุกเข่าลงต่อหน้าพวกเขา
การคุกเข่าของเจียงเหมยกะทันหันเกินไปจนหวังชุ่ยผิงถึงกับผงะ เธอมองไปทางเจียงจื้อกังด้วยความสับสน
เจียงจื้อกังเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน
“พี่ชาย พี่สะใภ้ ช่วยฉันด้วยเถอะนะ” เจียงเหมยขอร้องพวกเขาเสียงสั่น น้ำตาเริ่มรินไหล
“ทำอะไรของเธอ?”
เจียงเหมยร้องไห้แล้วพูดว่า “ฉันไม่อยากอยู่กับอู๋เอ้อร์จู้ ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาด้วยซ้ำ แค่มองหน้าเขาฉันก็รู้สึกเกลียดและขยะแขยงมาก ๆ แล้ว ฉันทนต่อไปไม่ได้จริง ๆ พี่ชาย ช่วยจ่ายเงินค่าสินสอดสามพันหยวนคืนให้ตระกูลอู๋ได้ไหม ฉันจะได้หย่ากับเขาเสียที ฉันยังไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับเขา ตราบใดที่ฉันคืนเงินให้พวกเขาไป การแต่งงานในครั้งนี้ก็จะถือเป็นโมฆะ”
เจียงจื้อกังพูดอย่างหมดหนทาง “ฉันไม่มีเงิน”
เจียงเหมยเองก็รู้ว่ามีความหวังเพียงริบหรี่ที่เจียงจื้อกังจะมีเงินมากมายขนาดนั้น เธอจึงมองไปทางหวังชุ่ยผิงด้วยสายตาคาดหวัง
เมื่อวานนี้หวังชุ่ยผิงออกปากพูดที่บ้านตระกูลอู๋ว่า จะจ่ายเงินคืนให้ตระกูลอู๋ไปซะ คำพูดของอีกฝ่ายย่อมทำให้เธอมีความหวัง
หวังชุ่ยผิงสบตากับเจียงเหมยได้ไม่นานก็หลบเลี่ยงทันที “ไม่ต้องมามองฉัน ฉันเองก็ไม่มีเงินเลยเหมือนกัน เมื่อวานนี้ตอนอยู่ที่บ้านตระกูลอู๋ฉันก็แค่แกล้งทำไปอย่างนั้น ฉันเป็นแค่คนกวาดถนน ไม่ได้เป็นเจ้าคนนายคนอะไร อย่าตั้งความหวังเอากับฉันเลย”
หวังชุ่ยผิงรำพึงในใจ ต่อให้ฉันมีเงิน ฉันก็จ่ายเงินส่วนนั้นให้เธอไม่ได้ ฉันยังมีลูกชายที่ต้องเลี้ยงดู
เจียงเหมยคนนี้เคยมีนิสัยร้ายกาจ แต่เพื่อให้ตัวเองได้รับการไถ่ตัวจนเป็นอิสระถึงกับยอมทำขนาดนี้
แต่การอ้อนวอนของเธอไม่เป็นผลสำหรับพวกเขา
“เหมยเหม่ย ฉันช่วยเรื่องของเธอไม่ได้จริง ๆ”
เมื่อเห็นน้องสาวถึงกับลงไปคุกเข่าอ้อนวอนแบบนี้ เจียงจื้อกังก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจ
เจียงเหมยมีจิตใจสูงส่งยิ่งกว่าท้องฟ้า พอต้องมาแต่งงานกับคนอย่างอู๋เอ้อร์จู้ ชีวิตเธอก็จบสิ้นตั้งแต่นั้น แต่ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของตัวเธอเอง ไพ่ไม่ดีก็เป็นเพราะเธอเล่นด้วยตัวเองไม่ใช่หรือ
เขาไม่มีความสามารถ ไม่มีเงินมากขนาดนั้นมาช่วยหรอก
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ เขาพอจะเก็บหอมรอมริบแล้วเอาเงินไปจ่ายคืนให้กับตระกูลอู๋และตัดขาดการแต่งงานได้อยู่หรอก แต่ตอนนี้เขามีคนที่ต้องคอยสนับสนุน แถมยังต้องแบกความรับผิดชอบของครอบครัวอีก
เขาไม่มีทางทุ่มเทชีวิตตัวเองมาแลกกับการรับใช้ญาติไปจนตาย
“พี่ชาย ฉันรู้ว่าพี่ยังโกรธฉันอยู่ ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่ควรทำตัวเอาแต่ใจแบบนั้น ตอนอยู่บ้านก็ไม่ควรรังเกียจพี่ ไม่ควรดุด่าพี่บ่อย ๆ ฉันรู้ว่าฉันทำผิด แต่ถึงยังไงเราสองคนก็เป็นพี่เป็นน้องกัน พี่เป็นพี่ชายฉันนะ ตอนนี้แม่ผลักน้องสาวคนนี้ลงสู่กองไฟ ถ้าพี่ไม่สนใจฉัน ชีวิตฉันคงจบสิ้นกันคราวนี้ ฉันขอเงินจากพี่แค่สามพันหยวนเท่านั้น ในอนาคตถ้าฉันหาเงินได้ฉันต้องหามาจ่ายคืนพี่แน่ ๆ”
หวังชุ่ยผิงพูดด้วยความโกรธ “ปีที่แล้วพี่ชายเธอเพิ่งจะเข้ารับการผ่าตัดไปหมาด ๆ เขาต้องพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลาสามเดือน เขาติดหนี้คนอื่นอยู่เลยด้วยซ้ำ เขาจะมีเงินได้ยังไง”
“พวกพี่พอจะติดต่อกู้หนานได้หรือเปล่า? พี่ลองไปหาเธอดูสิ ขอยืมเงินจากเธอไม่ได้เชียวหรือ? ตอนนี้เธอรวยมาก ตราบใดที่พวกพี่อ้าปาก เธอต้องให้พี่ยืมแน่นอน”
คนรวยคนเดียวที่เจียงเหมยคิดออกในตอนนี้ก็คือกู้หนาน
ขอแค่เจียงจื้อกังเอ่ยปากขอ มีหรือกู้หนานจะไม่ให้
เจียงจื้อกังส่ายหัวและปฏิเสธ “เหมยเหม่ย ครอบครัวของเราทำร้ายกู้หนานมากเกินไป ฉันขอกู้หนานไม่ได้จริง ๆ เธอลืมไปแล้วหรือว่าก่อนหน้านี้เธอเคยรังแกหนานหน่านยังไงบ้าง?”
เจียงเหมยถึงกับก้มหน้างุดเมื่อได้ยินคำถามของเจียงจื้อกัง
“พี่ชาย พี่กำลังจะกลับเข้าเมืองใช่ไหม? พาฉันไปด้วยคนได้หรือเปล่า?”
เจียงเหมยคิดว่าในเมื่อไม่ได้เงินค่าสินสอดคืนให้กับตระกูลอู๋แน่แล้ว อย่างนั้นเธอก็จะหลบหนีไป
ยังไงเธอก็ไม่ได้เอาเงินติดตัวมาอยู่แล้ว
เหตุผลที่เธอยอมตามพวกเขามาที่โรงพยาบาลเพื่อดูแลหวังเซิ่งหลันในครั้งนี้ ก็เพื่อหาโอกาสที่จะหลบหนีไป
ตั้งแต่แต่งงานกับอู๋เอ้อร์จู้ คนในครอบครัวเขาก็ผลัดกันเฝ้าจับตามองเธออยู่ตลอด เจียงเหมยไม่เคยมีโอกาสได้ออกไปข้างนอกเลย นอกจากนี้ยังไม่มีเงินติดกระเป๋าเลยสักเหรียญ เธอเคยอยู่ในเมืองนี้มาก่อน จึงรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่โดยไม่มีเงิน
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงเหมย เจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงก็มองหน้ากัน พาเธอไปด้วยเนี่ยนะ?
อู๋เอ้อร์จู้ก็เดินเข้ามามาจากโถงทางเดินโดยถือซาลาเปาเอาไว้สองถุง ขณะเดินก็แทะกินเองไปด้วยลูกหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าเจียงเหมยเหมือนกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น เขาก็รีบกัดซาลาเปาเข้าปาก กลืนลงไปเร็ว ๆ แล้วตะโกนใส่เจียงเหมยว่า “เหมยเหม่ย ทำอะไรอยู่น่ะ?”
เมื่อเจียงเหมยได้ยินเสียงของอู๋เอ้อร์จู้ เธอก็รีบลุกขึ้น แสดงสีหน้าไม่แยแสเหมือนเดิม
เจียงเหมยเช็ดน้ำตาจากใบหน้า “ไม่มีอะไรนี่”
“เธอร้องไห้หรือ? พวกนายสองคนกลั่นแกล้งอะไรเธอกันแน่?” อู๋เอ๋อร์จู้ถามเจียงเหมย จากนั้นก็หันไปต่อว่าเจียงจื้อกังกับหวังชุ่ยผิงอย่างขุ่นเคือง
เจียงจื้อกังไม่สนใจเขา คว้าซาลาเปาจากมืออีกฝ่ายมาถือไว้เอง “เอามานี่”
เจียงจื้อกังเอาซาลาเปาเข้าไปให้หวังเซิ่งหลันในวอร์ด หวังเซิ่งหลันหิวมากจนกินซาลาเปาเข้าไปจนหมดสองลูกในคราวเดียว
หลังจากกินอย่างตะกละเข้าไปแล้วสองลูก เธอก็เงยหน้าขึ้นมองคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่ ถามว่า “พวกเธอไม่กินหรือ?”
หวังชุ่ยผิงโบกมือ “ยังไม่หิวค่ะ”
“เหมยเหม่ย กินสิ” หวังเซิ่งหลันหยิบซาลาเปาขึ้นมาแล้วยื่นให้เจียงเหมย
เจียงเหมยไม่ตอบกลับ แยกไปนั่งอยู่คนเดียวด้วยสีหน้าเหม่อลอยตามเคย
เจียงจื้อกังบอกกับพวกเขาว่า “ทุกคนรออยู่ในวอร์ดไปก่อนนะ หมออาจเรียกแม่ไปตรวจร่างกายในตอนบ่าย เหมยเหม่ย คอยดูแลแม่ด้วย เราจะออกไปข้างนอกสักเดี๋ยว”
“จะไปไหนกัน?” หวังเซิ่งหลันโพล่งถาม
ดวงตาของเจียงเหมยก็ขยับเคลื่อนไหวเช่นกัน เธอมองไปที่เขา
“ทำธุระ”
“พี่ชาย แล้วพี่ยังจะกลับมาที่นี่อีกไหม?” เจียงเหมยถามอย่างเร่งรีบ
ฟางเส้นสุดท้ายอยู่ตรงหน้าแล้ว เธอต้องคว้ามันไว้ให้ได้
เจียงจื้อกังตอบว่า “กลับมาสิ”
หลังออกจากโรงพยาบาล เจียงจื้อกังก็หันไปพูดกับหวังชุ่ยผิงว่า “ไปจดทะเบียนสมรสกันเถอะ”
[1] จับเสือมือเปล่า หมายถึง แสวงหาประโยชน์โดยตัวเองไม่ต้องลงทุน