เกิดใหม่ชาตินี้มาเป็นภรรยาอ้วนยุค 90 - บทที่ 613 เงินต่อชีวิต
บทที่ 613 เงินต่อชีวิต
คืนนี้เจียงจื้อกังทั้งมีความสุขและทรมานไปพร้อม ๆ กัน
ในช่วงครึ่งแรกของคืน เขานอนไม่หลับ ศีรษะของหวังชุ่ยผิงหนุนอยู่บนแขนของเขา ทำให้ร่างกายเหมือนจะแข็งกลายเป็นหิน แต่เขาก็ไม่กล้าขยับเขยื้อน
ชายหนุ่มไม่ยอมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จนกว่าจะได้ยินเสียงหายใจอย่างสม่ำเสมอของหวังชุ่ยผิงดังขึ้นจากข้างกาย
เขาอยากขยับตะแคงข้าง แต่ไม่สามารถบังคับใจได้
ถึงแม้ว่าการข่มไฟในตัวจะทำได้ยากเย็น แต่เขาก็ยังโลภมากสำหรับความรู้สึกที่ได้รับ
หลังจากสู้กับความคิดตัวเองมาได้จนถึงรุ่งสาง พอเสียงไก่ขันแรกดังขึ้นในหมู่บ้าน เจียงจื้อกังรีบลุกขึ้นจากเตียง แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วออกไป
หวังชุ่ยผิงนอนหนุนแขนเขาตลอดทั้งคืน ทำให้เขาไม่กล้าขยับแขนข้างนี้ ขณะที่สวมเสื้อผ้าจึงรู้สึกถึงความเหน็บชาอยู่บ้าง
เจียงจื้อกังออกไปที่สนามหญ้า บิดขี้เกียจยืดเส้นสายขับไล่ความเมื่อยล้าเล็กน้อย
เมื่อนึกถึงค่ำคืนที่มีความสุขและยาวนานเมื่อคืนที่ผ่านมา แก้มของเขาก็แดงระเรื่ออีกครั้ง
ทั้งหวานและวาบหวามเต็มตื้นในใจ
เจียงจื้อกังตักน้ำเย็นที่มีอยู่ครึ่งโอ่งมาล้างหน้า แล้วเข้าไปในครัวเพื่อเตรียมอาหารเช้า
ในครัวไม่มีอะไรเลยนอกจากบะหมี่ในตู้ เขาค้นไปรอบ ๆ ถึงเจอข้าวฟ่างที่เหลืออยู่ครึ่งถุง
เจียงจื้อกังหาฟืนเดินเข้ามาในครัว แล้วก่อไฟเพื่อทำโจ๊กข้าวฟ่าง
ตอนนี้หวังเซิ่งหลันก็ตื่นแล้วเช่นกัน เธอเห็นควันลอยออกมาจากปล่องไฟในครัว จึงเดินไปที่ประตูครัวเพื่อตรวจสอบ
เมื่อเห็นว่าคนที่ทำอาหารคือเจียงจื้อกัง หวังเซิ่งหลันกล่าวด้วยท่าทางไม่พอใจเล็กน้อย “ทำไมไม่ปลุกหวังชุ่ยผิงมาทำกับข้าวแทนล่ะ?”
เจียงจื้อกังมัวจดจ่ออยู่กับการจุดไฟ จึงไม่สนใจเธอ
หวังเซิ่งหลันมองไปทางห้องด้านข้าง ดูท่าหวังชุ่ยผิงคงยังไม่ตื่น เธอจึงเดินไปหาเจียงจื้อกัง ถามด้วยน้ำเสียงส่อเสียดว่า “จื้อกัง ตอนอยู่ในเมืองแกคงรับใช้หล่อนบ่อยน่ะสิ ฉันจะบอกแกให้ แกจะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติไม่ได้นะ ลืมหรือไงว่าแกเป็นผู้ชาย ผู้ชายที่ไหนเดินเข้าเดินออกห้องครัวกัน?”
เจียงจื้อกังตอบกลับเบา ๆ ว่า “ก่อนหน้านี้ผมก็เดินเข้าเดินออกห้องครัว หากับข้าวมาให้แม่กินเหมือนกันไม่ใช่หรือ? ผมชินแล้วล่ะ”
พอเจียงจื้อกังพูดออกมาแบบนี้ หวังเซิ่งหลันก็ถึงกับพูดไม่ออก เธอยืนนิ่ง มองไปที่เจียงจื้อกังด้วยความขยะแขยง
เกลียดที่เหล็กไม่สามารถกลายเป็นเหล็กกล้า*[1] นี่จริง ๆ
ดูจากสภาพอีกฝ่าย เจียงจื้อกังคงไม่พ้นถูกหวังชุ่ยผิงครอบงำไปจนตาย
หลังจากที่เจียงจื้อกังรอให้น้ำในหม้อเดือดแล้ว เขาก็เคี่ยวโจ๊กอย่างช้า ๆ จากนั้นยืนขึ้น ถามหวังเซิ่งหลันว่า
“เก็บของครบหรือยัง?”
หวังเซิ่งหลัน “เก็บเสร็จแล้ว ของแม่มีไม่เยอะหรอก”
“งั้นก็เอาสมุดทะเบียนบ้าน บัตรประชาชนกับเงินมาเก็บไว้ที่ผม ผมจะได้เอาเอกสารพวกนี้ไปทำเรื่องที่โรงพยาบาลให้”
เมื่อได้ยินคำพูดของเจียงจื้อกัง หวังเซิ่งหลันก็แสดงท่าทีลังเลอย่างเห็นได้ชัด
เธอไม่อยากเอาเงินตัวเองฝากไว้ที่เขา
หวังเซิ่งหลันยังคงหวังอย่างริบหรี่ว่าเขาจะช่วยเธอจ่ายค่ารักษาตัวในโรงพยาบาล แล้วเก็บค่าสินสอดของเจียงเหมยเอาไว้เป็นทุนใช้ชีวิตของตัวเองในอนาคต
เจียงจื้อกังมองขาดท่าทางการคิดคำนวณในใจของหวังเซิ่งหลันอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ไม่ต้องมารอเงินจากผม ผมไม่มีเงินเลยจริง ๆ ถ้าแม่ไม่ยอมเอาเงินที่มีไปหาหมอ งั้นวันนี้ก็ไม่ต้องไปโรงพยาบาลแล้ว ผมกับชุ่ยผิงจะกลับเข้าเมืองวันนี้”
ต่อให้เขามีเงิน เขาก็ไม่มีวันควักออกมาจ่ายให้ผู้เป็นแม่เด็ดขาด
หลังเข้ารับการผ่าตัด เจียงจื้อกังหยุดพักผ่อนเป็นเวลาสามเดือน ตอนนี้เงินในกระเป๋าของเขาว่างเปล่า แม้แต่ค่าเดินทางกลับก็ต้องอาศัยหวังชุ่ยผิงช่วยจ่าย
ชายหนุ่มเคยสัญญากับหวังชุ่ยผิงว่าในอนาคตจะปฏิบัติต่อเธอและลูกให้ดีที่สุด
แต่ตอนนี้เขาแทบไม่เหลืออะไรแล้ว เขายิ่งกดดันกว่าใคร ๆ
เจียงจื้อกังรู้สึกไร้อำนาจและความสามารถมากในขณะนี้
เขาต้องการความก้าวหน้า ผลักดันตัวเองให้มีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ความจริงแล้วเขายังเป็นคนไร้ประโยชน์อยู่วันยังค่ำ
ครอบครัวไม่สามารถสนับสนุนไม่พอ ยังเอาแต่จ้องมองมาที่เขาตลอดเวลา วางแผนที่จะดื่มเลือดของเขาให้ได้
เจียงจื้อกังอยากหลบหนีจากวังวนอันโหดร้ายนี้ไปให้ไกล แล้วเริ่มเส้นทางชีวิตใหม่กับหวังชุ่ยผิงเสียที แต่เมื่อมองย้อนกลับมาเห็นว่าแม่ป่วยหนัก ความสัมพันธ์ทางสายเลือดทำให้เขาต้องประนีประนอม
เมื่อเห็นว่าเจียงจื้อกังแสดงความตั้งใจแน่วแน่ว่าไม่จ่ายเงินให้ ในที่สุดหวังเซิ่งหลันก็ยอมแพ้ เธอเดินกลับเข้าไปที่ห้องหลักอย่างไม่เต็มใจ หน้าตาบูดบึ้งอย่างยิ่งยวด
เธอหยิบเอกสารและเงินที่เธอรวบรวมไว้เมื่อคืนนี้ออกมา กำลังจะยื่นให้เจียงจื้อกังอยู่แล้ว แต่จังหวะนั้นก็ดึงมือกลับ มองหน้าเจียงจื้อกังอย่างเคร่งขรึมพร้อมกับเตือนเขาว่า “จื้อกัง นี่คือเงินทั้งชีวิตแม่เลยนะ”
เจียงจื้อกังพูดอย่างเย็นชา “ผมไม่หนีไปพร้อมกับเงินหรอกน่า”
แต่เห็นได้ชัดว่าหวังเซิ่งหลันยังคงไม่สบายใจที่จะส่งมอบเงินให้
เจียงจื้อกังมองท่าทางลังเลของเธอ พูดขึ้นว่า “แม่เก็บเงินไว้เองเถอะ แต่เอาสมุดทะเบียนบ้านกับบัตรประชาชนมาให้ผม พอถึงขั้นตอนจ่ายเงินแม่ค่อยหยิบเงินออกมาแล้วกัน”
หวังเซิ่งหลันรีบดึงเงินคืนมาทันที “ได้”
เจียงจื้อกังเตือนเธอว่า “แต่แม่ต้องรับประกันก่อนว่าแม่จะเอาเงินส่วนนี้ออกค่ารักษาเอง เพราะผมไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาตัวในโรงพยาบาลจริง ๆ”
“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวแม่จ่ายเอง”
หวังเซิ่งหลันรีบยัดเงินเก็บกลับเข้าไปในกระเป๋าของตัวเองอย่างรวดเร็ว
เจียงจื้อกังคุ้นเคยกับพฤติกรรมเหล่านี้ของเธอดี หัวใจของเขาชินชากับมันไปแล้ว ตอนนี้จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดมากนัก เขาหยิบบัตรประชาชนของตัวเองมา เดินเข้าไปในห้องครัวอีกครั้ง
โจ๊กในหม้อปรุงสุกแล้ว
ทันทีที่ตักโจ๊กใส่ลงในชาม หวังชุ่ยผิงก็ตื่นนอนพอดี
ตรงลานบ้าน ทันทีที่หวังเซิ่งหลันเห็นว่าหวังชุ่ยผิงเดินออกมาจากตัวบ้าน เธอก็เริ่มทำนิสัยเสียทุกประเภท
“ชุ่ยผิง ดูสิว่าเธอน่ะโชคดีแค่ไหน จื้อกังของฉันตื่นนอนแต่เช้าเพื่อลุกมาทำอาหารเช้าให้เธอกิน ฉันขอบอกเลยว่าในหมู่บ้านของเราไม่มีใครแสนดีเท่าจื้อกังอีกแล้ว ถ้าเธอไม่เชื่อฉัน ลองออกไปถามเพื่อนบ้านละแวกนี้ดูก็ได้ ผู้ชายคนไหนในหมู่บ้านบ้างที่รู้จักตื่นมาหุงหาอาหารแต่เช้า? ใครบ้างที่เข้าครัวแทนภรรยา ส่วนภรรยามีหน้าที่ตื่นมากินข้าวอย่างเดียว”
หวังชุ่ยผิงพลิกดูนาฬิกาบนข้อมือตัวเอง เห็นว่ายังไม่เจ็ดโมงด้วยซ้ำ
เธอมักจะตื่นเวลานี้เป็นประจำ ร่างกายเคยชินไปเสียแล้ว ไม่รู้ว่าเจียงจื้อกังตื่นตอนไหน
หวังชุ่ยผิงไม่คิดว่าเจียงจื้อกังจะตื่นนอนแต่เช้าตรู่เพื่อมาทำอาหารเช้าด้วยตัวเอง ถ้าเธอรู้ เธอจะรีบลุกมาช่วยเขาอย่างแน่นอน
หวังเซิ่งหลันยังคงพูดพล่ามเข้าหูหวังชุ่ยผิงต่อไป “ดูสิว่าจื้อกังของฉันดีแค่ไหน ในอนาคตเธอจะได้สามีที่ประเสริฐมาก ฉะนั้นอย่าเปลี่ยนใจจากเขาเลย”
เมื่อคืนที่ผ่านมา หวังชุ่ยผิงบอกว่าเธอเกลียดครอบครัวที่น่าสังเวชของพวกเขา และต้องการพิจารณาความสัมพันธ์ของเธอกับเจียงจื้อกังซะใหม่ ทำให้หวังเซิ่งหลันกังวลตลอดทั้งคืน
เมื่อเห็นว่าพวกเขานอนร่วมห้องเดียวกันเมื่อคืนนี้ หวังเซิ่งหลันถึงได้รู้สึกสบายใจมากขึ้น
สองคนนอนร่วมเตียงกันแบบนี้ ดูเหมือนว่าหวังชุ่ยผิงคงไม่เปลี่ยนใจแล้ว
ในขณะที่พูดพล่ามอยู่แบบนั้น เจียงจื้อกังก็ยกขันน้ำมาให้หวังชุ่ยผิง เพื่อให้เธอใช้ล้างหน้าและแปรงฟัน
เห็นเจียงจื้อกังให้ความสำคัญกับหวังชุ่ยผิงมากขนาดนี้ หวังเซิ่งหลันเริ่มรู้สึกอิจฉาขึ้นมาแล้ว
เธอแต่งงานกับเจียงต้าหมิงมานานหลายสิบปี แต่เธอกลับเป็นฝ่ายคอยรับใช้เจียงต้าหมิงอยู่คนเดียว เจียงต้าหมิงไม่เคยปฏิบัติต่อเธอแบบนี้มาก่อน
อย่างนั้นก็เถอะ พักหลัง ๆ เธอก็หยุดรับใช้เจียงต้าหมิง จนกระทั่งเจียงจื้อกังกับกู้หนานถึงวัยทำงาน เธอเลยสั่งให้พวกเขาทั้งคู่เป็นฝ่ายรับใช้เธอแทน
หวังเซิ่งหลันคิดว่าหวังชุ่ยผิงควรขอบคุณเธอด้วยซ้ำไป
ถ้าเธอไม่ขอให้เจียงจื้อกังหยิบจับงานบ้านพวกนี้ หรือก่อนหน้านี้ไม่ได้ฝึกฝนเขาเป็นอย่างดี หวังชุ่ยผิงจะได้รับการปฏิบัติที่ดีขนาดนี้จากเขาหรือเปล่า?
เจียงจื้อกังเดินออกมาพร้อมกับชามโจ๊ก พูดกับหวังชุ่ยผิงที่กำลังล้างหน้าอยู่
“ชุ่ยผิง ผมทำโจ๊กไว้ให้คุณแล้ว คุณนั่งกินอยู่ที่นี่ก่อนนะ ผมจะไปบ้านเอ้อร์จู้เรียกเขากับเจียงเหมยไปด้วย”
หลังจากพูดจบ เขาก็หันไปพูดกับหวังเซิ่งหลันที่กำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างในหัว “ตอนเช้าแม่อย่าเพิ่งกินอะไรลงท้องนะ เผื่อทางโรงพยาบาลให้แม่เจาะเลือดไปตรวจ”
“อืม”
หวังชุ่ยผิงถามเจียงจื้อกังว่า “แล้วคุณกินอะไรหรือยัง?”
“เรียบร้อยแล้ว”
ทันทีที่เจียงจื้อกังออกจากบ้าน หวังชุ่ยผิงก็ถือชามเข้าไปที่ห้องด้านข้าง พอกินหมดแล้วก็จัดการล้างชามโดยไว
จนทุกอย่างเสร็จสิ้น เจียงจื้อกังก็พาเจียงเหมยกับอู๋เอ้อร์จู้มาที่ที่พอดี
เจียงเหมยยืนรออยู่นอกประตู ปฏิเสธที่จะเข้ามา เจียงจื้อกังจึงรีบเข้ามา บอกให้หวังชุ่ยผิงเตรียมเก็บกระเป๋า พวกเขาจะได้เดินทางกลับไปที่หลันเฉิงโดยตรงจากตัวอำเภอหล่งซาน
หวังเซิ่งหลันเดินออกไปพร้อมกับกระเป๋าสัมภาระของตัวเอง ทันทีที่เห็นหน้าเจียงเหมยก็นึกอยากคุยกับเธอ แต่เจียงเหมยกลับเอาแต่มองไปทางอื่น ไม่เต็มใจคุยด้วยแม้แต่คำเดียว
ทุกคนเดินทางเข้าเมืองด้วยกันโดยขึ้นรถสี่ล้อจากในหมู่บ้าน จากนั้นก็เปลี่ยนไปนั่งรถประจำทางจากตัวเมืองไปที่ตัวอำเภอ
ทันทีที่อู๋เอ้อร์จู้ขึ้นไปนั่งบนรถบัส เขาก็หลับตาและเอนตัวนอน เมื่อเจ้าหน้าที่มาเรียกเก็บเงิน เขาก็ลืมตาขึ้น ชี้ไปที่เจียงจื้อกังซึ่งนั่งอยู่ด้านหลัง พูดอย่างเกียจคร้านว่า “เขาจ่าย”
จนกระทั่งถึงโรงพยาบาลประจำเทศมณฑล เจียงเหมยยังคงแสดงสีหน้าเย็นชา ไม่ยอมพูดกับหวังเซิ่งหลัน
อู๋เอ้อร์จู้เฝ้าดูเธออย่างใกล้ชิด ตอนอยู่ที่โรงพยาบาล ขนาดเจียงเหมยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ อู๋เอ้อร์จู้ยังรีบตามติด ซ้ำยังอ้างว่าจะไปเฝ้าอยู่หน้าประตูให้
[1] เหล็กไม่สามารถกลายเป็นเหล็กกล้า หมายถึง คนที่ไม่เป็นไปตามที่ตนคาดหวัง